Home // การแพทย์ทางเลือก // ตับแจ่มใส .. ร่างกายแข็งแรง

ตับแจ่มใส .. ร่างกายแข็งแรง

ถาม… อวัยวะใดในร่างกายที่มีขนาดใหญ่ที่สุด?

ตอบ… ตอบถูกกันหรือไม่ อวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกายก็คือ “ผิวหนัง” นั่นเอง ถึงตอบผิดก็ไม่เป็นไร เรื่องนี้เราถามกันเล่นๆ แก้เครียด

แต่รู้หรือไม่ว่า ถ้าพูดถึง “ต่อม” ในบรรดาต่อมทั้งหลายในร่างกาย ต่อมที่ใหญ่ที่สุดและมีบทบาทสำคัญมากมายหลายประการ ก็คือ “ตับ”  เรื่องของตับ เป็นเรื่องที่เราจะพูดถึงกันในบทความนี้

ตับนอกจากจะเป็นต่อมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและทำหน้าที่สำคัญมากมายหลายประการแล้ว ยังเป็นอวัยวะที่มีความอดทนเป็นเลิศ แม้จะเจ็บป่วยมากจนเหลือสมรรถภาพในการทำงานได้เพียง 15% ก็ยังคงอดทนทำหน้าที่เพื่อประคับประคองร่างกายให้อยู่ต่อไปได้

แต่ด้วยคุณสมบัตินี้นี่แหละ ที่ทำให้เราหลงลืมใส่ใจในสุขภาพของตับกันไป กว่าจะรู้ตัวอีกที บางครั้งก็สายเกินแก้แล้ว เพราะอาการของเจ็บป่วยของตับ มักจะแสดงให้เห็นเด่นชัดในช่วงเวลาสุดท้าย ที่ตับแทบไม่สามารถจะทำหน้าที่ใดๆ ได้อีกแล้ว

เราลองมาดูภาระหน้าที่ที่สำคัญๆ ของตับกันสักหน่อยดีกว่า ว่ามีอะไรบ้าง

  • เป็นโรงงานแปรรูปอาหาร อาหารที่เราทาน รวมถึงยาและวิตามินต่างๆ หลังจากผ่านกระบวนการย่อยมาจากทางเดินอาหาร ตับก็จะรับช่วงต่อ ในการนำสารอาหารเหล่านั้นมาแปลงสภาพให้มีโมเลกุลเล็กลง จนเหมาะสมกับการใช้งานของส่วนต่างๆ ในร่างกายอีกครั้ง
  • ผลิตน้ำดี จริงๆ แล้ว น้ำดีจากตับมีไว้ลำเลียงของเสีย จากกระบวนการทำลายสารพิษของตับแล้วขับออกผ่านทางท่อน้ำดี เพื่อกำจัดออกจากร่างกายทางอุจจาระ แต่ในขณะเดียวกัน น้ำดีก็มีประโยชน์ในการย่อยอาหารประเภทไขมัน และช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามิน เอ ดี อี และเค ด้วย
  • เป็นโกดังเก็บสะสมสารอาหารต่างๆ เอาไว้ใช้เมื่อร่างกายต้องการ เช่น เก็บน้ำตาลกลูโคสไว้ในรูปของไกลโคเจน เมื่อร่างกายต้องการใช้ ตับก็จะแปลงไกลโคเจนกลับมาเป็นกลูโคสเพื่อส่งให้ร่างกายนำไปใช้เป็นพลังงานอีกครั้งหนึ่ง
  • หน้าที่ในการสร้างโปรตีนอัลบูมิน จากอาหารประเภทโปรตีนที่เรากิน อัลบูมินมีบทบาทสำคัญในการสร้าง และซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกาย และสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน
  • หน้าที่ในการกำจัดสารพิษที่เรารับเข้าร่างกายในทุกๆ ช่องทาง สารเคมีจากเครื่องสำอางค์ สารกันบูด วัตถุปรุงแต่งอาหาร แอลกอฮอล์จากเครื่องดื่ม สารเคมีจากยา วิตามินสังเคราะห์และอาหารเสริม ฯลฯ รวมทั้งอะไรก็ตาม ที่ได้รับจนเกินความต้องการของร่างกาย เป็นต้น

สารอาหารต่างๆ ที่เราทานเข้าไป จะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นพลังงาน สร้างเลือด สร้างมวลกล้ามเนื้อให้เราได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของตับด้วย

นอกจากนี้ในทางการแพทย์แผนตะวันออก ยังได้อธิบายถึงหน้าที่สำคัญของตับไว้เพิ่มเติมอีก ดังนี้

1. ควบคุมการระบายและปรับสมดุลการไหลเวียนพลังชี่ (ลมปราณ) ตลอดทั้งร่างกาย ซึ่งภาระหน้าที่นี้มีอิทธิพลอย่างยิ่งกับความสมดุลของระบบต่างๆ เช่น

สภาวะทางอารมณ์ : หากตับทำหน้าที่ในการปรับสมดุลการไหลเวียนพลังชี่ได้ดี ไม่ติดขัด สภาวะจิตใจ และอารมณ์ก็เกิดความสงบเป็นปกติ

ประสิทธิภาพในการย่อยอาหาร : เนื่องจากตับมีหน้าที่ผลิตและควบคุมการหลั่งน้ำดีให้เพียงพอ เพื่อช่วยในกระบวนการย่อยอาหาร หากพลังตับอ่อนแอ จะส่งผลต่อการหลั่งน้ำดีด้วย

ความสม่ำเสมอของประจำเดือนในสตรี : ตับนั้นมีหน้าที่สำคัญเกี่ยวเนื่องกับระบบสืบพันธุ์หากเกิดสิ่งกีดขวาง ทำให้ตับไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในระบบนี้ได้ โดยสะดวกก็จะทำให้เกิดอาการเฉื่อยชา ปวดเมื่อย และอาการผิดปกติต่างๆ ในช่วงก่อน และระหว่างมีประจำเดือนได้

2. เป็นแหล่งสร้างและเก็บสะสมเลือด ที่ใช้หล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย รวมทั้งเส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ เวลาที่ร่างกายได้พักผ่อน เป็นเวลาที่ตับจะเก็บสะสมและสร้างพลังงานใหม่ให้ร่างกาย

3. มีความสัมพันธ์กับสุขภาพดวงตา และเล็บ ตับมีหน้าที่หล่อเลี้ยงดูแลระบบประสาทสัมผัส และเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะดวงตา ซึ่งจะได้รับอิทธิพลนี้โดยตรงในรูปแบบของน้ำหล่อเลี้ยงดวงตา ความใสของดวงตา คุณภาพการมองเห็น และตับยังดูแลความแข็งแรงของเล็บมือ เล็บเท้าอีกด้วย

ในปัจจุบัน ด้วยวิถีชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในสังคมที่มีการแข่งขันสูง ต้องดำเนินชีวิตด้วยความเร่งรีบ เคร่งเครียด ประกอบกับความสะดวกสบายในการกินอยู่ที่มากจนเกินไป ทำใหเรามักฝากท้องไว้กับร้านสะดวกซื้อ งานเลี้ยงสังสรรค์ต้องไม่ขาดแอลกอฮอล์ นอนดึก ตื่นเช้า ใช้ร่างกายเกินกำลังอยู่เสมอ จนร่างกายอ่อนเพลียหนักเข้าแต่ไม่สามารถหยุดพักได้ ก็ต้องหันมาพึ่งพาวิตามินสังเคราะห์ อาหารเสริมต่างๆ รวมถึงยาเคมีที่เรามักกินกันเหมือนเป็นขนมทานเล่นเหล่านี้ ล้วนเป็นพฤติกรรมทำร้ายตับโดยที่เราไม่รู้ตัว

หากตับของเรามีความผิดปกติหรือเกิดอาการไม่สบาย ต้องการการฟื้นฟูดูแล ร่างกายก็จะสื่อสารให้เราทราบได้จากอาการต่างๆ เช่น

  • ด้านอารมณ์ เกิดภาวะเครียด นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร หงุดหงิดง่าย เฉื่อยชา ง่วงนอนตอนกลางวัน อ่อนเพลียเรื้อรัง
  • ความไม่สบายด้านร่างกาย เสียดแน่นชายโครง แน่นหน้าอก ขมปาก วิงเวียน คลื่นไส้บ่อยๆ ตาเหลือง ตัวเหลือง
  • ระบบย่อยอาหาร แน่น ปวดเสียดท้อง เรอขม กรดไหลย้อน ท้องผูกสลับท้องเสีย
  • กล้ามเนื้อและเส้นเอ็น เส้นยึด เคลื่อนไหวลำบาก กล้ามเนื้อกระตุกบ่อยๆ เป็นตะคริวง่าย เอ็นอักเสบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • สำหรับสตรี ประจำเดือนมาไม่ปกติ ประจำเดือนเป็นก้อน เป็นลิ่ม เจ็บตึงเต้านม ปวดท้องน้อย อารมณ์หงุดหงิด
  • สุขภาพดวงตาและเล็บ สายตาล้า สู้แสงไม่ค่อยได้ ระคายเคือง เหมือนมีเม็ดทรายในตา ตาแห้งแสบตาสายตาพร่ามัว วุ้นในตาเสื่อม เล็บซีด บาง เปราะ ฉีกง่าย

เมื่อสำรวจตัวเองแล้วพบอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างดังที่เราได้ยกตัวอย่างมา ก็อย่างเพิ่งตกใจมากเกินไป เรายังสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอยู่กันใหม่ เพื่อสุขภาพตับที่ดีขึ้นได้

บำรุงรักษาตับด้วยวิธีง่ายๆ และปลอดภัย         

หลายๆ ท่านอาจจะเคยได้ยินได้ฟัง หรือมีประสบการณ์ตรงจากการเข้าคอร์สล้างพิษตับกันมาบ้าง รวมทั้งพวกเราทีมงาน “ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น” เอง ก็ได้ลองสัมผัสประสบการณ์นี้กันมาแล้วเช่นกัน เรายังคงแนะนำว่า การล้างพิษตับด้วยกระบวนการและวิธีการที่ถูกต้อง โดยการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญนั้น มีความปลอดภัยและได้ประโยชน์

( ประสบการณ์การล้างพิษตับโดย  หมอนัท และทีมงาน “ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น” http://thearokaya.co.th/web/?p=293 , http://thearokaya.co.th/web/?p=2646 )

แต่ถ้าหากใครมีความกังวล ไม่มั่นใจในวิธีการดังกล่าว อยากจะล้างพิษฟื้นฟูตับด้วยตัวเอง เราก็มีวิธีที่ง่ายและปลอดภัย สามารถทำได้ทุกวันมาฝากกัน นั่นก็คือ

  • ใส่ใจในอาหารที่เราทานมากขึ้น ทานอาหารปรุงสดใหม่ ปรุงแต่งรสแต่น้อย ไม่ทานอาหารสจัดเกินไป ลดการทานอาหารประเภททอด ผัด อาหารที่มีเมือกมันสูง เช่น นมวัวมีความเป็นกรดสูง เช่น น้ำอัดลม ลงบ้าง โดยเฉพาะมื้อดึกไม่ควรทานหากไม่จำเป็น แต่ถ้าจำเป็นต้องทาน ควรทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย และมีไขมันน้อยที่สุด
  • ลด-เลี่ยงการทานอาหารที่มีวัตถุปรุงแต่งทางเคมี สารกันเสีย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งการทานอาหารเสริมและวิตามินต่างๆ โดยไม่จำเป็น เพราะเคมีจากอาหารและยาเหล่านี้ ล้วนเป็นภาระหน้าที่ของตับ ในการกำจัดทิ้ง ยิ่งกินมาก ตับยิ่งทำงานหนักมาก เกิดการระคายเคืองง่าย เสี่ยงต่อการอักเสบได้มากเช่นกัน
  • พักผ่อนให้เพียงพอ (ในเวลาที่เหมาะสม) ให้ตับลดภาระในการทำงานด้านอื่น เปิดโอกาสให้ตับกำจัดสารพิษออกจากร่างกายได้เต็มที่ และเก็บสะสมรวมทั้งสร้างพลังงานใหม่ได้เต็มประสิทธิภาพ
  • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมกับกำลังและสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้น กระบวนการขับพิษมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระของร่างกายให้เพิ่มมากขึ้นด้วย จึงเป็นการช่วยบำรุงและลดภาระการทำงานของตับได้ดี

สัญญาณเตือนจากร่างกาย เมื่อเส้นทางเดินลมปราณของตับติดขัด

เส้นลมปราณตับ-outline

การแพทย์แผนจีน เชื่อว่ามนุษย์เรามีเส้นทางเดินลมปราณหลักอยู่ทั้งหมด 12 เส้น ที่เชื่อมโยงกับอวัยวะสำคัญต่างๆ ในร่างกาย หนึ่งในเส้นลมปราณหลักที่สำคัญก็ ได้แก่ เส้นลมปราณตับ ซึ่งมีเส้นทางเดินทอดจากปลายนิ้วหัวแม่เท้าไปตามหลังเท้า ขึ้นไปสู่ขาด้านใน วกผ่านอวัยวะเพศ เชิงกราน ท้องน้อย แล้วไปเชื่อมโยงกับเส้นลมปราณถุงน้ำดี และเส้นลมปราณม้ามตรงบริเวณชายโครง ใต้ราวนม

ดังนั้น หนึ่งในอาการที่แสดงให้เห็นว่าตับของเราอ่อนแอ ก็คือ อาการปวดประจำเดือนมากผิดปกติ มีซีสต์ในมดลูก รังไข่ เต้านม ในเพศหญิง หรืออาการผิดปกติเกี่ยวกับต่อมลูกหมากในเพศชาย หากใครมีอาการดังกล่าว หมอแดง จากดิ อโรคยา ก็มีข้อแนะนำดีๆ ในการบำบัดมาฝากกัน 3 ขั้นตอน ดังนี้

 

3 ขั้นตอนในการแก้ไขอาการตับอ่อนแอ สำหรับผู้หญิงที่มีก้อนซีสต์บริเวณเต้านม มดลูก รังไข่ หรือผู้ชายที่เป็นโรคเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก

ขั้นตอนแรกหยุดการดูดซึมสารพิษ

  • ลดการทานอาหารจำพวกไขมัน งดการทานอาหารมื้อดึก อาหารมื้อเย็นเปลี่ยนเป็นผลไม้ ได้ก็ยิ่งดี
  • ลดการทานเครื่องดื่มหวานๆ เช่น  ชาเย็น นมเย็น กาแฟเย็น ไอศครีม
  • ดีท๊อกซ์สวนล้างลำไส้วันเว้นวัน ให้ได้ 10 ครั้ง (ข้อมูลเพิ่มเติมและขั้นตอนการสวนล้างลำไส้ http://thearokaya.co.th/web/?p=2927)

ขั้นตอนที่สองขับไขมันส่วนเกินออกจากตับ

  • ทานน้ำมันมะพร้าว ช่วยให้ดึงไขมันส่วนเกินที่อยู่ในตับออกมา โดยทานก่อนอาหารเช้า-เที่ยง 20 นาที 1 ช้อนโต๊ะ
  • ทานน้ำต้มลูกใต้ใบ หรือ ทานลูกใต้ใบแคปซูลหลังอาหาร 40 นาที เพราะลูกใต้ใบมีสรรพคุณขับนิ่ว และบำรุงตับ

ขั้นตอนที่สามบำรุงตับให้กลับมาทำงานได้เช่นเดิม (ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน)

  • ทานสาหร่ายเกลียวทอง หรือธัญพืชชง ในตอนเช้าหลังตื่นนอน เพื่อนำสารอาหารที่ดูดซึมง่ายเข้าไปให้ตับใช้เป็นพลังงาน โดยไม่ต้องรับภาระมากในการย่อยสลายและแปรรูป
  • ทานโสม หรือสมุนไพรฤทธิ์ร้อนอื่นๆ เช่น กระชาย ขิง ตอนเช้าหรือเที่ยง เพื่อเพิ่มการหมุนเวียนเลือดไปที่ตับและไต ผลักดันเอาสารพิษออกมาจากร่างกาย
  • นอนไม่เกิน 5 ทุ่ม ที่ต้องเน้นย้ำในเรื่องนี้เสมอ ก็เพราะการพักผ่อนที่เพียงพอ ทำให้ตับรวมทั้งอวัยวะทุกๆ อย่าง ได้พักจากการทำงานอย่างหนักมาทั้งวัน ช่วงเวลาที่หลับสนิท เป็นโอกาสทองของการฟื้นฟูซ่อมแซมในระดับลึก สำหรับทุกๆ ระบบในร่างกาย

นาฬิกาชีวิตตับ

*** ตามหลักนาฬิกาชีวิต เวลา 1.00-3.00 น. เป็นเวลาที่พลังงานในร่างกายจะไหลเวียนมาที่ตับ ตับจะมีกำลังในการสะสม และสร้างพลังงานใหม่ได้ดี รวมทั้งกำจัดสารพิษออกจากร่างกายได้เต็มประสิทธิภาพ เราจึงควรนอนหลับให้สนิทในเวลานี้ เพื่อให้ตับได้รับการบำรุงและฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ***

ข้อสังเกตหรือสัญญาณเตือนเริ่มต้นว่ามีสารพิษมากที่ตับ และกำลังขับถ่ายออกไม่ทันอีกอย่างหนึ่งที่สังเกตได้ง่าย ก็คือ ผื่นคัน ลมพิษ ที่เกิดขึ้นเวลาเราพักผ่อนน้อยๆ ดังนั้น ถ้ามีอาการอย่างที่เราว่ามา ก็อย่ามัวแต่หายาแก้แพ้แก้คัน ยาฆ่าเชื้อชนิดไหนๆ มากินกันให้เป็นภาระของตับมากไปกว่านี้อีกเลย หันมาปรับเปลี่ยนการกินอยู่ให้เอื้ออำนวยต่อการมีสุขภาพดีกันดีกว่า

“ มาช่วยกันทำให้คนป่วยน้อยลง…โดยเริ่มต้นจากการทำให้ตัวเราแข็งแรงกันเถอะ”

Print Friendly, PDF & Email

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*