Home // คู่มือบำบัดโรคยอดฮิต // เบาหวานเบื้องต้น เบาหวานเรื้อรัง

เบาหวานเบื้องต้น เบาหวานเรื้อรัง

 

จากหนังสือคู่มือบำบัดโรค เล่ม 1
วางจำหน่ายที่ Se-ed Book ทุกสาขา

คู่มือบำบัดโรค เล่ม 1

หลายคนมีความเชื่อว่า เบาหวาน เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ หากครอบครัวไหนมีคนที่เป็นเบาหวาน อย่างไรเสียลูกหลานก็ต้องเป็นโรคนี้แน่นอน ซึ่งความจริงแล้วอาจเป็นความเข้าใจที่ถูกเพียงเล็กน้อย เพราะโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดนั้นมนุษย์เพิ่งจะเป็นกันมากในยุค 30 ปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง อย่ามัวไปโทษบรรพบุรุษเลยนะครับ ปัจจัยสำคัญที่สุด ที่ก่อให้เกิดโรคแห่งความเสื่อม หรือที่เรียกว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังทั้งหลาย ก็คืออาหารและการดำเนินชีวิต (โดยเฉพาะโรคเบาหวาน โรคความดัน) แนวคิดในเรื่องสาเหตุและแนวทางการรักษาโรคเบาหวานในทางการแพทย์แผนปัจจุบันกับการแพทย์ทางเลือกอาจจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง  แต่อย่างหนึ่งที่การแพทย์ทั้ง 2 ทางเห็นตรงกันก็คือ คนที่เป็นเบาหวานก็คือคนที่มีปัญหาเลือดข้นหนืดไหลเวียนได้ลำบากจนทำให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้นนั่นเอง

เบาหวานกับการแพทย์แผนปัจจุบัน

เกิดจากการที่ร่างกายผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากตับอ่อน มีหน้าที่หลักคือเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต และนำน้ำตาลจากกระแสเลือดเข้าสู่เนื้อเยื่อเพื่อสร้างพลังงาน แต่เมื่อร่างกายผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ น้ำตาลถูกส่งไปยังเซลล์และเนื้อเยื่อไม่ได้จึงตกค้างอยู่ในกระแสเลือด นานเข้าก็ทำให้เลือดข้นหนืด ไหลเวียนลำบาก ใครที่ชอบทานขนมไทยหวานๆ ให้ลองนึกถึงน้ำเชื่อมที่เห็นในโหลแก้วดู ลักษณะเลือดของคนไข้เบาหวานก็คล้ายคลึงกัน

การแก้ไขจึงต้องปรับเลือดให้หายข้นหนืด ซึ่งวิธีการรักษาของแพทย์แผนปัจจุบัน นอกจากการปรับพฤติกรรมแล้ว จะมีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยการทานยา หรือฉีดอินซูลิน

กลุ่มยาทานที่ใช้รักษาเบาหวานจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ

  1. กลุ่มยาที่กระตุ้นให้ตับอ่อนสร้างอินซูลินมากขึ้น
  2. กลุ่มยาที่ช่วยแก้ไขภาวะดื้อต่ออินซูลิน
  3. กลุ่มยาที่ช่วยขัดขวางการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด

นอกจากยาทานแล้ว ยาฉีดอินซูลิน ก็เป็นยาที่ใช้ฉีดเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดเช่นกัน

ยาที่ใช้ในการรักษาเบาหวานนั้น อาจมีความจำเป็นเพื่อชะลออาการต่างๆ ของคนไข้ก็จริงอยู่ แต่แพทย์แผนปัจจุบันเองก็ยังให้การยอมรับว่า “การรักษาด้วยยาจะไม่เกิดผลเต็มที่ หากคนไข้ไม่ควบคุมเรื่องการทานอาหารและการออกกำลังกาย” ที่สำคัญการทานยาหรือใช้ยารักษาโรคเบาหวานนั้นยังอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่นกรณีที่พบบ่อย คืออาการเบื่ออาหาร แน่นท้อง คลื่นไส้ ท้องเสีย น้ำหนักตัวเพิ่ม บวมน้ำ และกรณีที่อาจเป็นอันตรายได้ เช่น เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ตัวเหลืองตาเหลือง เม็ดเลือดขาวต่ำ ตับอักเสบ เป็นต้น

เบาหวานในมุมมองของการแพทย์แผนโบราณ

“เลือดข้นหนืด จนไม่สามารถนำพาสารอาหารที่ดีไปทั่วร่างกายได้”

โลกเรามีธาตุหลักอยู่ 4 ธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม และ ไฟ หากธาตุใดที่มากเกินหรือเกิดความไม่สมดุล โลกเราก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้คืนสู่ภาวะปกติ เช่นภัยพิบัติต่างๆก็คือเปลี่ยนเพื่อสมดุลของโลกนั่นเอง ร่างกายของเราก็เหมือนโลกเล็กๆโลกหนึ่งที่ประกอบขึ้นจาก ธาตุดิน น้ำ ลม และ ไฟเช่นกัน

  • ดิน ก็คือเนื้อหนังของเรา
  • ลม ก็คือการเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ของสิ่งต่างๆภายในร่างกาย
  • ไฟ ช่วยเผาผลาญสิ่งต่างๆที่เป็นส่วนเกินรวมถึงเผาผลาญสิ่งใหม่ๆให้กลายเป็นเนื้อหนังของเรา

ทุกส่วนทำงานอย่างสอดประสานกันเพื่อสร้างความสมดุล และธาตุที่สำคัญที่ต้องเรียนรู้สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานคือ ธาตุน้ำซึ่งเปรียบเสมือนกับ เลือดของเรานั่นเอง

ทุกคนรู้ว่าเลือดมีความสำคัญต่อร่างกาย เหมือนน้ำที่มีความสำคัญต่อโลก แต่ไม่ค่อยดูแลแก้ไขและพัฒนาให้น้ำหรือเลือดของเรานั้นอยู่ในคุณภาพที่ดี ดังเช่น การทานน้ำสะอาดในแต่ละวันที่ไม่เพียงพอ ชอบทานน้ำเย็นบ่อยๆ การทานอาหารมื้อที่ไม่จำเป็นเช่นอาหารมื้อดึก หรือ ทานเนื้อสัตว์มากจนไม่สามารถย่อยสลายได้หมด สุดท้ายก็ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เลือดของเรา (ธาตุน้ำ) เปลี่ยนแปลงสมดุลไป เกิดความข้นหนืด คุณภาพลดลง ไหลเวียนได้ช้าลง ส่งผลกระทบให้กับร่างกายมากมาย

เมื่อธาตุน้ำในร่างกายน้อยลง


– น้ำน้อยลง ส่งผลให้ ดินแข็ง

เมื่อเลือดมีน้ำน้อยลงจะขับของเสียออกจากร่างกายได้น้อยเต็มที เลือดไหลเวียนได้ช้าลงขับของเสียออกทางปัสสาวะไม่ทันต้องเก็บเข้าสู่กล้ามเนื้อและข้อต่อ ทำให้ร่างกายแข็งตึง ปวดตามข้อ ตามตัว ตื่นเช้าขึ้นมาก็ต้องร้องโอดโอย บางท่านมือแข็งกำไม่ลง บางท่านก็งอขาไม่ได้ ก้มไม่ลง มันเป็นเช่นนั้น ธาตุดินยิ่งขาดน้ำและแข็งเท่าไหร่ก็จะยิ่งอุ้มน้ำได้น้อยลงเท่านั้น หลายท่านจึงบ่นว่าปากคอแห้งไปหมดแต่ทานน้ำแล้วปัสสาวะบ่อยเหลือเกิน โดยเฉพาะหลอดเลือดที่ขาดน้ำจะแห้งแข็งเลือดสูบฉีดลำบากทำให้ปลายมือปลายเท้าชาได้ง่าย

– ธาตุน้ำน้อยลง ส่งผลให้ ธาตุไฟมีกำลังมาก

น้ำในร่างกายน้อยลง ทำให้ไฟที่เผาผลาญร่างกายทำงานได้รุนแรงขึ้นเขาเรียกกันว่า “ชิรณัคคี” หรือ “ไฟแห่งความเสื่อม” ยิ่งรุนแรงยิ่งแก่ไว สังเกตได้ไม่ยากจากผิวหนัง ผม และเล็บจะแห้งลง ผิวแห้งแตกเป็นขุย ผมแห้งฟู เล็บแข็งเป็นลอนคลื่น ทาโลชั่นใดๆก็คงช่วยได้เพียงชั่วคราว ที่สำคัญคือบริเวณตาที่ขาดน้ำจะกำจัดของเสียได้ยากจนเกิดเป็นต้อได้

– ธาตุน้ำน้อยลง ส่งผลให้ ธาตุลมในร่างกายเคลื่อนที่ช้า

เมื่อดินแข็ง (ร่างกายแข็งตึง) การเคลื่อนไหวทั้งภายนอกและภายในจะลดลงเช่นกัน ธาตุลมที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการเคลื่อนไหวจะค่อยๆหยุดนิ่ง ร่างกายลดการแลกเปลี่ยนสารอาหาร คันตามร่างกายได้ง่าย หากเป็นแผลก็หายได้ช้า เลือดไปเลี้ยงศีรษะได้น้อย ปวดมึนศีรษะ ขี้ลืม อารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียว

กลุ่มโรคที่เกิดจากธาตุน้ำในร่างกายที่ไม่มีคุณภาพทำให้เลือดไม่มีคุณภาพเช่นกันนั่นก็คือ กลุ่มโรคเบาหวาน ความดันโลหิต โรคหลอดเลือด เมื่อเลือดไม่มีคุณภาพก็ทำให้มีอาการไล่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าได้ว่า ผมแห้ง ริมฝีปากแห้ง ลิ้นแห้ง คันตามร่างกาย มึนศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ตัวแข็ง หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย มือเท้าชาง่าย แผลที่มือเท้าหายยาก

ในทางการแพทย์แผนไทยเราอาจเรียกโรคเบาหวานนี้ว่า “กษัยเลือด” คำว่า กษัย ตามพจนานุกรมแปลว่า เสื่อมไป น้อยไป หมดไป ส่วนในตำราการแพทย์แผนไทย ได้อธิบายไว้ว่า เป็นโรคที่เมื่อบังเกิดขึ้นแก่มนุษย์แล้ว ทำให้มีอาการแห่งความเสื่อมโทรมของเลือด

***********************
ดังนั้น เบาหวาน หรือ กษัยเลือดก็คือ

โรคที่เกิดจากความเสื่อมของเลือด

การที่เลือดไม่สามารถไหลเวียนได้หรือที่เรียกว่า

เลือดข้นหนืด นั่นเอง

************************

เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดมีความจำเป็นในการช่วยแก้ไขอาการเฉพาะหน้าเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ แต่หากจะรักษาโรคเบาหวานให้ได้อย่างยั่งยืน สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องแก้ไขเรื่อง “เลือดที่ข้นหนืด” เป็นหลัก  เพราะเมื่อเลือดไหลเวียนได้ดี นำพาสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์และเนื้อเยื่อได้สะดวก เซลล์และเนื้อเยื่อก็จะไม่โหยหาพลังงานจนต้องพยายามกักตุนน้ำตาลมากเกินไป เมื่อเลือดไม่ข้นหนืดไหลเวียนส่งสารอาหารให้เซลล์ในร่างกายได้ดี น้ำตาลส่วนเกินและของเสียต่างๆ ในเลือดก็จะถูกนำไปกำจัดออกจากร่างกายได้ ทั้งยังเป็นการช่วยลดภาระให้อวัยวะต่างๆ อย่าง หัวใจ ตับ ไต ไม่ต้องสูบฉีดและกรองเลือดที่ข้นหนืด เต็มไปด้วยของเสียรวมทั้งภาระในการกำจัดเคมีจากยา  สุขภาพองค์รวม รวมทั้งอาการโรคเบาหวานก็จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ

ซึ่งวิธีการรักษาโรคกษัยเลือดหรือโรคเบาหวาน ตามแนวทางการแพทย์ทางเลือกและธรรมชาติบำบัด มีอยู่ 3 แนวทางที่ต้องทำควบคู่กันไปคือ

  1. ลดการดูดซึมน้ำตาลเข้ากระแสเลือด โดยการฟื้นฟูเซลล์ที่กำลังขาดสารอาหารให้กลับมาแข็งแรง
  2. เพิ่มปริมาณน้ำให้เลือด ทำให้การไหลเวียนสะดวก
  3. ขับของเสียส่วนเกินออกจากเลือด

การวินิจฉัยอาการและแนวทางการรักษาโรคเบาหวานในแบบของ ดิ อโรคยา

ก่อนจะเริ่มการรักษา อันดับแรกเราต้องวินิจฉัยอาการของคนไข้ก่อน โดยเราแบ่งระดับความรุนแรงของโรคเบาหวานออกเป็น 2 ระดับคือ 1. โรคเบาหวานเบื้องต้น และ 2. โรคเบาหวานเรื้อรัง

โรคเบาหวานเบื้องต้น

อาการ : โรคเบาหวานในระยะนี้ เป็นช่วงที่เลือดเริ่มข้นหนืด ไหลเวียนได้ช้า เมื่อเลือดข้นหนืด น้ำในเลือดมีน้อย ทำให้มีของเสียสะสมในกระแสเลือดมาก เซลล์ในร่างกายเริ่มโหยหาสารอาหาร สังเกตได้จากอาการหิวบ่อย อยากทานอาหารประเภทแป้งและของหวานมากกว่าปกติ ง่วงกลางวัน อาจมีอาการมึนศีรษะร่วมด้วย โดยเฉพาะช่วงหลังตื่นนอน อาการจะดีขึ้นเมื่อได้ทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเป็นต้น

สาเหตุ : โดยส่วนใหญ่มีผลจากพฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่เหมาะสมมาเป็นเวลานาน เช่น ไม่ทานอาหารเช้า นิยมทานอาหารแปรรูป, อาหารสำเร็จรูป, เครื่องดื่มหวานจัด, Junk Food, Bakery ที่ให้พลังงานสูงแต่มีคุณค่าทางสารอาหารต่ำ ดื่มน้ำเปล่าน้อยมาก เมื่อเซลล์ในร่างกายมีแต่น้ำตาลเต็มไปหมดจนรับไม่ไหว น้ำตาลส่วนเกินจึงถูกเหลือทิ้งอยู่ในกระแสเลือดเต็มไปหมด ส่งผลให้เลือดข้นหนืดและเซลล์ในร่างกายขาดสารอาหาร

วิธีแก้ไข (*ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน*)

การปรับพฤติกรรม

  1. ทานอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางอาหารสูง เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว เพราะในขณะที่เรานอนหลับ เป็นช่วงที่ร่างกายทำการบำรุงฟื้นฟูตัวเอง ในเวลานี้ร่างกายจำเป็นต้องใช้สารอาหารที่ดีปริมาณมาก เราจึงควรเติมสารอาหารใหม่ๆ ทดแทนสารอาหารที่หมดไป ด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ทุกๆ เช้า เพื่อให้ร่างกายยังคงมีสารอาหารที่เพียงพอสำหรับทำกิจกรรมประจำวันได้โดยไม่ต้องรบกวนพลังงานสำรองของร่างกาย
  2. ลดการทานอาการกลุ่มที่ให้พลังงานสูงแต่คุณค่าทางอาหารต่ำ เช่น อาหารแช่แข็ง ฟาสฟู้ดส์ เบเกอรี่ แป้งขัดขาว เครื่องดื่มหวานเย็นจัดๆ ชา กาแฟ น้ำอัดลม เพราะในอาหารเหล่านี้ นอกจากจะขาดคุณค่าทางอาหารแล้ว ยังมีน้ำตาลและมีการผสมสารปรุงแต่งสังเคราะห์ เป็นภาระแก่ร่างกายต้องเสียทั้งน้ำและพลังงานในการกำจัดทิ้ง
  3. ดื่มน้ำ (ไม่เย็น) ให้ได้วันละ 8-10 แก้ว เพื่อให้เลือดลดความข้นหนืดลง สามารถไหลเวียนนำสารอาหารไปเลี้ยงรวมถึงนำของเสียกำจัดออกจากร่างกายได้สะดวก
  4. นอนไม่เกิน 5 ทุ่ม ตามหลักนาฬิกาชีวิต เวลา 1.00 น. – 3.00 น. เป็นเวลาที่พลังชีวิตหมุนเวียนมาที่ตับ เราควรงดกิจกรรมทุกอย่างและนอนหลับพักผ่อน เพื่อให้ตับฟื้นฟูตัวเองได้เต็มที่ ตับของเราเป็นอวัยวะมหัศจรรย์ที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ หน้าที่สำคัญของตับมีมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ เป็นโรงงานผลิต สะสมสารอาหาร วิตามิน และพลังงานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ถ้าตับของเราสมบูรณ์แข็งแรง ผลิตสารอาหารส่งให้เม็ดเลือดนำไปเลี้ยงเซลล์ได้ดี เซลล์ก็จะไม่ขาดสารอาหารจนต้องดูดน้ำตาลมาเก็บสะสมไว้มากเกินไปอีก
  5. ออกกำลังกายเบาๆ แต่สม่ำเสมอ หรือ หาเวลานวดตัว-นวดเท้า สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยกระตุ้นให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้น นำสารอาหารที่ดีเข้าร่างกาย นำของเสียออกจากร่างกายอย่างต่อเนื่อง

4-3

ยาหรือสมุนไพรที่แนะนำให้ใช้ (สามารถหาซื้อได้ทั่วไป)

  1. น้ำมันมะพร้าว ทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ ก่อนอาหารเช้าและเที่ยง 20 นาที เนื่องจากกรดไขมันสายกลางที่มีโมเลกุลขนาดเล็กของน้ำมันมะพร้าว ทำให้เซลล์สามารถดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องอาศัยการย่อยอาหารที่มีหลายขั้นตอน เซลล์ในร่างกายก็จะไม่โหยหาและพยายามดูดซึมแป้งและน้ำตาลจากอาหารมากจนเกินไป
  2. สมุนไพรที่ทำหน้าที่ชะลอการดูดซึมน้ำเข้าสู่กระแสเลือด ที่ ดิ อโรคยา เราใช้ Psyllium Husk ทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 1 แก้ว ก่อนอาหารเช้า หรือ เที่ยง 30 นาที เพื่อช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลเข้าเลือด และช่วยเพิ่มการดูดซึมน้ำเข้าสู่กระแสเลือดอย่างต่อเนื่องลดความข้นหนืดของเลือด
  3. ตรีผลา หรือ จตุผลาธิกะ ทานก่อนหรือหลังอาหารทุกมื้อ ตรีผลา หรือ จตุผลาธิกะเป็นตำรับยาที่ประกอบด้วย มะขามป้อม สมอ มีรสฝาดช่วยให้เซลล์ของร่างกายและเม็ดเลือดสามารถอุ้มน้ำได้ดี ช่วยการระบายของเสียในเลือดออกทางปัสสาวะหรือเหงื่อให้เร็วขึ้น

 

โรคเบาหวานเรื้อรัง

สาเหตุและอาการ : ระยะนี้เป็นระยะที่สารอาหารที่ดีในเลือดเหลือน้อยเต็มทน จนร่างกายโหยหาสารอาหาร แต่ก็ยังดูดซึมได้เพียงแป้งและน้ำตาล เริ่มอ้วนฉุ กล้ามเนื้อน้อย บวมน้ำ หิวน้ำบ่อย เมื่อเซลล์ของร่างกายขาดสารอาหารมาเป็นเวลานานจึงเริ่มเผาผลาญกล้ามเนื้อมาเป็นสารอาหาร เริ่มอ่อนเพลีย มึนศีรษะบ่อย ปลายมือ-เท้าชา แผลที่มือ เท้าและศีรษะหายช้า เพราะเลือดที่มีคุณภาพไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนปลายอวัยวะต่างๆไม่ถึง

ผู้ที่เป็นเบาหวานในระยะนี้จะมีอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคแทรกซ้อนอย่างความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคไตมาก เพราะหัวใจต้องทำงานหนักในการปั๊มเลือดที่ข้นหนืดอยู่ตลอดเวลา ไตต้องทำหน้าที่อย่างหนักในการกรองของเสียที่มีมาก สังเกตได้จากการที่ปัสสาวะบ่อย ในบางรายอาจมีมดตอมปัสสาวะเนื่องจากมีน้ำตาลส่วนเกินในเลือดมาก

วิธีแก้ไข (*ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน*)

ผู้ที่เป็นเบาหวานในระยะเรื้อรัง เซลล์ต่างๆในร่างกายจะขาดสารอาหารและมีของเสียสะสมอยู่มากมาเป็นเวลานาน นอกจากจะต้องรักษาตามวิธีข้างต้นที่แนะนำมาแล้ว สิ่งสำคัญคือจะต้องเติมสารอาหารแก่เซลล์ด้วยความรวดเร็ว พร้อมๆ กับการเร่งระบายของเสียออกจากเซลล์อย่างต่อเนี่อง

การปรับพฤติกรรม
            นอกจากขั้นตอนปรับพฤติกรรมการกินอยู่ให้ถูกต้อง เช่นเดียวกับการบำบัดโรคเบาหวานเบื้องต้นแล้ว แนะนำให้ควบคุมดูแลคุณภาพอาหาร ทานอาหารที่มีสารอาหารสูง เช่น ธัญพืชต่างๆ  ทำอาหารด้วยน้ำมันธรรมชาติ อย่างเช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันงา น้ำมันมะกอก หรือ ใช้น้ำมันหมูปริมาณไม่มากก็ได้ เพื่อช่วยให้เซลล์ได้รับพลังงานอย่างเพียงพอลดการดูดซึมน้ำตาลลง  ออกกำลังกายหรือนวดเท้านวดตัวสม่ำเสมอ เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดี กระบวนการขับของเสียทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ยาหรือสมุนไพรที่แนะนำให้ใช้ (สามารถหาซื้อได้ทั่วไป)

  1. Psyllium Husk ทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 1 ถ้วยกาแฟ ก่อนอาหารเช้า หรือ เที่ยง 30 นาที เพื่อช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลเข้าเลือด เพิ่มการดูดซึมน้ำเข้าสู่กระแสเลือดอย่างต่อเนื่อง ลดความข้นหนืดของเลือด
  2. ทานสาหร่ายเกลียวทอง (Spirulina) เมื่อตื่นนอน 5-6 เม็ด สาหร่ายเกลียวทองมีวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารสูงทั้งยังถูกดูดซึมเข้าสู่เลือดและเซลล์ได้รวดเร็ว ทำให้เซลล์ไม่โหยหาสารอาหารเพิ่มเติม ลดการดูดซึมแป้งและน้ำตาลได้ดี

หรือ ทานน้ำธัญพืชต่างๆ ธัญพืชชงดื่ม เช่น น้ำอาร์ซี หรือแม้แต่น้ำข้าวที่ได้จากการหุงข้าวแบบเช็ดน้ำหรือน้ำต้มข้าวต้ม ก็เป็นแหล่งพลังงานที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และผู้ที่ต้องการบำรุงร่างกายเช่นกัน เพราะ นอกจากในน้ำธัญพืชหรือน้ำข้าวจะอุดมไปด้วยสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุต่างๆ ที่ละลายออกมาจากตัวเมล็ดธัญพืชแล้ว ด้วยรูปแบบที่เป็นน้ำ ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องใช้เวลาในการย่อยและดูดซึมนาน

  1. ทานตรีผลา หรือ จตุผลาธิกะ ก่อนหรือหลังอาหารทุกมื้อ ตรีผลา หรือ จตุผลาธิกะเป็นตำรับยาที่ประกอบด้วย มะขามป้อม สมอ มีรสฝาดช่วยให้เซลล์ของร่างกายและเม็ดเลือดอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ช่วยการระบายของเสียในเลือดออกทางปัสสาวะหรือเหงื่อให้เร็วขึ้น
  2. ทานสมุนไพรที่ช่วยบำรุงตับ เช่น สมุนไพรรสขมเย็นอย่าง ลูกใต้ใบ, มะระขี้นก

เมื่อเริ่มทำการรักษา

ในระยะ 1-3 เดือนที่ทำการบำบัดรักษาโรคเบาหวาน  เซลล์ในร่างกายจะเริ่มได้รับสารอาหารที่ดีมากขึ้น ร่างกายจะเริ่มปล่อยน้ำตาลส่วนเกิน ออกมากับกระแสเลือด คนไข้จะปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ เนื่องจากกลไกการขับของเสียทำงานได้ดีขึ้น  เมื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือดจะพบว่า มีน้ำตาลในเลือดสูงในระยะแรกและจะค่อยๆ ลดลงมาตามปกติเพราะร่างกายกำลังปล่อยน้ำตาลที่เหลือใช้ออกมาทางกระแสเลือด  ไม่เป็นอันตรายสามารถทานยาลดน้ำตาลหรือยาลดความดันได้  ช่วงนี้เราควรช่วยแบ่งเบาภาระของร่างกายด้วยการดื่มน้ำเปล่า (ไม่เย็น) เพิ่มขึ้น ลดการทานอาหารรสจัด เพื่อให้กลไกการขับของเสียออกจากร่างกายทำงานได้สะดวก อดทนทำอย่างต่อเนื่อง อาการของโรคเบาหวานก็จะทุเลาลงเป็นลำดับ

สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน หรือโรคอื่นๆ ให้หายได้อย่างยั่งยืน ก็คือ การปรับพฤติกรรมการกินอยู่ให้ถูกต้อง ยาหรือสมุนไพรที่แนะนำให้ใช้นั้น เป็นสิ่งสำคัญ จำเป็นต้องใช้ในการรักษาก็จริง แต่เมื่อรักษาหายแล้ว เราชะล่าใจกลับไปมีพฤติกรรมการกินอยู่แบบเดิมๆ อีก เดี๋ยวโรคที่เคยเป็นก็จะวนเวียนกลับมาเยี่ยมเยียนให้ต้องกินแต่ยากันอยู่ร่ำไป  การปรับพฤติกรรม นอกจากจะช่วยให้เห็นผลในการรักษารวดเร็วขึ้นแล้ว ในระยะยาว หากทำได้ต่อเนื่อง ร่างกายก็จะแข็งแรงไม่เจ็บป่วยด้วยโรคอะไรง่ายๆอีก

เราจะทราบได้อย่างไรว่า อาการโรคเบาหวานของเราดีขึ้นแล้ว

– การปัสสาวะ ไม่ปวดปัสสาวะบ่อยๆ ลุกขึ้นมาปัสสาวะตอนดึกน้อยลง อาการกระหายน้ำลดลง

– ลิ้นและริมฝีปาก มีสีสดใส แลดูชุ่มชื้นขึ้น ริมฝีปากไม่ซีด แห้งแตก

– อาการอ่อนเพลียดีขึ้น ไม่เหนื่อยง่าย ไม่มึนศีรษะหลังตื่นนอน ไม่ง่วงนอนบ่อยๆ

– ไม่หิวบ่อยจนเกินไป ไม่โหยแป้งและของหวาน อารมณ์ดีขึ้น ไม่หงุดหงิดง่าย

– มีกล้ามเนื้อแน่นขึ้น จับดูเนื้อไม่เหลว ตัวไม่บวมน้ำ

– ค่าน้ำตาลในกระแสเลือดลดลงมาอยู่ในภาวะปกติ

วิธีปฏิบัติตัวเพื่อให้ห่างไกลจากโรคเบาหวาน

  1. ทานอาหารที่มีสารอาหารสูง โดยเฉพาะมื้อเช้า โดยใช้หลักการทานอาหารแบบ “หนักมื้อเช้า เบามื้อเที่ยง เลี่ยงมื้อเย็น” เนื่องจากช่วงกลางคืนเป็นเวลาของการพักผ่อน ร่างกายไม่มีความจำเป็นต้องใช้พลังงาน จึงไม่ควรทานมื้อเย็นปริมาณมากให้เหลือสะสมเป็นไขมันส่วนเกินและขยะตกค้างในร่างกาย
  2. ดื่มน้ำเปล่าไม่เย็นให้เพียงพอ ไม่ควรต่ำกว่าวันละ 8-10 แก้ว เพื่อให้เลือดไม่ข้นหนืด ไหลเวียนนำสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ และลำเลียงของเสียออกจากร่างกายได้ดี
  3. หลีกเลี่ยงอาหาร-เครื่องดื่มที่เย็นจัด-หวานจัด ซึ่งเป็นสาเหตุให้เลือดข้นหนืด นอกจากนี้ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนต่างๆ มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ถือเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เมื่อดื่มเข้าไปแล้ว ร่างกายต้องใช้น้ำจำนวนมากเพื่อเร่งขับออกโดยเร็ว อีกทั้งคาเฟอีนเองก็ยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะโดยตรงด้วย ทำให้ร่างกายต้องสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์
  4. เลือกปรุงอาหารด้วยน้ำมันดี เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันงา น้ำมันรำข้าว (แบบบริสุทธิ์ ไม่ผ่านกรรมวิธีทางเคมี) เพราะนอกจากมีคุณค่าทางอาหารสูงแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นต้นเหตุของความเสื่อมต่างๆ ในร่างกาย ช่วยให้หลอดเลือดสะอาด ยืดหยุ่น เป็นแหล่งพลังงานที่เซลล์สามารถนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้เวลาในการย่อยมากนัก เซลล์จึงไม่โหยหาพลังงานจากแป้งและน้ำตาลจนเกินควร
  5. ออกกำลังกายอย่างพอดีและสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว โยคะ แกว่งแขน รำมวยจีน หรือหากมีเวลา การนวดเท้าและนวดตัวสม่ำเสมอ ก็เป็นการกระตุ้นให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เซลล์ได้รับสารอาหารมากขึ้น กลไกการขับของเสียของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ช่วยให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนปลายของร่างกาย อย่างบริเวณศีรษะ ปลายมือและปลายเท้าได้ดี
  6. พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเปิดโอกาสให้กลไกการซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติของร่างกายทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์

………………………………………………………………

คุณมาดี เป็นชาวสมุทรปราการ มาพบหมอด้วยอาการของโรคเบาหวานเธอเล่าอาการว่าตอนไปเที่ยวต่างประเทศปี 2556 เดินมากเกิดอาการเข่าเสื่อม กังวลว่าจะเป็นอะไรร้ายแรงจึงไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลพบว่าเป็นโรคเบาหวาน และ ความดัน แถมมาอีกสองโรค สอบถามความเป็นอยู่ได้รับคำตอบคล้ายๆกับผู้ที่เป็นเบาหวานท่านอื่นคือ ชอบทานน้ำเย็นเป็นประจำ ทานน้ำอัดลมหรือชาเขียวแบบขวดวันละ 1-2 ขวด ทานอาหารที่มีเนื้อสัตว์มากเป็นประจำจนเลือดข้นหนืดไปหมดแล้ว น้ำลายเหนียว คอแห้ง ปวดหลัง ปัสสาวะเริ่มอั้นไม่อยู่ ทั้งหมดก็เพราะเลือดที่มีน้ำน้อยลงนั่นเอง และน้ำหนักลดเพราะร่างกายส่งผ่านสารอาหารที่ดีได้น้อยลงต้องไปเผาผลาญกล้ามเนื้อมาเป็นสารอาหารแทนจนกล้ามเนื้อลดลง เนื้อเหลว มาเป็นเวลา 7 เดือนแล้ว พยายามว่ายน้ำแต่ก็ยังไม่ดีขึ้น ตาเริ่มมัว และหายใจไม่ทั่วท้อง

จึงแนะนำยาสมุนไพรให้เธอทานพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้เลือดไม่ข้นหนืด หลังจากนั้น 3 เดือน เธอกลับมาบอกว่าอาการปวดเข่าดีขึ้นแล้ว ค่าน้ำตาลในเลือดกลับลงมาเป็นที่น่าพอใจจาก 150 mg/dL เหลือ 113 mg/dL ไม่ได้ทานยาลดน้ำตาลแล้ว เดี๋ยวนี้เดินเร็วทุกวันครั้งละ 30 นาที ยังเหลือปัสสาวะกลางคืน 1-2 หนบ้าง ไม่มึนหัวแล้ว เธอบอกว่าเข้าใจแล้วล่ะหมอง่ายนิดเดียวเอง แต่ก่อนไม่รู้คิดอย่างไรจึงละเลยการดูแลเลือดของตัวเองเช่นนั้นได้

เมื่อเราเข้าใจเรื่องภายนอกได้อย่างดี เราก็ควรเข้าใจร่างกายเราได้อย่างดีเช่นกัน อย่าปล่อยให้เลือดเน่าเสียเพราะพฤติกรรมของเราเองเลยนะครับ ปรับปรุงน้ำในร่างกายก็เปลี่ยนชีวิตได้ง่ายๆเหมือนคุณมาดีไม่ยากเกินความสามารถของคุณผู้อ่านทุกท่านแน่นอน

………………………………………………………………

น้ำมันมะพร้าวกับเบาหวาน

น้ำมันมะพร้าว เป็นน้ำมันดีที่ช่วยบำบัดอาการของโรคเบาหวานได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม จะขอยกตัวอย่างประโยชน์ที่สำคัญของน้ำมันมะพร้าวต่อผู้ป่วยเบาหวาน ดังนี้

  1. เป็นแหล่งพลังงานสำคัญให้แก่เซลล์ ประกอบด้วยกรดไขมันสายกลาง ซึ่งมีโมเลกุลขนาดเล็กจนสามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงานได้รวดเร็ว ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นกรณีของโรคเบาหวานแบบที่ร่างกายสร้างอินซูลินได้ไม่พอ หรือเซลล์ไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน เซลล์ก็สามารถใช้พลังงานจากน้ำมันมะพร้าวได้อย่างไม่มีปัญหา
  2. ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือด เนื่องกรดไขมันสายกลางจากน้ำมันมะพร้าวมีโมเลกุลที่เล็กจนสามารถซึมเข้าไปเป็นอาหารของเซลล์ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาตัวกลางอย่างอินซูลิน จึงทำให้เซลล์ได้รับอาหารอย่างเพียงพอ ไม่กักตุนน้ำตาลมากเกินจำเป็นอีกและร่างกายของเราจะค่อยๆ คายน้ำตาลส่วนเกินออกไปในกระแสเลือด ขับออกทางเหงื่อและปัสสาวะอย่างต่อเนื่อง

ในกรณีของผู้ป่วยเบาหวานที่เซลล์มีอาการดื้ออินซูลิน เมื่อน้ำตาลไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ได้ เซลล์จะส่งสัญญาณไปยังตับอ่อนว่ากำลังอยู่ในภาวะขาดอาหาร ตับอ่อนจะพยายามเพิ่มการผลิตและส่งอินซูลินให้มากขึ้น จนก่อให้เกิดอนุมูลอิสระจากกระบวนการเผาผลาญพลังงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอย่าง โรคอ้วนลงพุง ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจเป็นต้น

ดังนั้น นอกจากจะเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของเซลล์และช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว การที่น้ำมันมะพร้าวสามารถซึมเข้าสู่เซลล์ได้โดยตรง ไม่ต้องพึ่งพาอินซูลิน ยังเป็นการลดภาระของตับอ่อนในการผลิตอินซูลิน ทำให้ตับอ่อนมีเวลาในการฟื้นฟูตัวเอง รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งเซลล์ก็จะไม่ตกอยู่ในภาวะขาดสารอาหาร ไม่เกิดอนุมูลอิสระจากกระบวนการเผาผลาญพลังงานมากเกินไปจนก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้

แกว่งแขนบำบัดโรคเลือดข้นหนืด



          วิธีบำบัดโรคด้วยการแกว่งแขน เป็นวิธีที่ทำได้ง่าย สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย และทำได้ทุกเวลา โดยไม่ต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์ให้ยุ่งยาก จากผลการศึกษาในกรณีตัวอย่างจำนวนมากพิสูจน์แล้วว่า เป็นวิธีหนึ่งในการบำบัดโรคที่ให้ผลค่อนข้างดี เพียงแต่เราต้องทำให้สม่ำเสมอเท่านั้น

ตามความเข้าใจของคนทั่วไป “กายบริหารบำบัดวิธีแกว่งแขน” พัฒนาผันแปรมาจาก “คัมภีร์เคลื่อนย้ายเส้นเอ็น” ของพระโพธิธรรม (ตั๊กม้อ) ชื่อของคัมภีร์เล่มนี้มีความหมายที่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงเส้นเอ็นทั่วสรรพางค์กาย ให้แข็งแกร่งทนทานต่อการใช้งานให้มีอายุยืนนานสืบไป

การแกว่งแขนตามทัศนะของแพทย์แผนจีนโบราณ มีความสัมพันธ์กับเลือดลมเป็นอย่างมาก นอกจากจะทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวใช้พลังงาน เป็นการกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญพลังงานทำงานได้ดีขึ้น ดึงไขมันส่วนเกินที่สะสมในร่างกายออกมาใช้ได้มากยิ่งขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เส้นลมปราณปอด เส้นลมปราณเยื่อหุ้มหัวใจ และ เส้นลมปราณลำไส้เล็ก-ใหญ่ ได้มีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว คล้ายกับการนวด ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดี ไม่ติดขัด เลือดลมสามารถไหลเวียนนำพาสารอาหารเป็นหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆในร่างกาย และนำของเสียไปกำจัดทิ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือการเพิ่มออกซิเจนเข้าสู่เม็ดเลือดนำพาเข้าสู่เซลล์ได้

ในกรณีของผู้ป่วยเบาหวาน การแกว่งแขนช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น สามารถนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆของร่างกายได้อย่างทั่วถึง จึงช่วยบำบัดอาการชาปลายมือ ปลายเท้า มึนศีรษะได้ อีกทั้งยังช่วยให้ระบบน้ำเหลืองทำงานได้สะดวก  น้ำตาลส่วนเกินที่ถูกขับออกมาจากเซลล์ถูกลำเลียงไปกำจัดทิ้งได้สะดวกขึ้นเช่นกัน

สาระสำคัญของการแกว่งแขนบำบัดเลือดที่ข้นหนืด คือ

  1. ขณะแกว่งแขน ให้ปลายเท้าออกแรงจิกพื้นให้มั่นคง สองขายืนแยกออกจากกันกว้างเท่าช่วงไหล่ สองแขนแกว่งไปข้างหลังและข้างหน้าในแนวเดียวกัน
  2. ตอนแกว่งไปข้างหลังให้ใช้แรงหน่อย แกว่งข้างหน้าปล่อยตามแรงเหวี่ยงไม่ต้องออกแรง ตามองตรงไปข้างหน้า
  3. ไม่คิดฟุ้งซ่านวอกแวก แนะนำให้สังเกตลมหายใจเข้ายาว-ออกยาว มีสมาธิ ทำสติให้อยู่กับปัจจุบัน สามารถลดความคิดความเครียดลง แกว่งวันละ 10-15 นาทีจะเห็นผลได้ ใครอยากเห็นผลไวให้ทำวันละสองรอบช่วยให้หลับสบายตื่นเช้ามามีกำลังเพิ่มขึ้น

เมื่อแกว่งไปถึง 200-300 เที่ยวแล้ว มักจะมีการเรอ ผายลม สองขาปวดเมื่อย เหงื่อออก หน้าแดง แสดงว่ามีการเคลื่อนไหวของลำไส้เพิ่มขึ้น ปอดทำงานได้ดี หัวใจสูบฉีดเลือดเพิ่มขึ้น ทำได้ทั้งเด็กผู้ใหญ่และวัยชราไม่เสียเงินซักบาท ลองแกว่งแขนบำบัดโรคกันดูนะครับ

Psyllium Husk คืออะไร
ทำไมผู้ป่วยเบาหวานจึงควรทาน

4-5

Psyllium คือเมล็ดของต้นไม้ที่มีชื่อว่า Plantago ovata ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียและปากีสถาน ซึ่งเมื่อนำเปลือก (Husk) มาแช่น้ำ จะพองตัวดูดซับน้ำคล้ายเมล็ดแมงลัก Psyllium Husk จะอุดมไปด้วยเส้นใยที่ละลายน้ำ (Soluble Fiber) มีคุณสมบัติละลายในน้ำแล้วดูดซับน้ำไว้กับตัวได้ ใยอาหารชนิดนี้เมื่อละลายน้ำจึงมีความหนืดเพิ่มขึ้น มีลักษณะเป็นเจล ช่วยเพิ่มการดูดซึมน้ำเข้าสู่เลือด สามารถลดการดูดซึมน้ำตาล ลดการดูดซึมน้ำมัน และลดการดูดซึมของเสียส่วนเกินเข้าสู่กระแสเลือดได้ดี รวมถึงช่วยขับถ่ายของเสียในลำไส้ได้เร็วขึ้นอีกเช่นกัน

วิธีรับประทาน : Psyllium Husk 1 ช้อนโต๊ะ ชงกับ น้ำอุ่น 1 ถ้วย (200 ซีซี.) ก่อนอาหารเช้า หรือ เที่ยง 30 นาที

Print Friendly, PDF & Email

2 comments

  1. บุปผา โพธิ์เรือน

    ขอบคุณมากค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*