Home // การแพทย์ทางเลือก // ปวดคอ ไหล่ติด สะบักจม สัญญาณเตือน “โรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง”

ปวดคอ ไหล่ติด สะบักจม สัญญาณเตือน “โรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง”

 

เคยสังเกตกันไหมว่า ในหนึ่งวัน เรา “สะบัดคอ”  เพราะรู้สึกหนัก เมื่อย เกร็ง กันกี่หน ร้อยทั้งร้อย เชื่อว่าไม่เคยนับ เพราะคิดว่าเป็นอาการเมื่อยล้าจากการทำงาน เป็นเรื่องปกติ แต่รู้ไหมว่า ที่จริงแล้วมันไม่ปกติ อาการปวดคอ บ่า ไหล่ ไหล่ติด ยกแขนลำบาก สะบักจม เป็นสัญญาณเตือนจากร่างกาย หากไม่หาทางแก้ไข ในอนาคตอาจต้องเตรียมรับมือกับโรคไมเกรน กล้ามเนื้อเสื่อม หมอนรองกระดูกเสื่อม โรคหลอดเลือด (อัมพฤกษ์-อัมพาต และโรคหัวใจ)

ลำคอของเรา เป็นอวัยวะที่ต้องแบกรับน้ำหนักของศีรษะไว้ทั้งวันและต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะก้ม เงย เอี้ยว หมุน แม้กระทั่งตอนหลับ  นับเป็นหนึ่งในอวัยวะภายนอกที่ต้องทำงานหนักที่สุด และจำเป็นต้องได้รับการดูแล บำรุงรักษา อย่างสม่ำเสมอ แต่คนส่วนใหญ่มักละเลย ไม่ค่อยให้ความสำคัญ และยังทำพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยกันอยู่เป็นประจำ

โรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง ปล่อยนานอันตราย!

          โดยปกติแล้วกล้ามเนื้อร่างกายคนเราจะหด และคลายตัวสลับกันเป็นจังหวะ ทำให้หลอดเลือดที่ทอดผ่านในมัดกล้ามเนื้อ สามารถส่งเลือดให้ไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้อย่างราบรื่น แต่ถ้าเรามีพฤติกรรมที่ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการหดเกร็งนานเกินไปบ่อยๆ หลอดเลือดถูกบีบรัดนานๆ เป็นประจำ  การไหลเวียนของเลือดก็จะติดขัด  มีของเสียคั่งค้างอยู่ในกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการอักเสบ และมีอาการปวดกล้ามเนื้อขึ้น และหากไม่ได้รักษาอย่างถูกต้อง กล้ามเนื้อก็จะเคยชินกับการหดเกร็งอยู่ตลอด ไม่มีการคลายตัว กลายเป็นอาการปวดอย่างเรื้อรัง แพทย์แผนปัจจุบันเรียกว่า Chronic Myofascial Pain Syndrome (MFPS) หรือ “โรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง”

          กล้ามเนื้อส่วนที่พบปัญหา Chronic Myofascial Pain Syndrome มากที่สุด ได้แก่ กล้ามเนื้อบริเวณ ต้นคอ บ่า และหลังเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากกิจกรรมประจำวันของเราแทบทุกคน มักต้องใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้กันตลอดเวลา ทั้งในการทำงาน การออกกำลังกาย การเล่นดนตรี ไปจนถึงการเล่นโทรศัพท์มือถือ อ่านหนังสือ แม้แต่การนั่งอยู่เฉยๆ หรือในขณะหลับ

          ในรายที่เป็นไม่มาก อาจจะมีแค่อาการปวดตึงๆ เมื่อยๆ เท่านั้น ซึ่งเมื่อรู้สึกตัว และรีบผ่อนคลาย ยืดเหยียด หรือนวดคลายกล้ามเนื้อสม่ำเสมอ อาการก็ทุเลาหายไปได้ แต่บางรายที่ละเลยต่ออาการ และมักมีพฤติกรรมทำร้ายกล้ามเนื้อซ้ำ เช่น การสะบัดหรือ จับคอบิดแรงๆ เป็นประจำ โดยไม่ยืดเหยียด ผ่อนคลาย อาจมีอาการปวดรุนแรงจนไม่สามารถทำงานหรือนอนหลับอย่างเป็นปกติได้

          หากปล่อยอาการให้เป็นเรื้อรัง กล้ามเนื้อจะหดเกร็งมากขึ้นจนจับตัวเป็นก้อนหรือเป็นเส้นแข็งๆ  จนเราสามารถคลำเจอได้ และเมื่อกดลงไปจะรู้สึกเจ็บมาก ก้อนหรือเส้นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นพังผืดที่ก่อตัวขึ้นจากการอักเสบเรื้อรังของกล้ามเนื้อนั่นเอง

          ซึ่งหากเป็นมากถึงระดับนี้ อาจพบอาการร่วมอื่นๆ เช่น ปวดศีรษะข้างเดียวคล้ายโรคไมเกรน เนื่องจากหลอดเลือดบริเวณไหล่ ลำคอที่ส่งเลือดขึ้นไปเลี้ยงศีรษะหดเกร็ง ไม่สามารถส่งเลือดขึ้นไปได้ตามปกติ หรืออาจมีอาการปวดร้าวลงสะบัก แขนชา ลงไปจนถึงมือ และปวดบั้นเอว เป็นต้น

สาเหตุของอาการปวดคอ ไหล่ติด สะบักจม

มักจะเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น

  • นอนหมอนที่ไม่รองรับต่อสรีระบริเวณคอและบ่า เช่น หมอนสูง หรือต่ำ เกินไป
  • สลัดคอแรงๆ บ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาเมื่อยมากๆ ยิ่งเมื่อย ยิ่งสะบัดแรง
  • ใช้คอและไหล่หนีบโทรศัพท์เป็นนิสัย หรือก้มหน้าเล่นโทรศัพท์เป็นเวลานานๆ
  • การทำงานที่จำเป็นต้องเกร็งศีรษะ ค่า บ่า ไหล่ ตลอดเวลา เช่น นั่งพิมพ์งาน ยกของหนัก ขับรถ สะพายกระเป๋าที่มีน้ำหนักมากเกินไป โดยไม่มีการเตรียมพร้อม-ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และพักระหว่างวันเท่าที่ควร
  • การออกกำลังกายเกินกำลัง หรือออกกำลังกายโดยไม่ยืดหยียดกล้ามเนื้อให้มีความพร้อมก่อนออกกำลัง และไม่ยืดเหยียดผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังออกกำลัง
  • ชอบนั่งหลับ สัปหงก ทำให้เกิดการกระตุก เกร็งกล้ามเนื้อคอบ่อยๆ
  • อุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวรุนแรง เช่น รถชนท้าย คอกระชากไปหน้า-สะบัดไปหลัง

พฤติกรรมต้นเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งเรามักทำเป็นนิสัยโดยไม่รู้ตัว คือ “ความเครียด” (บางคนนั่งทำงานขมวดคิ้ว ย่นหน้าผาก เกร็งใบหน้า ทั้งวัน ไม่ยอมผ่อนคลาย จนเกิดริ้วรอยก่อนวัย)

          เนื่องจาก ความเครียดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กล้ามเนื้อ และหลอดเลือดหดเกร็ง นอกจากจะทำให้เกิดอาการเมื่อยล้า ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าแล้ว ความเครียดยังเป็นตัวการสร้างอนุมูลอิสระภายในร่างกาย เป็นบ่อเกิดของโรคแห่งความเสื่อมทั้งหลาย อย่างเช่น โรคความดันโลหิต เบาหวาน หลอดเลือดสมองและหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย

          เรื่องการป้องกัน เราส่วนใหญ่ทราบกันดีอยู่แล้ว เช่น ไม่นั่งทำงานในท่าเดียวนานเกินไป  ขยับร่างกายเปลี่ยนอิริยาบทบ่อยๆ  หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นต้น แต่ในการดำเนินชีวิตประจำวันนั้น เราอาจไม่สามารถรู้ตัวหรือป้องกันได้ตลอดเวลา บางครั้งกว่าจะรู้ตัวอีกที ก็เกิดอาการขึ้นเสียแล้ว

          ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์มักจ่ายยาแก้ปวด คลายกล้ามเนื้อ แกอักเสบ รวมถึงยาคลายเครียดให้ และในรายที่เป็นมานาน มีอาการมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ฉีดสเตียรอยด์หรือยาชาเข้ากล้ามเนื้อเพื่อระงับอาการปวดชั่วคราว ซึ่งต้องฉีดอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ และมักพบว่า เมื่อฉีดไปได้สักระยะ อาการจะไม่ค่อยทุเลาลง หรือกลับเป้นมากขึ้นจนสุดท้ายอาจจบลงที่การผ่าตัด และกลับมาเป็นซ้ำในไม่กี่ปีต่อมา

          เนื่องจากพฤติกรรมก่อโรคของเรายังคงดำเนินต่อไป เราได้รับการบรรเทาเพียงแค่อาการปวด แต่เรายังไม่ได้ลงมือรักษาเจ้าของร่างกายที่เจ็บปวดกันอย่างจริงจัง

          ดังนั้น ในบทความนี้เราจึงเน้นนำการเสนอวิธีการแก้ไข สำหรับผู้ที่มีอาการ ไม่ว่าจะเป็นในระยะเริ่มต้นหรือเรื้อรังมากนาน ซึ่งหากปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ ก็จะสามารถช่วยให้อาการดีขึ้นหรือหายเป็นปกติได้

วิธีแก้ไขในแนวทางธรรมชาติบำบัด

          แน่นอนว่าการแก้ไขหายอาการดีขึ้นจนถึงหายได้อย่างยั่งยืน ต้องปรับที่พฤติกรรมการก่อโรคเป็นหลัก เช่น

  • เลือกใช้หมอนที่รับรองส่วนต้นคอได้ดี
  • หากต้องนั่งทำงานท่าเดียวนานๆ ยกของหนัก หรือสะพายกระเป๋าหนักๆเป็นประจำ ให้หมั่นปรับเปลี่ยนท่าทาง ยืดเหยียด-ผ่อนคลายกล้ามเนื้อเป็นระยะ
  • หลีกเลี่ยงการหนีบโทรศัพท์ไว้กับหัวไหล่ หรือ ก้มเล่นโทรศัพท์เป็นเวลานานเกินไป โดยเฉพาะขณะเดินทาง เพราะอาจทำให้เกิดการกระชากกล้ามเนื้อต้นคอและไหล่เวลารถออกตัวหรือเบรค
  • ออกกำลังกายด้วยท่าบริหารยืดเหยียดกล้ามเนื้อสม่ำเสมอ เป็นต้น

          แต่การแก้ไขบรรเทาอาการเจ็บปวดเฉพาะหน้าก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ในทางการแพทย์ทางเลือก ก็มีแนวทางการแก้ไขอยู่หลายวิธีด้วยกัน เช่น การฝังเข็ม , การกัวซา , การตอกเส้น เป็นต้น

          วิธีที่ให้ผลในการรักษาที่ดีและง่ายอีกวิธีหนึ่งก็คือ “การนวด” เพื่อให้กล้ามเนื้อได้รับการผ่อนคลาย กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตให้ส่งเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้สะดวกขึ้น

          แต่บางครั้งการขาดความชำนาญและทักษะของผู้นวด ก็อาจทำให้ผู้รับการนวดมีอาการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นได้  เราจึงจำเป็นต้องเลือกผู้นวดที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญสักหน่อย หรือหากยังไม่มั่นใจ กล้าๆกลัวๆ กลัวเจ็บ ไม่กล้าให้ผู้อื่นลงมือนวด เราก็สามารถลองใช้ท่าบริหารด้วยตัวเองแก้อาการในเบื้องต้นก่อนก็ได้

 

ท่าบริหารบำบัดอาการปวดคอ ไหล่ติด สะบักจม ด้วยตนเอง

 

ในกรณีที่มีอาการปวดเมื่อไหล่ – สะบัก ในบริเวณที่มือไม่สามารถเอื้อมถึง เราสามารถใช้อุปกรณ์ช่วยเสริมได้ เช่น

  • “ปืนหน้าไม้” 

ดัดแปลงจากอาวุธโบราณที่ใช้สำหรับล่าสัตว์และสู้รบ ลักษณะมีไม้แกนกลาง เจาะรูสำหรับเสียบไม้อีกท่อน แล้วประกอบปุ่มไม้สำหรับกดจุดไว้ที่ปลายทั้ง 2 ด้าน บางคนเรียกว่า ไม้นวดกางเขน

นวดกางเขน

  • “เคียว”

ดัดแปลงมาจากเคียวเกี่ยวข้าว ลักษณะเป็นก้านโค้งเหมือนเคียวเกี่ยวข้าว แต่สามารถยืดหยุ่นได้ ส่วนปลายมีปุ่มไม้สำหรับกดจุด

ไม้นวดเคียว

ถ้าหากฝึกทำท่าบริหารด้วยตัวเองแล้วเห็นผลดี อยากจะลองให้ผู้นวดอาชีพลองนวดให้เพื่อให้ได้ผลในการรักษาที่ดีขึ้น ก็สามารถทำได้เช่นกัน

จากการที่ได้สอบถามติดตามอาการคนไข้ ที่ผ่านมาเราพบว่า คนไข้ที่มีอาการปวดต้นคอ ไหล่ติด สะบักจมเรื้อรังจนได้รับการแนะนำให้ผ่าตัดหลายราย  สามารถมีอาการที่ดีขึ้นได้ จากการฝึกบริหารคอ บ่า ไหล่ ด้วยตนเอง และบางรายที่ยังมีอาการไม่มาก สามารถหายจากอาการได้ด้วยการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง แต่ต้องอาศัยความรักตัวเอง มีวินัย และความอดทน

ตัวเราเองอยู่กับเรา 24 ชั่วโมง หมอที่จ่ายยาให้เราพูดคุยกับเราเพียงไม่กี่คำ เพราะฉะนั้น คนที่จะเข้าใจสาเหตุและแก้ไขความเจ็บป่วยของเราได้ดีที่สุดไม่ใช่หมอที่เก่งมาจากไหน  แต่คือตัวของเราเอง

Print Friendly, PDF & Email

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*