Home // คู่มือบำบัดโรคยอดฮิต // โรคกระเพาะอาหารและแผลในกระเพาะ

โรคกระเพาะอาหารและแผลในกระเพาะ

จากหนังสือคู่มือบำบัดโรค เล่ม 1
วางจำหน่ายที่ Se-ed Book ทุกสาขา

คู่มือบำบัดโรค เล่ม 1

 
“โรคกระเพาะอาหาร”  ในความหมายของเรา ไม่ได้มีความหมายเพียง อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แต่หมายถึงอาการต่างๆ ที่เกิดจากการที่กระเพาะอาหารไม่สามารถย่อยอาหารได้สมบูรณ์ หรือเรียกกันว่า “กระเพาะอาหารอ่อนแรง” ถ้าเป็นภาษาการแพทย์แผนไทยจะเรียกว่า “ธาตุในกระเพาะอาหารหย่อนหรือพิการ” ทำให้เกิดอาหารตกค้างในลำไส้หมักหมมตกค้างในร่างกาย อันเป็นสาเหตุให้เกิดลมและแก๊สที่เป็นพิษต่อร่างกาย (toxin)

 

อาการผิดปกติของกระเพาะอาหาร ที่ ดิ อโรคยาจะแบ่งตามลักษณะอาการได้ 2 แนวทางคือ

  1. อาการกระเพาะอาหารอ่อนแรง การย่อยไม่มีประสิทธิภาพ
  2. กระเพาะอาหารอักเสบ เกิดแผลในกระเพาะอาหาร

1. กระเพาะอาหารอ่อนแรง การย่อยอาหารไม่มีประสิทธิภาพ

อาการ :

  • มีลมในกระเพาะอาหารมาก ท้องอืดแน่นเฟ้อ จุกแน่นหลังทานอาหารแม้บางมื้อจะไม่ได้ทานอะไรมากก็ตาม
  • ทานอาหารที่ดี มีคุณค่าทางอาหารสูงเป็นประจำแต่ทำไมรู้สึกร่างกายยังอ่อนเพลีย ง่วงนอนทั้งวัน อยากทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลอยู่ตลอด

สาเหตุของโรค : 

ส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น

  • ไม่ทานอาหารมื้อเช้าที่มีสารอาหารเพียงพอ ดื่มชา กาแฟ หรือทานขนม แทนอาหารหลัก
  • ทานข้าวไม่ตรงเวลา หรือ ในผู้ป่วยบางรายใช้วิธีอดอาหาร ทานน้อยเกินไป เพื่อลดน้ำหนัก
  • ดื่มน้ำเยอะเกินไปในระหว่างทานอาหาร หรือทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็นเกินไป
  • ในกรณีของผู้สูงอายุ อาจเกิดจากการทานอาหารรสจืดนานเกินไป หรือ ทานอาหารอ่อนๆที่ไม่ได้เคี้ยวเป็นเวลานานเกินไป ทำให้การทำงานของกระเพาะอาหารอ่อนกำลังลงไปด้วย

วิธีแก้ไขอาการกระเพาะอาหารอ่อนแรง

กระเพาะอาหารเปรียบได้กับธาตุดิน และการย่อยอาหารจำเป็นต้องอาศัยธาตุไฟ เราจึงต้องเสริมกำลังให้กระเพาะอาหาร และ ขับอุจจาระตกค้างที่สร้างลมในลำไส้

 1. การปรับพฤติกรรมการทานอาหาร

  • เสริมธาตุดิน เพิ่มความแข็งแรงให้กระเพาะอาหาร ด้วยทานอาหารให้ตรงเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มื้อเช้า ควรทานอาหารที่มีสารอาหารค่อนข้างครบถ้วน เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว และควรทานมื้อเช้าในเวลา7-9 โมงเช้า จะดีที่สุด ตามหลักนาฬิกาชีวิตในช่วงเวลานี้ระบบย่อยอาหารจะทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด นอกจากจะเป็นการกระตุ้นให้กระเพาะอาหารและม้ามทำงานได้เต็มที่แล้ว อาหารที่เราทานจะถูกนำไปใช้เป็นพลังงานหล่อเลี้ยงร่างกายได้อย่างเต็มที่ด้วย
  • เคี้ยวอาหารช้าๆและเคี้ยวนานๆ เพราะนอกจากจะทำให้ย่อยง่าย ช่วยให้ท้องไม่อืดเฟ้อแล้ว ในขณะที่เราเคี้ยวอาหาร ร่างกายก็จะส่งสัญญาณไปที่กระเพาะอาหารให้หลั่งเอนไซม์ช่วยย่อยออกมาด้วย
  • ไม่ดื่มน้ำมากในเวลาทานอาหารจะทำให้น้ำย่อยเจือจาง
  • ทานอาหารรสเผ็ดร้อน (อาหารฤทธิ์ร้อน) บ้างในบางมื้อ เพื่อช่วยเพิ่มธาตุไฟช่วยให้กระเพาะอาหารทำงานได้ดีขึ้น
  • ไม่ทานอาหารมื้อเย็นดึกเกินไป เพราะน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเหลือน้อย หากต้องการทานแนะนำให้ทานธัญพืชชงหรือน้ำนมข้าวแทน

2. ทานสมุนไพรช่วยย่อยอาหาร

แบบตำรับยาสมุนไพรสามัญประจำบ้าน “ยาประสะเจตพังคี”

เพื่อช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร ทาน 2-3 แคปซูลก่อนอาหาร เช้า และ เย็น 15 นาที (อ่านรายละเอียดของตำรับยาได้ในบทต่อไป)

 แบบสมุนไพรเดี่ยว ขมิ้นชัน

มีฤทธิ์ขับลม ขับน้ำดี แก้ท้องอืด  ท้องเฟ้อ รสฝาดที่มีในขมิ้นชันแสดงถึงสรรพคุณช่วยในการสมานแผลในกระเพาะอาหารได้อีกอย่างหนึ่ง

แบบสมุนไพรเดี่ยว ขิง

“ขิง” ในทัศนะแพทย์แผนจีนนั้น เป็นทั้งยาสมุนไพร ทั้งอาหาร และเครื่องปรุงรส ที่ต้องมีไว้ประจำครัวเรือน
ขงจื๊อ ปราชญ์จีนสมัยชุนชิว “อาหารทุกมื้อไม่ควรละเลยขิง” ท่านเชื่อว่าบรรดาผักต่างๆ ขิงมีคุณค่ามากที่สุด สามารถทำให้มีชีวิตชีวา ขจัดของเสียในร่างกาย ขงจื๊อเป็นคน มณฑลซานตุง ปัจจุบันที่เมืองไหลอู๋ของซานตุง มีโรงงานผลิตเหล้าขิงที่มีชื่อ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความเชื่อของขงจื๊อนั้นได้รับการยอมรับและมีการสืบทอดต่อกันมา คนจีนมีความเชื่อถือในสรรพคุณทางยาของขิงเป็นอย่างมาก ดังมีคำเปรียบเปรยคุณประโยชน์ของขิงไว้หลากหลายเช่น

ชา ๑ แก้ว ขิง ๑ แว่น ขับลมบำรุงกระเพาะดีนักแล

ตื่นนอน ขิง ๓ แว่น ไม่แพ้ซุปใส่โสม

ทุกวันกินขิง ๓ แว่น ไม่ต้องรบกวนหมอสั่งยา

นอกจากคุณสมบัติเป็นสมุนไพรฤทธิ์ร้อนที่ช่วยทำให้ร่างกายอุ่นแล้ว น้ำมันหอมระเหยจากขิงยังมีคุณสมบัติ ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยให้เจริญอาหาร  ในทางยาไทยนิยมใช้ขิงแก่มาปรุงเป็นยา เพราะขิงยิ่งแก่จะยิ่งเผ็ดร้อนและมีสรรพคุณทางยาสูง

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของขิงต่อระบบย่อยอาหาร

  • มีฤทธิ์ปรับสมดุลการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร
  • บำรุงและรักษาแผลกระเพาะอาหาร บริเวณลำไส้เล็กส่วนต้น ช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร
  • กระตุ้นการบีบตัวของถุงน้ำดี ควบคุมการสร้างกรดไขมันชนิดหนึ่งที่ช่วยลดปริมาณเมือกและการเกาะตัวของเมือกในถุงน้ำดี
  • แก้อาการอาเจียนที่เกิดจากความผิดปกติของกระเพาะอาหารและลำไส้

 วิธีต้มน้ำขิง

1-3

  1. ใช้ขิง 2-3 ขีด หั่นให้ชิ้นเล็กลง (ไม่ต้องหั่นละเอียด)
  2. นำมาล้างให้สะอาด และทุบเพื่อให้มีน้ำมันหอมระเหยของขิงออกมา
  3. ต้มกับน้ำสะอาด 1 ลิตร ประมาณ 20 นาที
  4. ใส่เกลือ น้ำตาล หรือ มะนาว ได้นิดหน่อยเพื่อแต่งรสชาติให้ทานง่าย

ดื่มก่อนอาหารเช้า-เย็น 15 นาที ครั้งละครึ่งแก้ว ช่วยให้กระเพาะอาหารมีกำลังมากขึ้น ขับลมที่คั่งค้างในกระเพาะอาหาร ลำไส้ เมื่อกระเพาะอาหารถูกกระตุ้นด้วยน้ำขิงจะมีน้ำย่อยออกมามากและตรงเวลา

3. ขับลมที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารและช่องอก

เมื่อมีลมมากในช่องอกจะรู้สึกอึดอัดหายใจได้ลำบาก ทานอาหารแล้วกลืนไม่ลง แนะนำให้ทาน “ยาหอม” เป็นตัวยาที่หาซื้อได้ทั่วไปแต่ก็ยังมีคนทานน้อย ทานกับน้ำอุ่น หรือ ธรรมดา ก็ได้ผลดี ทานแล้วทำให้ลมในกระเพาะอาหารกระจายตัวไป ไม่อึดอัดทานอาหารและหายใจได้สะดวกขึ้น

2. กระเพาะอาหารอักเสบ มีแผลในกระเพาะอาหาร

  •  แสบร้อนท้อง จุกแน่นท้อง โดยเฉพาะบริเวณใต้ราวนม(ตำแหน่งของกระเพาะอาหาร) มีลมในกระเพาะอาหาร
  • ถ่ายอุจจาระมีสีแดงออกคล้ำๆ หรือดำ เนื่องจากมีเลือดออกในทางเดินอาหาร

สาเหตุ

  • ทานข้าวไม่ตรงเวลา หรือ อดอาหารเป็นเวลานาน
  • กินยาต้านการอักเสบหรือยาแก้ปวดมากเกินไป  โดยเฉพาะการกินยาอย่างต่อเนื่อง เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งยาในกลุ่มนี้จะก่อการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกบุภายในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้
  • การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ่อยๆ จะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกกระเพาะอาหาร และกระตุ้นให้กระเพาะอาหารสร้างกรดเพิ่มขึ้น
  • ความเครียด เมื่อเกิดความความเครียด ร่างกายจะส่งสัญญาณกระตุ้นให้เซลล์กระเพาะอาหารหลั่งกรดเพิ่มขึ้น เกิดการระคายเคือง และ การอักเสบต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร

ควรปรับพฤติกรรม

  • เคี้ยวอาหารช้าๆ และเคี้ยวนานๆ ลดภาระการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้
  • ลดการทานอาหารที่ย่อยยากเกินไปเช่น เนื้อสัตว์ปริมาณมาก
  • ลดการทานอาหารที่ทำให้ระบบย่อยอาหารแย่ลง เช่น กาแฟ นม อาหารทอด
  • ลดความเครียด ด้วยการทำสมาธิ ออกกำลังกายเบาๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ

วิธีแก้ไขอาการแผลในกระเพาะอาหาร

  1. รักษาแผลในกระเพาะอาหาร
  2. เมื่อแผลหายดีแล้วค่อยๆบำรุงกำลังของกระเพาะอาหาร (เหมือนบทความตอนต้น)

 การรักษาแผลในกระเพาะอาหารด้วย
“กล้วยน้ำว้าดิบ”

ในกล้วยดิบมีสารสำคัญที่ให้รสฝาดและช่วยสมานแผลชื่อ “แทนนิน” ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ช่วยป้องกันผนังกระเพาะอาหารไม่ให้เชื้อโรคต่างๆ และป้องกันรสชาติของอาหารที่เผ็ดร้อนเกินไป ทำอันตรายกับผนังกระเพาะอาหารของเราได้

สารสำคัญอีกอย่างหนึ่งในกล้วยทุกชนิดคือ “เซโรโทนิน” ช่วยกระตุ้นให้กระเพาะอาหารสร้างเยื่อเมือกตามธรรมชาติออกมาเคลือบแผล แต่จะไม่กระทบกับการหลั่งน้ำย่อย ซึ่งจะช่วยลดการระคายเคืองและอาการแสบร้อนท้องโดยที่ไม่ทำให้การย่อยลดประสิทธิภาพลง ในขณะที่ยาเคลือบแผลในกระเพาะอาหาร โดยมากออกฤทธิ์เพียงเคลือบป้องกันแผล แต่กล้วยดิบมีฤทธิ์ทั้งป้องกันและสมานแผลในกระเพาะอาหารควบคู่ไปด้วย

 “กล้วยดิบ จึงเป็นยาสมานแผลกระเพาะอาหารที่มีคุณภาพดี
และราคาถูก”

วิธีการทานกล้วยดิบเพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหาร

 

วิธีแรก : แบบทานสด

เพียงแค่นำกล้วยน้ำว้าดิบมาปอกเปลือกออก หั่นเป็นแว่นบางประมาณ 0.5 เซนติเมตร  2-3 แว่น

จุ่มน้ำผึ้งเคี้ยวทานก่อนมื้ออาหารประมาณ 30 นาทีทุกมื้อ หากมีอาการแสบกระเพาะอาหารไม่มากให้ลดการทานลง


เคล็ดไม่ลับ
: การเคี้ยวก่อนกลืนจะช่วยให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น แต่หากไม่ได้จุ่มน้ำผึ้งจะทำให้เวลาเคี้ยวแล้วติดฟัน จึงควรชุบน้ำผึ้งก่อนเคี้ยวกลืน ระยะเวลาประมาณ 15-20 วัน เมื่อหายแสบร้อนท้องก็ค่อยๆ ลดการทานกล้วยดิบลง

วิธีที่สอง : แบบแปรรูป

  1. นำกล้วยน้ำว้าดิบมาล้างให้สะอาด (ไม่ต้องปอกเปลือก) แล้วหั่นเป็นแว่นบางๆ แผ่ในถาด ไม่ให้ชิ้นกล้วยซ้อนกัน
  2. ตากลมหรือแดดสัก 3 แดด แต่ควรระวังไม่ให้อุณหภูมิสูงเกินไป ตากจนกล้วยกรอบและแห้งสนิท
  3. นำมาตำจนละเอียดเป็นผงแล้วเก็บใส่โหล เมื่อจะนำมาทานก็ใช้ผสมกับน้ำอุ่นๆหรือน้ำผึ้งทานก็ยิ่งดี ก่อนอาหารทุกมื้อ 30 นาที ครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีที่สาม : แบบยาลูกกลอน

ทานกล้วยดิบแบบที่เป็นยาลูกกลอนจะมีประสิทธิภาพมากกว่าแบบแคปซูล เพราะจะออกฤทธิ์การรักษาในกระเพาะอาหารได้ทันที ทานก่อนอาหาร 15-30 นาที ปริมาณเม็ดตามที่ฉลากแนะนำ เพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหาร

การรักษาแผลในกระเพาะอาหารด้วย

“กระเจี๊ยบเขียว”

ในฝักกระเจี๊ยบเขียวจะมีสารเมือกพวกเพ็กติน (Pectin) และกัม (Gum) มีสรรพคุณช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ดี อีกทั้งยังช่วยปรับสมดุลความดันโลหิตให้เป็นปกติ  เป็นยาบำรุงสมอง เป็นยาระบายอ่อนๆ  อีกด้วย

ปริมาณที่แนะนำให้ทานกระเจี๊ยบเขียวเพื่อบำบัดอาการต่างๆ

 

5 – 10 ฝัก ก่อนอาหาร ทุกมื้อ หรือทานร่วมกับอาหารเพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหาร กำจัดพยาธิตัวจี๊ด
10 -15 ฝัก มื้อเย็นหรือก่อนนอน เพื่อช่วยระบาย ลดอาการท้องผูก และ ช่วยบำรุงตับ
นอกจากสรรพคุณทางยาแล้ว กระเจี๊ยบเขียว ยังมีเส้นใยอาหารตามธรรมชาติอยู่มาก จึงมีส่วนช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย การล้างพิษ ดีท๊อกซ์ลำไส้ได้ดี  แถมยังมีแคลเซียมช่วยในการบำรุงกระดูกและฟัน มีโฟเลตสูง ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง บำรุงสมอง  ชาวญี่ปุ่นก็นิยมทานกระเจี๊ยบเขียวกันอย่างมาก และถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สั่งนำเข้ากระเจี๊ยบเขียวจากบ้านเรา

Print Friendly, PDF & Email

One comment

  1. Pingback: โร

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*