Home // อาหารเป็นยา // “ไกลโฟเซต” ยาฆ่าหญ้า…อาจฆ่าคุณ!!!

“ไกลโฟเซต” ยาฆ่าหญ้า…อาจฆ่าคุณ!!!

พูดถึงผักผลไม้อินทรีย์ ไร้สารพิษ คนส่วนใหญ่ก็คงรู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าพืชผักผลไม่ที่วางขายกันอยู่ทั่วไป ซื้อยากกว่า และที่สำคัญ เรายังไม่มีการรณรงค์อย่างจริงจัง ยังไม่มีกรณีศึกษาให้เห็นเป็นรูปธรรม ให้เห็นถึงอันตรายจากสารพิษสะสมในผักผลไม้  ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้คนส่วนใหญ่ยังไม่ให้ความสนใจ หรือหันมากินผักผลไม้ไร้สารพิษกันมากเท่าที่ควร

อันตรายจากสารพิษตกค้างในผักผลไม้ ไม่ได้หมายความถึงเพียงแค่ยากำจัดแมลงศัตรูพืช ที่เกษตรกรใช้ฉีดพ่นโดยตรงในบริเวณกิ่ง ก้าน ใบ หรือผลของพืชผักผลไม้ หรือใช้โรยบริเวณรากเท่านั้น

ยังมีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเราอาจจะคิดว่าไม่น่ามีอันตรายสักเท่าไหร่ เพราะใช้ฉีดพ่นไปบริเวณต้นหญ้า ไม่ได้ฉีดเข้าไปที่ต้นพืชโดยตรง แต่ความจริงแล้ว ก็อันตรายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นั่นคือ “ยาฆ่าหญ้า”

ยกตัวอย่างจากกรณีที่เพิ่งมีข่าวไปเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประธานาธิบดีมานูเอล ซานโตส ของประเทศโคลอมเบียได้ออกประกาศห้ามการพ่นยาฆ่าหญ้า “ไกลโฟเซต” ในการทำลายไร่โคคาซึ่งปลูกไว้ใช้สำหรับสกัดเป็นยาเสพติด โดยจะเตรียมหามาตราการอื่นทดแทนต่อไป

ไม่ใช่เพราะอยากจะอนุรักษ์ต้นโคคาไว้แต่อย่างใด โคลอมเบียเป็นประเทศที่เข้มงวดในเรื่องการปราบปรามยาเสพติดมาก และมีการดำเนินการกวาดล้างยาเสพติดในประเทศอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 แต่เนื่องจากเมื่อไม่นานมานี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้มีคำเตือนเกี่ยวกับยาไกลโฟเซตว่า สารปราบวัชพืชชนิดนี้สามารถก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ และมีความเชื่อมโยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในมนุษย์

นอกจากนี้ เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงยังออกมายืนยันว่า สารเคมีที่ถูกพ่นลงมาไม่ได้ทำลายแต่หญ้า หรือ ไร่โคคา เท่านั้น แต่ยังทำให้ต้นกาแฟและพืชผลอื่นๆพากันแห้งเหี่ยวตายตามไปด้วย สร้างความเสียหายให้เกษตรกรในละแวกเดียวกันโดยทั่วหน้า

เช่นเดียวกับบทความจากนิตยสาร “เอ็นโทรปี” ที่เขียนโดยนักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน MIT ที่ระบุว่า พิษสะสมจากไกลโฟเซต จะเข้าไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ “cytochrome p450” ในร่างกายที่มีหน้าที่ทำลายสารพิษบางชนิด เมื่อการทำหน้าที่ของเอนไซม์ดังกล่าวบกพร่องไป จะก่อให้เกิดอาการผิดปกติในทางเดินอาหาร เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน โรคหลอดเลือด รวมทั้ง มะเร็งและอัลไซเมอร์ได้

ในประเทศไทยเอง ก็มีงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของสารเคมีทางการเกษตรต่อร่างกายเช่นกัน โดยระบุว่า “ไกลโฟเซต” เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชในประเภท “ออร์กาโนคลอรีน” ซึ่งมีผลออกฤทธิ์ทำลายระบบประสาทส่วนกลางในระยะยาว หมายความว่า ในการฉีดพ่นพื้นที่เกษตรด้วยสารเคมีชนิดนี้ เราอาจจะไม่เห็นความเป็นพิษแบบเฉียบพลันจากการได้รับสารเคมีเหมือนกับสารอันตรายที่ใช้กำจัดแมลงศัตรูพืชหรือวัชพืชชนิดอื่นๆ แต่ไกลโฟเซต จะค่อยๆสะสม และค่อยๆออกฤทธิ์ทำลายระบบประสาทส่วนกลางของเราไปเรื่อยๆ นั่นเอง

ถ้าบอกว่าไกลโฟเซตสามารถทำลายระบบประสาทส่วนกลางของคนเราได้ อาจจะไม่ค่อยเห็นภาพชัดเจนเท่าไหร่ ไม่รู้ว่ามันน่ากลัวขนาดไหน  ถ้าอย่างนั้น เรามาดูอวัยะ หน้าที่ และขององค์ประกอบต่างๆที่อยู่ในระบบประสาทส่วนกลางกันหน่อยดีกว่า

 

ระบบประสาทส่วนกลางของมนุษย์ ก็คือศูนย์กลางควบคุมการทำงานของร่างกาย ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ

  1. สมอง ทำหน้าที่ควบคุมกิจกรรม “ทั้งหมด” ของร่างกาย
  2. ไขสันหลัง เป็นจุดทางผ่านของ “กระแสประสาท” หรือที่เราเข้าใจง่ายๆว่า เส้นประสาท ทั้งขาเข้าและขาออกจากสมอง
  3. เซลล์ประสาท มีหน้าที่สำคัญอยู่ 3 หน้าที่คือ รับความรู้สึก , เชื่อมโยงกระแสประสาทระหว่างเซลล์รับความรู้สึกไปยังสมอง ไขสันหลัง และประสาทสั่งการ , รับคำสั่งจากสมองหรือไขสันหลังเพื่อควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ

 

สรุปง่ายๆ ว่า การได้รับพิษสะสมจากไกลโฟเซตมากๆ สามารถทำลายร่างกายของเราแบบองค์รวม โดยเฉพาะโรคทางระบบประสาทส่วนกลาง เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง พาร์กินสัน หรือแม้แต่ อัลไซเมอร์

และไม่ใช่แค่ผู้บริโภคอย่างเราๆเท่านั้นที่ต้องจำใจบริโภคผักผลไม้ที่ปนเปื้อนสารเคมีตกค้าง แต่ ระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม อากาศ สัตว์ และพืช รอบๆตัวเรา ก็ถูกทำลายจากสารเคมีเหล่านี้จนเสียหายยับเยิน เพียงแต่เราไม่สามารถเห็นถึงความเสียหายนี้ได้อย่างชัดเจนเท่านั้น

รายงานการวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา อธิบายถึงเรื่องนี้ไว้ว่า สารเคมีที่เราใช้ในการเกษตรนั้น น้อยกว่า 0.1% ที่จะสร้างความเสียหายต่อพืชเป้าหมาย แต่อีก 99.9% จะปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม ถูกดูดซึมเข้าไปอยู่ในต้นพืช ปลิวไปในอากาศ ซึมลงสู่ดินและแหล่งน้ำใกล้เคียง จนกว่าจะสลายตัวไปตามธรรมชาติ ซึ่งก็ใช้เวลาตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึง 15 ปีเลยทีเดียว โดยเฉพาะสารเคมีอันตรายในกลุ่ม “ออร์กาโนคลอรีน” อย่างเช่น ตัวอย่างที่เราพูดถึงในบทความนี้ “ไกลโฟเซต”

Untitled-1

ปัญหาในระยะยาวต่อสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศ

แน่นอนว่าการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างต่อเนื่องยาวนาน จะก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อการทำเกษตรกรรมในพื้นที่นั้นๆรวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจากจะไม่เพียงแต่ทำให้ต้นหญ้าตายเท่านั้น พืชคลุมดินบางชนิดที่ให้ประโยชน์ต่อการเพาะปลูก รวมทั้งต้นกล้าที่ไม่สามารถต้านฤทธิ์ยาได้ ก็จะตายลงเช่นกัน

ในขณะที่วัชพืช ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ขึ้นชื่อเรื่องความสามารถในการปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอดได้ดี จะค่อยๆ ดื้อยาและแข็งแรงมากขึ้นเรื่อยๆ  ตัวห้ำ ตัวเบียนสัตว์ที่เป็นมิตร ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ด้วยการกินแมลงศัตรูพืชเป็นอาหาร รวมทั้งไส้เดือน ผึ้ง นก หอย ปู ปลา ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ไก่ เป็ด หมู วัว ที่ดื่มน้ำจากแหล่งน้ำปนเปื้อน พืชผักใกล้เคียงที่ถูดรดด้วยน้ำจากแหล่งน้ำปนเปื้อนอยู่ทุกวัน ก็จะได้รับสารพิษสะสมอย่างต่อเนื่อง และสุดท้าย ผลกระทบที่ว่ามาทั้งหมดนี้ ก็ตกอยู่กับผู้บริโภคอย่างไม่รู้ตัว

ยังไม่สายจนเกินไป หากเราจะใช้อาหารเป็นยา หันมาอุดหนุนผลผลิตทางการเกษตรแบบเกษตรอินทรีย์ให้มากขึ้น นอกจากสุขภาพของผู้บริโภคอย่างเราๆ จะปลอดภัยแล้ว หากมีการสนับสนุนผลผลิตเกษตรอินทรีย์มากๆเข้า เกษตรกรก็จะหันมาทำเกษตรอินทรีน์มากขึ้น ตัวเกษตรกรเอง คนในครอบครัวเกษตรกร พืช สัตว์ สิ่งแวดล้อม ในระบบนิเวศน์ ก็จะได้รับประโยชน์ไปตามๆ กัน

นอกจากนี้ หากความต้องการบริโภคผลผลิตเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น เกษตรกรหันมาปลูกพืชผักอินทรีย์มากขึ้น ราคาที่เคยสูงก็จะลดลงตามกลไกตลาดอย่างแน่นอน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*