Home // คู่มือบำบัดโรคยอดฮิต // หยุดปวดเข่า เราทำได้

หยุดปวดเข่า เราทำได้

จากหนังสือคู่มือบำบัดโรค เล่ม 1
วางจำหน่ายที่ Se-ed Book ทุกสาขา

คู่มือบำบัดโรค เล่ม 1

ใครมีอาการปวดเข่าเป็นอาการสามัญประจำตัวยกขาขึ้น ทราบไหมว่าอาการปวดเข่านั้นสามารถบอกเราได้หลายอย่างทีเดียว เพราะต้นเหตุการปวดเข่าของแต่ละท่านนั้นมีสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป

สาเหตุของอาการปวดเข่าในมุมมองของแพทย์แผนปัจจุบันนั้น อาจแบ่งได้เป็น 2 สาเหตุหลักๆ คือ

  1. เกิดการอักเสบหรือบาดเจ็บเนื่องจากอุบัติเหตุ และ โรคต่างๆ เช่น เก๊าต์, รูมาตอยด์
  2. เกิดจากการใช้งานข้อเข่าหนักมาเป็นเวลานาน หรือเกิดจากความเสื่อมตามอายุที่มากขึ้น เรียกว่า “โรคข้อเข่าเสื่อม” ซึ่งโดยปกติจะเป็นโรคที่มีอาการเรื้อรัง ต่อเนื่อง และจะเริ่มแสดงอาการอย่างเด่นชัดเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป

แต่ในบางกรณี ก็มีคนไข้ที่มีอายุยังน้อย แต่กลับมีอาการปวดเข่าเรื้อรัง หรือที่แพทย์แผนปัจจุบันเรียกว่า ข้อเข่าเสื่อม โดยไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ เนื่องจากไม่มีพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่เป็นปัจจัยอันสมเหตุสมผลอันจะก่อให้เกิดอาการปวดเข่าได้ เช่น นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์แทบทั้งวัน ขับรถส่วนตัว ไม่ได้ออกกำลังกายที่ต้องใช้ข้อเข่าเยอะๆ เป็นต้น

เมื่อเกิดอาการปวดเข่าขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุแบบนี้ ก็เป็นเรื่องที่น่าปวดเศียรเวียนเกล้าของแพทย์อยู่ไม่น้อย บางคนมีอาการปวดเข่ามากทั้งที่ไม่ได้มีพฤติกรรมเสี่ยง วันๆแทบไม่ค่อยได้ใช้ข้อเข่าเลยด้วยซ้ำไป ก็ถึงกับต้องส่งไปตรวจหาสาเหตุด้วยการทำ MRI (Magnetic Resonance Imaging) คือการตรวจวินิจฉัยโรคด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

นี่ขนาดแค่หาสาเหตุนะ ยังไม่นับค่ารักษาที่เมื่อเป็นโรคปวดเข่ากันขึ้นมาแล้ว จำต้องจ่ายกันไปตลอดชีพ เพราะเป็นโรคที่ต้องรักษาแบบประคับประคอง ชะลออาการ กันต่อเนื่องยาวนาน ยกเว้นเสียแต่แพทย์จะลงความเห็นว่าสมควรต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่ากันใหม่ไปเลยจะดีกว่า เสียเงินรอบเดียวกันไปจะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว การดูแลข้อเข่าหลังการผ่าตัด ก็ยังต้องทำอย่างต่อเนื่องไปตลอดอายุการใช้งานเช่นกัน

อาการปวดเข่าในมุมมองของแพทย์แผนโบราณ

ในมุมมองของแพทย์แผนจีน อาการปวดเข่าเรื้อรัง ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ  อายุมาก หรือการใช้งานข้อเข่ามากเกินไปแต่เพียงอย่างเดียว อาจเกิดจากพฤติกรรมทำร้ายร่างกายของเราเองก็เป็นได้

เส้นลมปราณกับอาการปวดเข่า

          พูดถึง “ลมปราณ” (หรือในภาษาจีนเรียกว่า ชี่ ) ที่อยู่ในร่างกายมนุษย์ ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันถือว่าเป็นสิ่งที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ว่ามีลักษณะทางกายภาพหรือไม่ อย่างไร แต่ในทางการแพทย์แผนจีน ซึ่งมุ่งเน้นในเรื่องของพลังชีวิตนั้นมีความเชื่อว่า คนจะมีชีวิตอยู่ได้ นอกจากจะมีอวัยวะต่างๆ ที่ทำงานได้สัมพันธ์กันเป็นปกติแล้ว ยังต้องมีพลังชี่ (ลมปราณ) คือพลังแฝงอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิดเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างลื่นไหล ไม่ติดขัด

หากขาดพลังชี่นี้ไป ก็จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และเมื่อมีชี่ หรือ ลมปราณ ก็ต้องมีเส้นทางที่เป็นทางเดินของลม เพื่อคอยกำหนดทิศทางให้ลมปราณนั้นไหลเวียนไปในทิศทางที่ถูกต้อง เป็นระบบระเบียบ เราเรียกเส้นทางการไหลเวียนของ ชี่ นี้ว่า “เส้นลมปราณ”


หน้าที่ของเส้นลมปราณในทางการแพทย์แผนจีน

  • เป็นทางเดินของชี่ ที่ช่วยเกื้อหนุนระบบไหลเวียนและสูบฉีดโลหิต ให้เป็นไปโดยสะดวก
  • เชื่อมโยงทางเดินของชี่กับอวัยวะภายในต่างๆ ให้เกิดกระบวนการทำงานที่สอดคล้องกัน
  • เชื่อมโยงอวัยวะภายในและอวัยวะภายนอกเข้าด้วยกัน


โดยสรุปคือ เส้นลมปราณเป็นเส้นทางที่ช่วยให้ ชี่ หรือพลังชีวิต  สามารถไหลเวียนเชื่อมโยงกับอวัยวะต่างๆได้อย่างถูกทิศทาง เป็นสายใยเชื่อมโยงอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย ทั้งภายนอกและภายในเข้าด้วยกัน ทำให้ทราบได้ว่า หากเกิดความผิดปกติขึ้นภายนอก นั่นเป็นสัญญาณที่ร่างกายแจ้งให้ทราบและระวังป้องกันความเจ็บป่วยของอวัยวะภายในที่เส้นลมปราณนั้นๆ เชื่อมโยงด้วย โดยสามารถวิเคราะห์ได้จากอาการภายนอกที่เกิดขึ้นตามแนวที่เส้นลมปราณพาดผ่าน
 

          ตัวอย่างเช่น หากมีอาการปวดเอว เข่า ขาไม่ค่อยมีแรง ก็สันนิษฐานได้ว่า น่าจะมีอาการผิดปกติที่กระเพาะปัสสาวะหรือไต เนื่องจากบริเวณบั้นเอว เข่า และขา เป็นแนวที่เส้นลมปราณกระเพาะปัสสาวะและเส้นลมปราณไตพาดผ่านเป็นต้น

การวินิจฉัยอาการ สาเหตุการเกิดโรค และแนวทางการแก้ไขอาการปวดเข่า

อาการปวดเข่าที่พบได้บ่อยแบ่งออกเป็นการปวดตามแนวเส้นลมปราณดังนี้

  1. ปวดเข่าด้านหน้า – เนื่องจากทางเดินลมปราณ “กระเพาะอาหาร” ติดขัด มีอาการ ยกขาลำบาก ข้อเท้าติดขัด ปวดตึงหน้าขา หน้าแข้ง
  2. ปวดเข่าด้านหลัง – เนื่องจากทางเดินลมปราณ “กระเพาะปัสสาวะ” ติดขัด มีอาการ นั่งงอขา พับเพียบ ขัดสมาธิไม่ได้ เมื่อยืนตรงแล้วเข่างอ หลังค่อม ปวดเมื่อยและชาขาง่าย
  3. ปวดเข่าด้านใน – เนื่องจากทางเดินลมปราณ ”ม้าม” ติดขัด เข่าด้านในบวม เวลาเดินแล้วเจ็บเข่าด้านใน เจ็บเท้าด้านในเวลาใส่รองเท้า เท้าบวมง่าย

ปวดเข่าด้านหน้า

ในทางการแพทย์แผนจีนมองว่า คนที่มีอาการปวดเข่าด้านหน้า ร้าวลงมาตามแนวหน้าแข้ง กระดกเท้าแล้วเจ็บ-ขัดบริเวณข้อเท้าด้านหน้า (ถ้าใครขับรถเองประจำ ก็สังเกตได้จากเวลาเหยียบคันเร่งจะรู้สึกตึง ขัดข้อเท้า) บางรายอาจมีอาการร่วมอื่นๆเช่น ปวดศีรษะบริเวณขมับ ปวดเมื่อยตึงบ่าเป็นประจำ นั่นแสดงว่า ระบบย่อยมีปัญหาและกำลังส่งสัญญาณแจ้งให้เราผู้เป็นเจ้าของร่างกายทราบ ผ่านอาการติดขัดตามแนวเส้นลมปราณกระเพาะอาหารเข้าให้แล้ว

เส้นลมปราณกระเพาะอาหาร เป็นเส้นลมปราณที่พาดผ่านบริเวณขมับ ปาก ไหปลาร้า หน้าอกไปยังกระเพาะอาหาร แนวต้นขา หัวเข่าด้านหน้า และผ่านแนวหน้าแข้งจนสิ้นสุดที่ฝ่าเท้าด้านหน้าตรงส่วนปลายของนิ้วชี้เท้า ดังนั้น ใครที่มีอาการปวดขมับบ่อยๆ ปวดตึงเข่าด้านหน้า จนยกขาขึ้นบันไดได้ลำบาก บางท่านก็ต้องลากขาเวลาเดิน เจ็บตามแนวหน้าแข้ง กระดกเท้าไม่ค่อยได้ แสดงว่าร่างกายกำลังเตือนเราให้ดูแลกระเพาะอาหารให้ดี โดยส่งสัญญาณผ่านเส้นลมปราณกระเพาะอาหารที่พาดผ่านเข่าด้านหน้านั่นเอง

สาเหตุ
เกิดจากระบบย่อยทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะพฤติกรรมในการทานอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น ไม่ทานอาหารเช้า ทานอาหารไม่ตรงเวลาเป็นประจำ เคี้ยวอาหารน้อยเกินไป

วิธีแก้ไข
ถ้าต้องการแก้ไขอาการติดขัดของเส้นลมปราณอย่างอาการปวดเข่าด้านหน้า ยกขาขึ้นลำบาก ข้อเท้าขัด คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า “การนวด” เป็นวิธีที่เห็นผลได้ไว แต่หากเราเอาแต่นวดเมื่อมีอาการ ยังไม่ยอมปรับพฤติกรรมให้ถูกต้อง ก็ต้องพึ่งหมอนวดกันไปตลอด ดังนั้น ถ้าหากอยากจะหายจากอาการปวดเข่าด้านหน้าอย่างยั่งยืน หลักสำคัญในการแก้ไข เราจึงต้องมุ่งเน้นในการปรับปรุง ฟื้นฟู ระบบย่อยอาหารให้มีประสิทธิภาพ

 การปรับพฤติกรรม

  • ทานอาหารให้ตรงเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มื้อเช้า ตามหลักนาฬิกาชีวิต ควรรับประทานมื้อเช้าในเวลา 7-9 โมงเช้า เพราะในช่วงเวลานี้ระบบย่อยอาหารจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เคี้ยวอาหารช้าๆ และเคี้ยวอาหารให้ละเอียด นอกจากจะทำให้ย่อยง่ายแล้ว ขณะที่เราเคี้ยวอาหาร กระเพาะอาหารจะหลั่งเอนไซม์ช่วยย่อยออกมาด้วย เมื่อเราเคี้ยวอาหารก็เหมือนการกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารไปด้วย
  • ลดการทานอาหารที่ย่อยยากเกินไป เช่น ทานเนื้อสัตว์ปริมาณมาก หรือ ธัญพืชเนื้อแข็ง เช่น ถั่วลิสง, อัลมอนต์, แมคคาเดเมีย

ฝึกท่าบริหารบรรเทาอาการปวดเข่าและข้อเท้าด้านหน้า (กระเพาะอาหาร) ควรทำเป็นประจำทุกวัน วันละ 1-2 รอบ

 

ท่าบริหาร

ท่าที่ 1

ท่าที่ 1 ยืนตัวตรง ใช้มือจับยึดกับโต๊ะ เก้าอี้ หรือผนังที่มีความแข็งแรง จากนั้นพับเข่าไปทางด้านหลัง ใช้มือจับบริเวณข้อเท้าให้แน่นแล้วดึงจนรู้สึกตึงบริเวณต้นขาด้านหน้า แนวหน้าแข้ง และฝ่าเท้า นับ 1-10 แล้วปล่อยขาลงยืนตรงตามเดิม ทำสลับข้างให้ได้ข้างละ 10 ครั้ง

ท่าบริหารเส้นลมปราณกระเพาะอาหาร
ท่าที่ 2

ท่าที่ 2 นอนหงายราบกับพื้น ชันเข่าขึ้น ใช้มือทั้ง 2 ข้างกอดบริเวณหน้าแข้งให้แน่นแล้วดึงหน้าแข้งเข้าหาศีรษะ นับ 1-10 แล้ววางเข่าลงนอนราบในท่าเตรียม 10 ครั้ง จะรู้สึกตึงบริเวณต้นขาและเข่าด้านหน้า

ท่าบริหารเส้นลมปราณกระเพาะอาหาร1

ท่าที่ 3

ท่าที่ 3 นั่งบนเก้าอี้ ยืดตัวตรง ใช้มื้อทั้งสองข้างจับยึดเก้าอี้ให้มั่นคง จากนั้นเหยียดขาขึ้นขนานกับพื้น ค่อยๆ กระดกฝ่าเท้าเข้าหาตัวนับ 1-5  เหยียดฝ่าเท้าออกจากตัวนับ 1-5 นับเป็น 1 ครั้ง ทำ 10 ครั้ง

ท่าบริหารเส้นลมปราณกระเพาะอาหาร2

ท่าที่ 4

ท่าที่ 4 กดจุดตามแนวเส้นลมปราณกระเพาะอาหารเพื่อกระตุ้นระบบย่อย และบำบัดอาการปวดเข่าด้านหน้าด้วยตนเอง โดยการใช้นิ้วโป้งทั้งสองกดลงน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอตามแนวเส้นลมปราณกระเพาะอาหารบริเวณต้นขาด้านหน้า ไปจนถึงแนวกระดูกหน้าแข้ง วิธีนี้เราสามารถทำได้ทุกวัน

อาหาร – ยาสมุนไพรที่ช่วยบำรุงธาตุในกระเพาะอาหาร

เพิ่มธาตุไฟให้กระเพาะอาหารด้วยพืชผักสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนและเสริมธาตุดินด้วย  เช่น ขิง ขมิ้นชัน ข่า กระชาย หรือใช้ยาสมุนไพรตำรับที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหาร ขับลมในกระเพาะอาหาร เช่น ยาประสะเจตพังคี ที่มีส่วนประกอบหลักคือ เจตพังคี ข่า พริกไทย บอระเพ็ด ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กระวาน กานพลู เป็นสมุนไพรกลุ่มรสร้อนและขับลมในกระเพาะอาหาร ลำไส้

ปวดเข่าด้านหลัง

ใครที่มีอาการเหล่านี้ เช่น ปวดต้นคอด้านหลัง ปวดหลัง ปวดบั้นเอว ปวดตึงหัวเข่าด้านหลัง ยืดขาตรงไม่ค่อยได้ มักต้องงอเข่าเวลาเดิน หลังค่อม ปวดตึงชาขาบ่อยๆ เจ็บส้นเท้า รู้สึกเหมือนกระดูกหัวเข่าเสียดสีกัน ให้ลองสังเกตการปัสสาวะดูหน่อยว่า ปัสสาวะบ่อยแค่ไหน ปัสสาวะขัดหรือไม่ มีอาการริมฝีปากแห้งแตก น้ำลายเหนียวฝืด หิวน้ำบ่อย ปวดเมื่อยตามร่างกาย ถ้ามีอาการปวดเข่าและมีอาการที่กล่าวมานี้ 2-3 อาการ นั่นแสดงว่า เส้นลมปราณกระเพาะปัสสาวะกำลังสื่อสารกับเราว่า น้ำในร่างกายเหลือน้อยเกินไปแล้ว หากน้ำในร่างกายน้อยลงจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งไม่ยืดหยุ่นพยุงกระดูกไว้ได้ไม่ดี กระดูกข้อเข่าก็จะเกิดการเสียดสีกันได้ง่าย

เส้นลมปราณกระเพาะปัสสาวะมีทางเดินจากบริเวณหัวตามาถึง ท้ายทอย ต้นคอ และมาตาม แนวไขสันหลัง ผ่านบั้นเอวบริเวณกระเบนเหน็บ ผ่านแก้มก้นมาตามแนวต้นขาด้านหลัง ผ่านน่องด้านหลังถึงส้นเท้าและปลายเท้าด้านนอกข้างนิ้วก้อยเท้า  ดังนั้น การที่ทางเดินลมปราณกระเพาะปัสสาวะเกิดการติดขัดจึงทำให้เรามีอาการต่างๆ ตามเส้นทางนี้ได้

สาเหตุ และการแก้ไข
แบ่งสาเหตุการติดขัดของเส้นลมปราณกระเพาะปัสสาวะ ที่บ่งบอกว่าน้ำในร่างกายเหลือน้อย ออกได้เป็น 2 สาเหตุใหญ่ๆ

1. ดื่มน้ำน้อยเกินไป หากสาเหตุเกิดจากการดื่มน้ำน้อยเกินไป วิธีการแก้ไขก็ทำได้ไม่ยากแต่ต้องอาศัยความมีวินัยในตัวเอง คือ

  • ควรดื่มน้ำเปล่า (ไม่ควรเป็นน้ำเย็น) ให้ได้อย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน
  • ลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะคาเฟอีนนั้น นอกจากจะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะโดยตรงแล้ว ยังมีออกฤทธิ์กระตุ้นให้หัวใจทำงานหนัก ถือเป็นสารแปลกปลอมที่เมื่อได้รับเข้าสู่ร่างกายแล้ว ร่างกายจะเร่งหาทางระบายออกอย่างรวดเร็ว ซึ่งวิธีที่เร็วที่สุดก็คือการนำออกทางปัสสาวะ ทำให้ร่างกายต้องสูญเสียน้ำเป็นจำนวนมากโดยเปล่าประโยชน์
  • ทานอาหารที่มีกากใยสูงหรือทานไฟเบอร์ เพื่อช่วยให้น้ำอยู่ในลำไส้นานขึ้น ร่างกายสามารถดูดซับน้ำได้มากขึ้น เช่น Psyllium Husk หรือ เมล็ดแมงลัก

2. ดื่มน้ำตามปกติ แต่ร่างกายกักเก็บน้ำได้น้อย

เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้ แพทย์แผนโบราณเปรียบร่างกายของคนเรานั้นเหมือนกับก้อนดิน ร่างกายที่ได้รับสารอาหาร(ธาตุดิน)ไม่เพียงพอ ก็เหมือนกับดินเก่า มีลักษณะแห้งแกร่ง เป็นดินแตกระแหง ไม่ว่าเราจะเทน้ำรดลงไปมากแค่ไหน ความสามารถในการดูดซับและอุ้มน้ำไว้ของดินก็ยังไม่มีประสิทธิภาพ

การปรับพฤติกรรมและการทานสมุนไพรเพื่อปรับสภาพร่างกายให้กลับมาเป็นธาตุดินที่สมบูรณ์

  • การทานอาหารเช้าที่ไม่มีคุณภาพหรือผิดเวลา ร่างกายจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ จำเป็นต้องดึงสารอาหารที่สะสมไว้มาใช้อยู่เสมอ นานวันเข้าร่างกายก็จะเกิดภาวะขาดสารอาหาร กล้ามเนื้อที่เปรียบได้กับธาตุดินและมีน้ำเป็นองค์ประกอบถึง 75 % ก็จะถูกร่างกายเผาผลาญมาใช้เป็นสารอาหารชั่วคราว จนกล้ามเนื้อมีลักษณะนิ่มเหลวเป็นธาตุดินของร่างกายที่ไร้คุณภาพอุ้มน้ำได้ไม่ดี
  • ทานพืชผักที่มีธาตุดินเพิ่มขึ้น (พืชที่มีเนื้อแน่น หรือ มีหัวอยู่ในดิน) เช่น เผือก มัน มันแกว ฟักทอง ข้าวกล้อง
  • ทานสมุนไพรที่ช่วยให้ระบบย่อยอาหารมีประสิทธิภาพเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ เช่น ขิง ข่า ขมิ้นชัน ก่อนอาหารทุกมื้อ 15 นาที
  • บริหารร่างกายยืดเหยียดร่างกายเป็นประจำ เพื่อช่วยให้ลมปราณไม่ติดขัด ไหลเวียนได้สะดวก เป็นวิธีที่ช่วยบรรเทาอาการเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี อาจใช้อุปกรณ์ช่วยยืดเหยียดเสริมได้ เช่น การยืนบนแท่นยืนสุขภาพ เพื่อยืดกล้ามเนื้อและเส้นลมปราณบริเวณด้านหลังขา หรือเหยียบกะลา เพื่อกระตุ้นจุดสะท้อนเส้นลมปราณคล้ายกับการนวดฝ่าเท้า

 ฝึกท่าบริหารบรรเทาอาการปวดเข่าด้านหลัง (กระเพาะปัสสาวะ) ควรทำเป็นประจำทุกวัน วันละ 1-2 รอบ

5-9ท่าที่ 1

ท่าที่ 1 ยืนตัวตรง จากนั้นพับตัวไปด้านหน้า โดยพยายามพับลำตัวจากช่วงเอว ให้หลังยังยืดตรงไม่โก่ง พับลำตัวลงเท่าที่ทำไหว ค้างไว้นับ 1-10 แล้วจึงยืดตัวขึ้นในท่าเตรียม นับเป็น 1 ครั้ง พักเล็กน้อย จากนั้นทำท่าเดิมต่อเนื่อง 10 ครั้ง
5-10

ท่าที่ 2

ท่าที่ 2 นั่งตัวตรงในท่าคุกเข่า ยืดหลังให้อยู่ในแนวตรง  วางมือทั้ง 2 ข้างไว้บริเวณบั้นเอว ค่อยๆ เอนตัวไปด้านหลังโดยใช้มือประคองลำตัวไว้ พร้อมกับดันสะโพกมาด้านหน้าจนรู้สึกตึงบริเวณเอว นับ 1-10 แล้วจึงยืดตัวขึ้นในท่าเตรียม พักเล็กน้อย จากนั้นทำท่าเดิมต่อเนื่อง 10 ครั้ง

นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อช่วยในการยืดเหยียดเส้นลมปราณกระเพาะปัสสาวะและเส้นลมปราณไต ด้วยการยืนบนแท่นยืนเพื่อสุขภาพ ครั้งละ 10-15 นาที วันละหลายๆครั้ง หรือจะใช้วิธีเหยียบกะลาเพื่อกระตุ้นจุดสะท้อนของเส้นลมปราณต่างๆคล้ายกับการนวดฝ่าเท้าก็สามารถช่วยบำบัดอาการปวดเข่าได้เช่นกันได้เช่นกัน

แท่นยืน

ภาพแท่นยืน

แท่นยืนเพื่อสุขภาพจะช่วยลดอาการปวดเมื่อยในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ตั้งแต่ น่อง เข่า สะโพก เอว หลัง ไหล่ และต้นคอ เพียงแค่ยืนวันละ 10-15 นาที เป็นประจำทุกวัน

5-12 ภาพเหยียบกะลา

– ควรเลือกกะลาที่มีก้นนูนพอสมควรเพื่อเท้าเราจะได้สัมผัสกับส่วนที่นูน ทำให้เข้าถึงจุดต่างๆ ได้ลึกขึ้น
– ควรเลือกสถานที่ในการวางให้เหมาะสม กะลาควรวางในที่ที่แน่น ไม่คลอนแคลน
– ผู้ป่วยที่ยังทรงตัวหรือยืนไม่ถนัด ควรให้นั่งเก้าอี้เหยียบกะลาก่อน แล้วค่อยๆ พัฒนาเป็นการยืนต่อไป

ปวดเข่าด้านใน

ใครที่มีอาการปวดบริเวณด้านข้าง (ด้านใน) ของหัวเข่าเป็นอาการประจำตัว โดยที่ไม่มีพฤติกรรมประจำวันเสี่ยงต่ออาการอักเสบของเส้นเอ็นข้างหัวเข่าหรือกระดูกอ่อน ไม่ได้ออกกำลังกายที่ต้องใช้ข้อเข่าหนักๆ เราลองมาสังเกตพฤติกรรมในการทานอาหารดูหน่อยดีไหม?

เราสามารถจำแนกหน้าที่หลักๆ ของม้ามตามแนวทางการแพทย์แผนจีนได้ดังนี้

  • แปลงสภาพและขนส่ง โดยรับอาหารที่ถูกย่อยจากกระเพาะอาหารมาเปลี่ยนเป็นสารอาหาร
  • แล้วขนส่งไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย เรียกได้ว่าเป็น “แหล่งพลังงานประจำวัน” เพื่อไม่ให้ร่างกายต้อง
  • ดึงพลังงานสำรองออกมาใช้
  • เสริมสร้างธาตุดินของร่างกายช่วยให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นแข็งแรง ไม่บวมน้ำง่าย

ดังนั้นหากเส้นลมปราณม้ามติดขัด ไหลเวียนได้ไม่ดี ก็อาจส่งผลต่อร่างกายได้หลายประการ ซึ่งเราสามารถสังเกตอาการด้วยตนเองได้ในเบื้องต้น

  • ระบบย่อยอาหาร : เบื่ออาหาร อาหารไม่ย่อย ท้องอืด ไม่มีแรง เฉื่อยชา
  • ระบบเลือด : ห้อเลือด ช้ำได้ง่าย เมื่อมีแผลแล้วเลือดไหลไม่หยุด หรือหยุดยากผิดปกติ เส้นเลือดขอด แผลหายช้า เนื้อเยื่อสมานตัวช้า
  • ระบบกล้ามเนื้อ : กล้ามเนื้อน้อยลง ไม่ค่อยมีกำลัง บวมน้ำได้ง่าย


สาเหตุ

ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดกับม้ามนั้น มาจากสาเหตุหลักคือการทานของเย็น หรือ อาหารที่มีฤทธิ์เย็นมากจนเกินไป เช่น น้ำเย็น ไอศครีม นม น้ำแข็ง น้ำอัดลม ทานผลไม้มีฤทธิ์เย็นเช่น แตงโม ส้ม แก้วมังกร น้ำมะพร้าวอ่อน สาลี่ มากเกินความจำเป็น  และหลายคนต้องอยู่ในที่ทำงานที่หนาวเย็นจนเกินไป


วิธีแก้ไข

แม้ว่าวิธีการนวดตามแนวเส้นลมปราณม้าม จะเป็นวิธีบรรเทาอาการเฉพาะหน้าที่ได้ผลดีที่สุด แต่สิ่งสำคัญในการบำรุงดูแลม้ามให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน ก็คือ พฤติกรรมการกินอาหารที่ถูกต้อง และ การให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเมื่อต้องอยู่ในสภาพอากาศที่เย็นและชื้น

การปรับพฤติกรรม

  • ทานอาหารเช้าให้ได้ทุกวัน ซึ่งเป็นมื้อที่ม้ามจะนำมาแปลงเป็นสารอาหารให้กลายเป็นพลังงานประจำวัน เพื่อใช้หล่อเลี้ยงร่างกาย ทำให้เราไม่ต้องดึงพลังงานสำรองมาใช้
  • หากต้องอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นและชื้น ควรทานสมุนไพรฤทธิ์ร้อน ช่วยไล่ความชื้น เช่น ขิง ข่า กระชาย พริกไทย ร่วมกับน้ำอุ่น เป็นต้น

นอกจากนี้ การนั่งอยู่กับที่นานเกินไปก็เป็นผลเสียต่อม้าม  เนื่องจากม้ามทำหน้าที่ลำเลียงเลือดไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกายด้วย  การนั่งท่าเดียวนานๆ จะทำให้เลือดไหลเวียนลำบาก ควรลุกเดิน ยืดเส้นสายบ่อยๆ เป็นการช่วยให้ม้ามทำหน้าที่นี้ได้สะดวกและราบรื่นขึ้น

ฝึกท่าบริหารบรรเทาอาการปวดเข่าด้านใน (ม้าม) ควรทำเป็นประจำทุกวัน วันละ 1-2 รอบ

5-14

 

ท่าที่ 1

ท่าที่ 1 นั่งตัวตรงขาด้านหนึ่งพับไปด้านข้าง ขาอีกด้านหนึ่งยืดออก ค่อยๆ ยืดหลัง และพับตัวจากเอวไปแตะบริเวณฝ่าเท้า (ไม่ควรก้มหลัง ควรพับตัวจากเอวเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อด้านหลัง) นับ 1-10 จากนั้นค่อยๆ ปล่อยมือแล้วยืดตัวขึ้นนับเป็น 1 ครั้ง ข้างละ 5-10 ครั้งจึงเปลี่ยนข้าง

5-15

 

ท่าที่ 2

ท่าที่ 2 นั่งตัวตรง พับเท้าเข้าหากัน ให้ฝ่าเท้าประกบกัน เอามือประสากันแล้วจับที่ปลายเท้า จากนั้นค่อยๆ พับตัวจากเอวลงให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ นับ 1-10 จากนั้นค่อยๆ ปล่อยมือแล้วยืดตัวขึ้นทำ 5-10 ครั้ง

5 comments

  1. ดวงดาว พัฒโนค่ะ เมื่อประมาณ 1 เดือน ได้ปรึกษาอาการผื่นคันตามใบหน้า นิ้วมือ ร่างกาย ได้รับคำแนะนำ ให้ทานยาสมุนไพรถอนพิษสำแดง กับยาประดง ยาถอนพิษทาน 3 เวลา ครั้งละ 2 เม็ด ยาประดง 2 เวลาเช้าเย็นกับน้ำผึ้ง ระหว่างทานยาอาการผื่นคันลดลงจนเกือบหาย เมือหมดยาถอนพิษขวดที่2 ก็ได้รับคำแนะนำว่า ไม่ต้องทานต่อก็ได้ ส่วนยาประดงให้เหลือ 1 มื้อ ตอนนี้อาการกลับมาเหมือนเดิมอีกแล้วค่ะ แต่ยาประดงยังไม่หมดค่ะ จะต้องทำอย่างไรดีค่ะ มีรูปถ่ายอาการคันที่นิ้วให้ดูด้วยค่ะ
    อาการคันนี้นิ้ว จะเป็นตอนเช้ากับตอนค่ำ เมื่อคันนิ้วมือเวลาเกานิ้วจะบวมแดงเป่งบริเวณคัน และนิ้วมือจะมีอาการแห้งแล้วก็แตก แต่เมือทายาแก้แพ้ที่ไปหาคุณหมอแผนปัจจุบัน ก็จะแห้งแล้วเป็นสเก็ด ถ้าไม่ทายาหรือทานยาแก้แพ้ก็จะแห้งแตกเจ็บมากค่ะ อาการจะเป็นๆ หายอยู่ตลอด คุณหมอบอกแพ้ครีมและน้ำยาล้างจาน ซักผ้า แต่ก็หลีกเลี่ยงแล้วก็ยังเป็นอยู่ค่ะ อยู่ราชบุรีไม่ยังไม่มีโอกาสไปที่คลีนิค รบกวนขอคำปรึกษา ในการรักษาด้วยค่ะ

    • การทานยาเป็นการบรรเทาอาการเฉพาะหน้า หากจะให้หายได้อย่างยั่งยืนต้องปรับพฤติกรรมการกินอยู่ให้เหมาะสม เพื่อทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของระบบในร่างกายแข็งแรงขึ้นค่ะ

  2. ขอบคุณค่ะ มีหนังสือที่เกี่ยวกับปรับพฤติกรรมการกินอยู่ให้เหมาะสม เพื่อทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของระบบในร่างกายแข็งแรงแนะนำบ้างใหมค่ะ

  3. สนใจในเรื่องยาครับ
    ไม่ทราบว่าคลีนิคอยู่ที่ไหนครับ
    ตอนนี้ทำงานโรงงานอยู่ประทุมธานีครับ
    0852396916

    • อยู่พระราม 3 ตรงข้ามวัดดอกไม้ค่ะ

      โทร. 02-682-1215, 085-108-5885

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*