Home // การแพทย์ทางเลือก // “ฝี” สัญญาณเตือนขยะหมักหมมในร่างกาย

“ฝี” สัญญาณเตือนขยะหมักหมมในร่างกาย

 

ฝี เป็นสิ่งที่เมื่อเกิดขึ้นในร่างกายแล้ว ก่อให้เกิดความทรมานต่อผู้เป็นเจ้าของ (ฝี) เป็นอย่างยิ่ง ทั้งต่อร่างกายและการใช้ชีวิตประจำวัน ก็ไอ้ก้อนที่ทั้งบวมแดง ทั้งร้อนระอุ แถมมีหนองอยู่ข้างในเนี่ย มันไปสัมผัสโดนอะไรได้ซะที่ไหน  ใครเผลอมาโดนเข้านี่ มันปวดร้าวเกินจะบรรยายกันเลยจริงๆ

ตามหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน ฝี ไม่ว่าจะเป็นฝีแบบใด ก็ล้วนเกิดจากการอักเสบติดเชื้อทางผิวหนังที่รุนแรง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้กับทุกส่วนในร่างกาย และมักจะปะทุขึ้นมาได้ง่ายในเวลาที่ภูมิคุ้มกันของเราลดต่ำลง

วิธีการรักษา ก็คือ เมื่อเกิดฝี แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะเพื่อทำลายเชื้อโรค (ซึ่งก็มักจะทำลายได้ไม่ค่อยหมด)  และการผ่าเอาหนองในหัวฝีออก จากนั้นอีกไม่นาน ฝีดวงใหม่ (คล้ายๆ คลืนลูกใหม่หรือดาวดวงใหม่) ก็จะเกิดขึ้นมาอีกเมื่อภูมิคุ้มกันของเราอ่อนแอ แล้วก็รักษากันไปแบบนี้ เป็นวงจรชีวิตอันแสนทรมานอยู่ร่ำไป

เคยสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่าเราก็กินอยู่ใช้ชีวิตที่ต้องมีการสัมผัสเชื้อโรคต่างๆ ในชีวิตประจำวันเช่นเดียวกับคนอื่น แต่ทำไมเรากลับเป็นฝีอยู่คนเดียว แถมฝีส่วนใหญ่ ก็ดันชอบขึ้นที่ก้นเสียด้วย?

ในด้านของธรรมชาติบำบัด เราพบว่าสาเหตุของการเกิดฝี อาจจะไม่ใช่เพราะได้รับเชื้อจากภายนอกเข้าสู่ร่างกายแต่เพียงอย่างเดียว แต่น่าจะเกิดจากภูมิคุ้มกันของเราต่างหากที่ทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร

สาเหตุของภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ ก็มักเริ่มจากพฤติกรรมการกินอยู่ที่ไม่เหมาะสมของเราเอง ทำให้ระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่ายทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดของเสียตกค้างในร่างกาย 

มากจนขับออกไม่ทัน

อีกทั้งเจ้าขยะตกค้างที่เน่าบูด ยังเป็นอาหารอันโอชะของจุลินทรีย์ก่อโรค ยิ่งมีมากยิ่งทำให้จุลินทรีย์ที่ดีในร่างกายน้อยลง สุดท้าย เมื่อของเสียสะสมมากขึ้น จนระบายออกทางปกติไม่ทัน สวนทางกับภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง จึงทำให้ของเสียนั้นต้องระบายออกทางผิวหนัง

น้อยหน่อยก็อาจเกิดแค่สิว ผื่นแพ้ผิวหนัง หากหนักมากก็อาจปะทุกลายเป็นฝี หรือมีอาการผิวหนังอักเสบเรื้อรังขึ้นได้ โดยเฉพาะบริเวณที่ใกล้ลำไส้ที่สุดอย่างก้น นี่เป็นจุดเพาะเชื้ออย่างดีเลยทีเดียว

ยกตัวอย่างคนไข้

ยกตัวอย่างคนไข้รุ่นเยาวชนคนหนึ่งของ ดิ อโรคยา ที่มีอายุเพียง 15 ปี แต่เป็นฝีที่ก้นบ่อยมาก เป็นทีไรพ่อแม่ก็ต้องพาไปฉีดยาฆ่าเชื้อ บางทีก็ไปเรียนไม่ได้เพราะฝีเกิดแตก เจ็บจนนั่งไม่ลง หายได้ไม่นานก็ปะทุขึ้นมาอีก เป็นๆ หายๆ ไม่รู้จบ

เมื่อได้สอบถามประวัติดูจึงรู้ว่า เกิดจากการไม่ถ่ายอุจจาระนี่เอง เด็กชายเล่าว่าตื่นตอนเช้าไม่ค่อยอยากทานอาหารและดื่มน้ำมาก กลัวระหว่างเดินทางไปโรงเรียนแล้วรถติดจะปวดหนักปวดเบาขึ้นมาแล้วไม่มีที่ให้ทำธุระ

อีกอย่างเวลาเรียนหนักเกิดความเครียด กลับถึงบ้านก็แก้เครียดด้วยการดูหนังฟังเพลงเล่นเกมส์ หรือบางครั้งทำรายงานจนดึกดื่น นอนดึกบ่อยๆ เข้าถุงน้ำดีก็ร้อนข้น ตับก็ร้อน ร่างกายจึงเกิดความร้อนตามไปด้วย อย่างที่เรียกว่าร้อนระอุจากข้างในจนต้องระเบิดออกมานั่นแหละ

 

ดังนั้น วิธีแก้ไขเพื่อให้หายอย่างยั่งยืน ไม่ต้องเป็นๆ หายๆ ซ้ำซาก  เราจึงควรเร่งระบายของเสียสะสมออกให้ได้โดยเร็ว และปรับพฤติกรรมการกินอยู่เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของของเสียในร่างกายเพิ่ม นั่นเอง

แต่ก่อนจะปรับพฤติกรรม เพื่อไม่ให้เกิดการหลงทางเราจึงควรสังเกตตนเองก่อน ว่าทำพฤติกรรมก่อโรคเหล่านี้จนเคยชินอยู่หรือเปล่า

พฤติกรรมการกินอยู่ที่ทำให้ย่อยไม่ได้ ถ่ายไม่ดี และกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย

1. พฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น

  • การทานอาหารไม่ตรงเวลา ทำให้กระเพาะอาหารปรับเวลาหลั่งน้ำย่อยเวลาอย่างเหมาะสมได้
  • ทานอาหารฤทธิ์เย็นหรือดื่มน้ำมากเกินไปในระหว่างมื้ออาหาร ทำให้น้ำย่อยเจือจาง
  • ไม่ทานอาหารที่มีประโยชน์ในมื้อเช้า กลับดื่มกาแฟ ขนมปังขัดขาว หรือเบเกอรี่แทน

* นอกจากจะทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารเพียงพอสำหรับใช้เป็นพลังงานในการทำกิจกรรมประจำวันแล้ว อาหารเช้าประเภทนี้ยังอุดมไปด้วยแป้งและน้ำตาล ซึ่งเป็นอาหารโปรดของจุลินทรีย์ก่อโรค แต่ส่งผลเสียอย่างมากต่อจุลินทรีย์ที่ดี ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง *

  • ชอบทานอาหารย่อยยากและสร้างความเป็นกรดให้ร่างกาย เช่น เนื้อสัตว์ อาหารเมือกมันสูง เช่น อาหารทอด อาหารผัด ที่ปรุงด้วยน้ำมันผ่านกรรมวิธี เนยเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารหวานจัด เครื่องดื่ม-ขนมที่มีน้ำตาลสูง

* โปรตีนในเนื้อสัตว์ นอกจากจะเป็นโปรตีนโมเลกุลใหญ่ ย่อยสลายนำไปใช้ได้ยากแล้ว ในกระบวนการย่อยสลายยังก่อให้เกิดสารก่อภูมิแพ้ในร่างกายอีกด้วย *

 2. ดื่มน้ำเปล่าไม่เพียงพอ

     ทำให้เลือดข้นหนึด ระบบไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองขาดประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีของเสียตกค้างอยู่ในกระแสเลือดมาก แต่ร่างกายไม่สามารถขับออกได้โดยสะดวก ของเสียเหล่านั้น นานวันเข้าหาทางออกไม่ได้ ก็ต้องปะทุออกมาเป็นผื่นแพ้ เป็นสิว หนักขึ้นมาอีกก็กลายเป็นฝีหนอง

3. พักผ่อนไม่เพียงพอ การซ่อมแซมและฟื้นฟูร่างกายขาดประสิทธิภาพ

     เวลากลางคืนเป็นเวลาที่ร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับการพักผ่อนเพื่อเสริมสร้าง ซ่อมแซม ฟื้นฟูเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะทุกระบบ  การเผาผลาญพลังงานทำได้ช้าลง ไม่รองรับกับการทำกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานมาก และก่อใก้เกิดความร้อนในร่างกาย อย่าง การออกกำลังกาย, การทานอาหาร, การทำงานที่ก่อให้เกิดความเครียด เนื่องจากจะส่งผลเสียต่อร่างกายโดยรวมทุกระบบ เมื่อระบบต่างๆ อ่อนแอลง เชื้อโรคก็ย่อมเข้าโจมตีร่างกายได้โดยง่าย

4. กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะจนติดเป็นนิสัย

     ทำให้ระบบขับถ่ายแปรปรวน เกิดของเสียตกค้างหมักหมมในร่างกายมาก เมื่อลำไส้ดูดซึมสารอาหารกลับเข้าสู่กระแสเลือด ก็จะดูดซึมของเสียเหล่านั้นกลับไปด้วย เลือดที่หล่อเลี้ยงร่างกายจึงกลายเป็นเลือดเสีย ไม่มีคุณภาพ ระบบไหลเวียนน้ำเหลืองซึ่งทำหน้าที่ต้านทานทำลายเชื้อโรค ทำงานขึ้นตรงกับระบบไหลเวียนโลหิตก็ไม่มีคุณภาพตามๆ กัน ดังที่คนโบราณพูดบ่อยๆ ว่า น้ำเหลืองไม่ดี จึงเกิดฝีเกิดหนอง เป็นแผลแล้วหายยาก นั่นเอง

วิธีแก้ไขตามแนวทางธรรมชาติบำบัด

แนวทางหลักคือการปรับปรุงระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองได้ โดย

  • ทานอาหารให้ตรงเวลา ในระหว่างมื้ออาหารไม่ควรดื่มน้ำมาก ทานน้ำซุปเยอะเกินไป หรือทานอาหารฤทธิ์เย็นเกินไป เช่น ผลไม้ที่มีน้ำเยอะๆ อย่าง แก้วมังกร แตงโม เป็นต้น
  • ทานอาหารเช้าโดยเลือกมื้อเช้าที่มีคุณค่าทางอาหารสูงและครบถ้วน ไม่ดื่มกาแฟ หรือทานขนมปังแทนอาหารในมื้อเช้า
  • ทานผัก-ผลไม้ที่มีกากใยสูงเป็นประจำเพื่อให้ระบบขับถ่ายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อลำไส้ของเราสะอาด จุลินทรีย์ที่ดีก็จะสามารถอาศัย เจริญเติบโต และขยายจำนวนประชากรได้ดี ส่งผลให้เรามีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงตามไปด้วย
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่ย่อยยาก เมือกมันสูง และอาหาร เครื่องดื่มหรือขนมที่มีส่วนประกอบของแป้งขัดขาวและน้ำตาลสูง
  • นอกจากนี้ เราอาจเพิ่มจุลินทรีย์ที่ดีเข้าสู่ร่างกายได้ด้วยการทานจุลินทรีย์ (โปรไบโอติกส์) เสริม เช่น น้ำหมักชีวภาพ แอปเปิ้ลไซเดอร์ หลังมื้ออาหาร หรือทานของหมักดอง เช่น ข้าวหมาก แหนม ผักดอง กิมจิ (ที่ทำอย่างถูกสุขอนามัย)

* การดื่มนมเปรี้ยว หรือทานโยเกริ์ตที่หาซื้อได้สะดวกกว่า  ถึงแม้จะสามารถเพิ่มจุลินทรีย์ที่ดีให้ร่างกายได้ แต่ก็มีการเติมน้ำตาลในปริมาณสูงด้วย จึงควรระวัง ไม่บริโภคมากเกินไป *

  • ดื่มน้ำเปล่าไม่เย็นให้เพียงพอในแต่ละวัน ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองรวมทั้งการขับของเสียออกทางปัสสาวะและรูขุมขน ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • พักผ่อนให้เพียงพอตามเวลาที่เหมาะสม เพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายสามารถสร้างเสริม ซ่อมแซม และฟื้นฟูตัวเองได้โดยสะดวก
  • ฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา ตามหลักนาฬิกาชีวิต เวลา 5.00-7.00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่ เราควรฝึกขับถ่ายในเวลานี้ของทุกๆวัน รวมถึงไม่กลั้นปัสสาวะโดยไม่จำเป็น

 เราอาจใช้สมุนไพรเพื่อช่วยระบายของเสีย ลดความร้อนในร่างกาย ปรับปรุงการย่อยอาหารและการขับถ่าย เช่น “ตรีผลา หรือ จตุผลาธิกะ” ที่มีสรรพคุณโดดเด่นในด้านการล้างพิษ กระตุ้นการขับของเสียออกจากร่างกาย ช่วยขับเมือกมันในลำไส้ อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยต้านการอักเสบในร่างกายและชะลอความเสื่อมต่างๆ ได้อีกด้วย

การนวดช่วยได้หรือไม่

     ฝี เกิดจากขยะตกค้างสะสมในร่างกาย ที่ระบายออกทางทวารปกติไม่หมด การนวดจึงสามารถช่วยบำบัดอาการนี้ได้ เนื่องจาก การนวด จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบไหลเวียนเลือดและน้ำเหลือง ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเลือดสามารถทำพาสารอาหารที่ดีไปเลี้ยงร่างกาย และนำพาขยะตกค้างไปขับทิ้งได้โดยสะดวกแล้ว ร่างกายของเราก็จะสะอาดขึ้น ภูมิคุ้มกันก็จะแข็งแรงขึ้น และการนวดตามแนวเส้นลมปราณยังทำให้สารพิษ แก๊สพิษที่อุดกั้นตามแนวเส้นลมปราณระบายออกได้สะดวกอีกด้วย

แนวทางการนวด

  • นวดกระตุ้นระบบย่อย-ระบบดูดซึมอาหาร ตามแนวเส้นลมปราณและจุดสะท้อนฝ่าเท้าของ กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี และ ม้าม
  • นวดกระตุ้นการเคลื่อนไหวและบีบตัวของลำไส้ ตามแนวเส้นลมปราณลำไส้เล็ก และ ลำไส้ใหญ่
  • นวดกระตุ้นการไหลเวียนน้ำเหลือง ตามแนวท่อน้ำเหลืองและต่อมน้ำเหลือง เช่น ข้อพับ ขาหนีบ รักแร้ เป็นต้น

 

     ถึงแม้ ฝี จะเกิดจากเชื้อโรค แต่ถ้าภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรง เชื้อโรคเหล่านั้นก็จะไม่สามารถมารุกรานเราได้ง่ายๆ การระวังชีวิตประจำวันไม่ให้สัมผัสเชื้อโรคนั้นเป็นไปไม่ได้  การบำรุงรักษาร่างกายให้แข็งแรง มีกำลังต่อต้านเชื้อโรคต่างหาก ที่เราทุกคนสามารถทำได้ และทำได้ดีกว่าหมอชื่อดังคนไหนๆ เสียอีก  เพราะหมอที่ดีที่สุดสำหรับเรา ก็คือตัวเราเอง

ส่วนสมุนไพรใช้ภายนอก ที่แพทย์พิ้นบ้านนิยมใช้สำหรับพอกฝี จะเป็นสมุนไพรกลุ่มที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุเกิดฝี  ร่วมกับสมุนไพรฤทธิ์เย็นเพื่อช่วยลดความร้อนและการอักเสบ

สมุนไพรเดี่ยวที่นิยมใช้พอกรักษาฝี 

 

ขมิ้นชัน

โรยหรือทาบริเวณที่มีอาการ คนโบราณใช้เหง้าขมิ้นสดหั่นประมาณ 2 นิ้ว ฝน กับน้ำต้มสุก แล้วนำมาโปะทับบริเวณฝี

 

ว่านหางจระเข้

ปอกเปลือกนอกออก ใช้วุ้นจากใบพอกบริเวณฝี วันละ 3-4 ครั้ง

 

ฟ้าทะลายโจร

ใช้ใบตำแล้วพอกบริเวณที่เป็นฝี หรือคั้นน้ำทาบริเวณที่เป็นแผลพุพอง

 

เทียนบ้าน

ใช้ใบสดและดอกสด ประมาณ 1 กำมือ ตำละเอียด นำมาพอกบริเวณที่เป็นฝี วันละ 3 ครั้ง

 

ชุมเห็ดเทศ

ใช้ใบสดขยี้หรือตำให้ละเอียดพอกทาที่แผลวันละ 3-4 ครั้ง

 

สำหรับยาสมุนไพรที่เป็นตำรับ เราจะขอยกเอาตัวอย่างตำรับยาจาก “คัมภีร์ไพจิตร์มหาวงศ์” ซึ่งเป็นตำราการศึกษาของแพทย์แผนไทย ในส่วนที่ว่าด้วยลักษณะและประเภทต่างๆ ของฝีที่เกิดขึ้นภายนอกมาแนะนำกัน โดยเลือกเอา 2 ตำรับยาพอกฝีจากสมุนไพรที่หาได้ไม่ยากนัก

 

1. ยาพอกฝี : ให้นำข้าวที่หุงสุกแล้วไปเผาไฟ ผสมกับบอระเพ็ด ขมิ้นอ้อย ใบสะเดา ใบฝรั่ง อย่างละเท่าๆ กัน ตำให้เข้ากัน แล้วนำมาพอกบริเวณฝี

2. ยาทาแก้ปวดฝี : ให้เอาใบสลอด ใบดองดึง ใบเถาวัลย์เปรียง หญ้าเกล็ดหอย อย่างละเท่าๆ กัน บดให้ละเอียดผสมกับน้ำมะนาวทาแก้ปวดฝี

Print Friendly, PDF & Email

2 comments

  1. ต้องการรับสาระความรู้แบบนี้ทุกวัน
    เพื่อปรับใช้ในการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*