Home // การแพทย์ทางเลือก // สมุนไพรบำบัดโรค // “น้ำกระสายยา” กับการรักษาโรคแบบแพทย์แผนไทย

“น้ำกระสายยา” กับการรักษาโรคแบบแพทย์แผนไทย

ตามปกติแล้ว เรามักจะเห็นยาไทยตำรับต่างๆ ในแบบเม็ดลูกกลอน หรือทันสมัยหน่อยก็จะบรรจุในเม็ดแคปซูล เพื่อให้ทานได้ง่ายขึ้น แต่ทราบหรือไม่ว่า การใช้ยาไทยแต่เดิมนั้น ยาบางอย่าง จะต้องมีการเสริมสรรพคุณ หรือแก้พิษ ด้วยการใช้ผสมกับ “น้ำกระสายยา” ด้วย เรียกได้ว่า “น้ำกระสายยา คือ พาหนะที่นำพายาเข้าไปรักษาอาการได้โดยตรงและรวดเร็ว” 

 

น้ำกระสายยาคืออะไร?

ความจริงแล้วกระสายยามีทั้งแบบแข็ง คือ แป้งและน้ำตาลทราย และแบบน้ำ แต่โดยส่วนมากมักนิยมใช้เป็นแบบน้ำ เพราะสามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายและรวดเร็ว วิธีการทำน้ำกระสายยาจะทำได้ทั้งแบบ ต้ม แช่ บีบ ฝน คั้น ละลาย

ที่มีหลากหลายวิธีการ ก็เพื่อประโยชน์ในการใช้งานที่แตกต่างกันไป  คือ

– เพื่อเตรียมยาให้เป็นรูปแบบที่ต้องการ โดยเฉพาะยาลูกกลอนและยาแท่ง น้ำกระสายยาที่จะใช้กันมากคือ น้ำผึ้ง เพราะรสชาติ กลิ่น และสรรพคุณดีกว่าตัวอื่นๆ

– เพื่อช่วยละลายยา เช่น ยาผง เพื่อให้กลืนได้สะดวก มักใช้เป็นน้ำฝน น้ำสะอาด น้ำสุก หรือน้ำร้อน

– เพื่อช่วยให้ยาออกฤทธิ์ได้เร็วและดีขึ้น ใช้ป้องกันไข้ แก้พิษไข้ แก้พิษยา หรือใช้เสริมฤทธิ์กับตัวยาหลัก เช่น น้ำเปลือกแค น้ำเปลือกลูกทับทิม มีฤทธิ์ฝาดสมาน ใช้เป็นน้ำกระสายสำหรับยาธาตุบรรจบ ช่วยเสริมสรรพคุณรักษาอาการท้องเสีย เป็นต้น

– เพื่อช่วยดึงสารสำคัญในตัวยา ได้แก่

  • น้ำกระสายยาที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น น้ำส้มสายชูหมัก น้ำมะนาว น้ำส้มซ่า เหมาะสำหรับสมุนไพรชนิดที่มีสารสำคัญซึ่งละลายได้ในกรด
  • น้ำกระสายยาที่มีฤทธิ์เป็นกลาง เช่น น้ำดอกไม้ ช่วยในการละลายของสารที่เป็นขั้วสูง เช่น แทนนิน สารพวกฟีนอลลิก
  • น้ำกระสายยาที่มีฤทธิ์เป็นด่าง เช่น น้ำปูนใสหรือแคลเซียม ไฮดรอกไซด์

 

การเลือกใช้น้ำกระสายยา ต้องพิจารณาจากสมมติฐานของโรค เช่น

  • โรคที่ต้องมีการสมาน ต้องใช้น้ำกระสายยาที่มีรสฝาด
  • โรคร้อนกระสับกระส่าย อ่อนเพลียไม่มีกำลัง ควรใช้น้ำกระสายยาที่มีรสเย็น หอม เป็นต้น

นอกจากนี้ เพื่อให้การรักษาได้ผลดี่ที่สุด แพทย์แผนไทยในสมัยโบราณ ยังต้องมีการกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมในการกินยาด้วย  ดังนี้

ยาม 1 (เวลา 06.00 – 10.00 น. หรือ 18.00 – 22.00 น.) เหมาะกับโรคทางเสมหะ ต้องใช้น้ำกระสายยาที่มีรสเปรี้ยว เช่น น้ำมะนาว น้ำมะงั่ว น้ำส้มซ่า น้ำส้มสายชู

ยาม 2 (เวลา 10.00 – 14.00 น. หรือ 22.00 – 02.00 น.) เหมาะกับโรคดีและโลหิต ต้องใช้น้ำกระสายยาที่มีรสขม เย็น เช่น น้ำดอกไม้เทศ น้ำใบผักไห่

ยาม 3 (เวลา 14.00 – 18.00 น. หรือ 02.00 – 06.00 น.) เหมาะกับโรคลม ต้องใช้น้ำกระสายยาที่มีรสสุขุม เผ็ด ร้อน เช่น น้ำขิง น้ำมูตร โคดำ

*น้ำกระสายยาสำหรับยาไทยนั้น สามารถเตรียมได้จากเภสัชวัตถุต่างๆ ทั้งพืช สัตว์ และแร่ธาตุจากน้ำธรรมชาติเช่น น้ำฝน ด้วยวิธีการต่างๆ กัน

 

น้ำกระสายยาแต่ละชนิดก็มีทั้งแบบที่เตรียมง่ายและยากแตกต่างกันไป เช่น

 

น้ำขิงต้ม ใช้สำหรับยาแก้ไข้ แก้ลม แก้จุกเสียด แก้เสมหะ บำรุงธาตุ แก้คลื่นเหียน อาเจียน

น้ำชะเอม มีทั้งชะเอมไทย ชะเอมจีน และชะเอมเทศ แต่ที่นิยมใช้คือ ชะเอมจีน นอกจากจะช่วยละลายยาให้กินง่ายแล้ว ยังทำให้ยามีรสหวานน่ากิน อีกทั้งยังมีสรรพคุณแก้ไอ แก้คอแห้ง และขับเสมหะได้ด้วย

น้ำซาวข้าว มีรสเย็น มีสรรพคุณเด่นในการถอนพิษสำแดง แก้พิษร้อนภายใน  มักใชักับยาแก้ไข้ เพราะช่วยเสริมฤทธิ์ในการลดไข้ของยาได้เป็นอย่างดี

น้ำดอกไม้ เป็นน้ำที่นำมาอบด้วยดอกไม้หอม ดอกไม้ที่นิยมใช้ก็มี ดอกมะลิ ดอกกระดังงา ดอกกุหลาบ เป็นต้น  น้ำดอกไม้จะมีสรรพคุณเด่นในด้านแก้ลม บำรุงหัวใจ

น้ำดอกไม้เทศ ส่วนมากมาจากประเทศอิหร่านหรือซีเรีย เช่น น้ำดอกยี่สุ่น น้ำดอกกุหลาบ มักใช้เป็นน้ำกระสายยาแก้อ่อนเพลีย ยาบำรุงกำลัง เพราะมีสรรพคุณแก้อ่อนเพลีย แก้พิษไข้ แก้ร้อนใน แก้กระหาย

น้ำนม น้ำนมโคมีรสหวาน มัน เย็น มีสรรพคุณปิดธาตุ แก้โรคในอก บำรุงกำลังและเลือดเนื้อ เจริญไฟธาตุ นอกจากช่วยละลายยาให้กินง่ายแล้ว ยังช่วยเสริมฤทธิ์เจริญไฟธาตุของตัวยาอื่นๆ ได้ด้วย

น้ำใบชา มีสรรพคุณฝาดสมาน แก้ท้องร่วง ท้องเสีย ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ ทำให้มีชีวิตชีวา

น้ำใบผักไห่ เป็นพืชในตระกูลเดียวกับมะระขี้นก มีรสขม เป็นยาเจริญอาหาร ฟอกเลือด

น้ำผึ้งและน้ำผึ้งรวง นับเป็นน้ำกระสายยาที่ใช้มากที่สุดในตำราพระโอสถพระนารายณ์ ทั้งใช้ผสมผงยาเพื่อปั้นเป็นยาลูกกลอน ใช้ทาแผล และกินสดโดยถือเป็นยาบำบัดโรค มีสรรพคุณบำรุงกำลัง แก้สะอึก แก้ไข้ตรีโทษ และเป็นยาอายุวัฒนะ

น้ำมะนาว ตำราสรรพคุณยาโบราณว่าน้ำมะนาวมีรสเปรี้ยว มีสรรพคุณกัดเสมหะ ฟอกโลหิตประจำเดือนของสตรี น้ำมะนาวเป็นทั้งน้ำกระสายยาสำหรับปั้นยาเป็นแท่ง และละลายยาผง

น้ำร้อน คือน้ำฝนหรือน้ำสะอาดที่ต้มให้เดือด ใช้มากในยาไทย เพื่อช่วยละลายยา ทำให้กินยาได้ง่ายขึ้น หรือใช้สำหรับปั้นยาเป็นแท่ง

น้ำส้มซ่า จากผลแก่จัดของส้มซ่า มีรสเปรี้ยวอมหวาน มีสรรพคุณกัดฟอกเสมหะ แก้ไอ และเป็นยาฟอกโลหิต

น้ำส้มสายชูหมัก เป็นสารละลายใส ไม่มีสี หรือสีชาอ่อนๆ มีกลิ่นฉุน รสเปรี้ยว มีสรรพคุณระงับความร้อนในร่างกาย ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ

ที่ว่ามานี้ เป็นเพียงรายละเอียดบางส่วนในขั้นตอนการปรุงยาไทย  ทำให้เห็นว่ายาไทยโบราณของเราแต่ละตำรับนั้น ล้วนแต่ได้รับการกลั่นกรองจากประสบการณ์อันยาวนานของแพทย์พื้นบ้าน บรรพบุรุษของเรา ที่ใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ ทุกขั้นตอนในการคิดค้น ทั้งการเลือกใช้ตัวยาที่เสริมสรรพคุณกัน  แก้ฤทธิ์ที่ไม่พึงประสงค์ของแต่ละอาการ  อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงความยากง่ายในการกินยาแต่ละชนิด ว่ายาแบบไหนควรใช้กับใคร เวลาใด จึงจะเหมาะ

เราจึงเห็นยาไทย มีทั้งแบบลูกกลอน ยาผง ยาแท่ง ยาน้ำ และยังจะต้องมี “กระสายยา” กว่าจะมาเป็นยาตำรับต่างๆ ให้ลูกหลานอย่างเราๆได้ใช้ได้กิน ควรแล้วหรือไม่ ที่เราจะละทิ้งภูมิปัญญาของปู่ย่าตายาย  ลองหันกลับมากินยาไทยกันดูบ้างก็ไม่เสียหลาย  ถึงจะไม่หายรวดเร็วทันใจเท่ายาเคมี แต่ก็ทำให้ร่างกายไม่เสียสมดุล แถมตำรายาไทยบางอย่าง ที่ฝรั่งยังให้การยอมรับ เราก็ยังสามารถเดินหามาปรุงกันเองได้จากข้างรั้ว หรือจากในครัวบ้านเราเอง

ดังนั้น เราจึงยังคงยืนยันและเน้นย้ำกันอย่างหนักแน่นว่า “หมอที่ดีที่สุดคือตัวเราเอง และยาที่ดีที่สุดอาจอยู่แค่ข้างรั้ว หรือในครัวของเราเอง”

Print Friendly, PDF & Email

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*