Home // คู่มือบำบัดโรคยอดฮิต // อ้วนโยโย่ ลดไม่ลง แก้ไขอย่างไรดี

อ้วนโยโย่ ลดไม่ลง แก้ไขอย่างไรดี

จากหนังสือคู่มือบำบัดโรค เล่ม 1
วางจำหน่ายที่ Se-ed Book ทุกสาขา

คู่มือบำบัดโรค เล่ม 1

3-1

ตอนสมัยเด็กคุณผู้อ่านเคยเล่นลูกโยโย่กันบ้างไหม ก็เจ้าลูกกลมๆ ที่มีแกนตรงกลางเอาไว้พันสายเชือก เวลาจะเล่นก็ต้องม้วนเชือกเข้าในแกนให้แน่น แล้วเหวี่ยงแรงๆ เจ้าลูกโยโย่จะเด้งขึ้นเด้งลง ยิ่งเหวี่ยงแรงเท่าไหร่ โยโย่ก็จะดีดกลับเร็วเท่านั้น ของเล่นแบบโบราณสมัยเราเป็นเด็กๆ นี่แหละ เป็นตัวอย่างที่จะทำให้เห็นภาพของภาวะอ้วนจากการลดน้ำหนักที่ผิดวิธีได้เป็นอย่างดี สมกับชื่อ ภาวะ “อ้วนโยโย่”

ภาวะอ้วนโยโย่ หรือ  YoYo Effect อาการเป็นอย่างไร

การพุ่งขึ้นของน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว หลังจากที่เราพยายามลดน้ำหนักด้วยวิธี “หักโหม” จนทำให้น้ำหนักลดลงเร็วเกินไป ไม่ว่าจะเป็น การอดอาหาร การออกกำลังกายที่หนักเกินไป จนถึงวิธีที่อันตรายสุดๆ อย่างการกินยาลดน้ำหนัก พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ภาวะที่ร่างกายเสียสมดุลเร็วเกินไป

ระบบต่างๆ ในร่างกายของเรามีความสามารถในการปรับตัวที่มหัศจรรย์ สามารถปรับการทำงานให้สอดคล้องรองรับกับพฤติกรรมการกินอยู่ของเราได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับระบบเผาผลาญพลังงาน (Metabolism) เมื่อเราลดน้ำหนักด้วยวิธีลดการทานอาหารต่อเนื่องนานเกินไป ร่างกายของเราจะปรับตัวเพื่อการอยู่รอดทันที โดยการสะสมพลังงานจากอาหารที่เรากินไว้ให้มากที่สุด เพื่อให้เจ้าของร่างกายมีชีวิตต่อไปได้ยาวนานที่สุด ดังเช่นคนไข้หลายๆ ท่านเลือกที่จะลดน้ำหนักด้วยการลดการทานอาหารลงแบบหักดิบ ทานแต่น้ำและผลไม้ แป้งขนมปังบ้าง งดเนื้อสัตว์ ด้วยใจที่มุ่งมั่นว่าจะต้องมีรูปร่างที่ดูดีขึ้น ทำได้สักพักแน่นอนว่าน้ำหนักจะต้องลดลงเป็นแน่ แต่สิ่งที่เขาไม่ทราบคือ สมดุลการใช้พลังงานในร่างกายได้เปลี่ยนไปแล้ว เซลล์ของร่างกายที่ขาดสารอาหารจะโหยหาพลังงานและสารอาหารอย่างยิ่ง

กลับมากินเท่าเดิมก็ยังอ้วนขึ้นได้
เมื่อเจ้าของร่างกายได้น้ำหนักที่ต้องการแล้วจึงกลับมาทานอาหารเท่าเดิม แต่คราวนี้ร่างกายที่มีความโหยหาพลังงานจะดูดซึมอาหารประเภทพลังงานมาเก็บไว้ในรูปไขมันจำนวนมากกว่าเดิม ร่วมกับระบบเผาผลาญพลังงานของเราทำงานได้น้อยกว่าแต่ก่อน ทำให้เกิดการสะสมไขมันอย่างรวดเร็ว น้ำหนักพุ่งทะยานขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว จนเจ้าตัวบ่นว่า กินอาหารเท่าเดิมทำไมอ้วนขึ้นไม่หยุดอย่างนี้ ก่อนลดน้ำหนักก็ยังดูดีอยู่หรอก แต่พอลดน้ำหนักผิดวิธี ทำให้หุ่นเจ๊ง ทรวดทรง องเอว หายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ออกกำลังกายอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น

กล้ามเนื้อหายไปอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงที่เราลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร จนถึงขั้นที่ร่างกายรู้สึกขาดสารอาหารอย่างหนักแล้ว มีอีกวิธีหนึ่ง ที่ร่างกายใช้เพื่อปรับตัวให้อยู่รอดได้ นั่นคือ “การเผาผลาญมวลกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานทดแทน”

ดังนั้นผู้ที่อ้วนโดยธรรมชาติ จะมีกล้ามเนื้อที่แน่นกว่า และยังดูแข็งแรงสารมารถออกกำลังกายที่ใช้แรงได้ตามปกติ  ต่างจากผู้ที่อ้วนด้วยภาวะโยโย่ กล้ามเนื้อจะถูกเผาผลาญไปจนเหลือแต่เนื้อเหลวๆ ที่มีแต่ไขมันสะสม และไม่ค่อยมีแรง

สรุปอาการของภาวะอ้วนแบบโยโย่ที่สามารถสังเกตได้ด้วยตนเอง

อ้วนแบบเนื้อเหลว เช่น ท้องแขนห้อยย้อย มีพุง จับแล้วนิ่มไปทั้งตัว

– ตา, ผิว, เล็บ ซีด บางรายอาจซีดเหลือง ใต้ตาคล้ำ ริมฝีปากแห้ง

– ง่วงนอนทั้งวัน อ่อนเพลียบ่อย เหนื่อยง่าย เหนื่อยเร็วหากต้องออกแรง

– ออกกำลังกายอย่างหนักแล้วก็ยังไม่สามารถลดน้ำหนักได้

– หิวบ่อย อยากทานอาหารและเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูงบ่อยๆ เช่น เบเกอรี่ น้ำอัดลม ขนมหวาน ขนมปัง

– น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะทานน้อยลง เป็นต้น

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะอ้วนแบบโยโย่

1. ไม่ทานอาหารเช้าเป็นประจำ

          หลังจากที่เราไม่ได้รับอาหารเป็นเวลา 6-8 ชั่วโมงขณะหลับ เวลาตื่นนอนเป็นเวลาที่เซลล์ของร่างกายกำลังต้องการสารอาหารอย่างมาก หากไม่ได้รับสารอาหารที่มีคุณค่าเซลล์ก็จะโหยหาและพยายามดูดซึมแป้งและน้ำตาลแทนสารอาหารอื่น ในทางการแพทย์แผนจีนถือว่า อาหารมื้อเช้า เป็นขุมพลังงานประจำวันของร่างกาย เป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่จะนำไปใช้สำหรับการทำกิจกรรมต่างๆในแต่ละวัน หากไม่ได้รับอาหารเช้า ร่างกายก็จะดึงเอาพลังงานสำรองมาใช้อยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงจุดหนึ่งที่พลังสำรองของร่างกายพร่องลงมาก จะเกิดอาการอ่อนเพลีย ง่วงนอนทั้งวัน เหนื่อยง่าย สมองไม่แจ่มใส ร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยง่ายเพราะภูมิคุ้มกันลดลง และอยากทานอาหารประเภทที่ให้พลังงานสูง อย่างเช่นของหวาน อาหารประเภทแป้ง อยู่ตลอดเวลา เป็นอย่างนี้แล้วผู้ที่ไม่ชอบทานอาหารเช้า น้ำหนักส่วนเกินจะลดลงได้อย่างไรหนอ

2. ดื่มกาแฟแทนการทานอาหารมื้อเช้า

          เนื่องจากคาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง ทำให้การบีบตัวของหัวใจเร็วขึ้น และปริมาณเลือดที่สูบฉีดต่อนาทีเพิ่มขึ้น กระตุ้นให้ตับเร่งผลิตน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดเร็วขึ้น เพื่อให้ร่างกายตื่นตัวพร้อมทำงาน ซึ่งการกระตุ้นร่างกายด้วยคาเฟอีนบ่อยๆ จำเป็นต้องดึงพลังงานสำรอง (สารอาหารที่มีสะสมในเลือด) มาใช้อยู่เสมอ นานวันเข้าสารอาหารในเลือดก็ย่อมไม่เพียงพอที่จะใช้หล่อเลี้ยงเซลล์ เกิดภาวะเซลล์ขาดสารอาหาร จนต้องกักตุนแป้งและน้ำตาลมาเก็บสะสมไว้ กลายเป็นไขมันพอกพูนตามส่วนต่างๆ ในร่างกาย

          สรุปให้ง่ายก็คือยิ่งกระตุ้นด้วยกาแฟมากเท่าไหร่ก็ยิ่งอ่อนเพลีย ร่างกายจะยิ่งดูดซึมอาหารกลุ่มพลังงานมากขึ้นกลายเป็นคนอ้วนที่ไม่มีแรงง่วงนอนอยู่เสมอ

3. อดอาหารเพื่อลดน้ำหนักนานเกินไป

          เป็นวิธียอดฮิตสำหรับผู้ที่มีความทรหดอดทน ต่อความหิวและความอยาก ทานแค่พอสู้กับความหิวนิดเดียวเท่านั้น หลายท่านก็ทานผลไม้แทนอาหารไปเสียเลยเป็นเวลานานจนเกินไปช่วงสัปดาห์แรกก็ยังดีอยู่หรอกเพราะน้ำหนักลดได้ และสารอาหารในเลือดจะเหลืออยู่บ้าง แต่อดมากเกินไปจนเกินพอดีก็จะทำให้เลือดไม่มีคุณภาพ ระบบการย่อยและดูดซึมสารอาหารต้องใช้เลือดที่มีคุณภาพในการทำงานจึงจำเป็นต้องทำงานน้อยลงเพราะเลือดที่มีคุณภาพหมดไป เหลือไว้แต่หน้าที่ดูดซึมอาหารที่ให้พลังงาน คราวนี้จะกินน้อยอย่างไรก็ไม่ผอมลงแล้ว แถมยังอ้วนขึ้นอีก เห็นไหมครับอดมากๆ แล้วอ้วนก็เป็นไปได้

4. ทานยาลดน้ำหนักที่ทำให้ไม่อยากอาหารและกระตุ้นการใช้พลังงานของร่างกายมากเกินไป

          การทานยาลดความอ้วนจะเข้าไปกดประสาท ทำให้เรารู้สึกว่าอิ่ม ทั้งๆที่ความจริงแล้วร่างกายกำลังขาดและโหยหาอาหารอยู่ตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่เราหยุดกินยา เซลล์ร่างกายที่โหยหาพลังงานจะกระตุ้นให้เรากินอาหารอย่างไม่หยุดยั้งโดยเฉพาะอาหารกลุ่มพลังงาน ถึงช่วงเวลานั้น เราจะทนทานต่อความอยากอาหารได้ยาก เกิดเป็นภาวะอ้วนโยโย่แบบที่รวดเร็ว รุนแรง


เราลองมาดูข้อมูลเพิ่มเติมกันสักหน่อยว่าประเภทของยาลดน้ำหนักโดยทั่วไป มีส่วนผสมอะไรกันบ้าง อันตรายจริงหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน

ส่วนผสมอันตรายที่ถูกห้ามใช้ในอาหารเสริมลดน้ำหนัก (แต่มักถูกนำมาใช้อยู่เสมอ)

1. Sibutramine เป็นสารที่สามารถพบในอาหารเสริมลดน้ำหนักมากที่สุด ออกฤทธิ์ควบคุมการเผาผลาญของร่างกาย ลดความอยากอาหาร รู้สึกอิ่มง่าย แต่มีผลข้างเคียงทำให้ปากแห้ง คอแห้ง ใจสั่น ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ท้องผูก และที่พบบ่อยคือ ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็วขึ้น ถ้าหากรับประทานมากเกินไปอาจบีบหัวใจ จนถึงขั้นเสียชีวิตได้

2. Fenfluramine ออกฤทธิ์คล้ายกับสาร Sibutramine ซึ่งทำให้ไม่รู้สึกหิว แต่จะส่งผลกระทบต่อลิ้นหัวใจ จนอาจทำให้เสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจได้

3. Dexfenfluramine ออกฤทธิ์กดประสาท ทำให้ไม่รู้สึกหิวตลอดทั้งวัน ส่งผลให้เกิดอาการขาดสารอาหาร ไร้เรี่ยวแรง ซึมเศร้า หงุดหงิดง่าย เมื่อใช้ยานี้เป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดอาการประสาทหลอนและคลุ้มคลั่งได้

4. Phentermine ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางทำให้ความอยากอาหารลดลง ถูกจัดให้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 2 ซึ่งมีการควบคุมการซื้อขายเอาไว้เฉพาะในโรงพยาบาลและคลินิกสำหรับผู้ป่วยเฉพาะทาง เนื่องจากมีผลข้างเคียงสูง สามารถทำให้เกิดอาการติดยาได้

5. ไทรอยด์ฮอร์โมน ช่วยเพิ่มอัตราเผาผลาญพลังงานในร่างกายให้มากขึ้น แต่มีผลข้างเคียง โดยจะไปเพิ่มการทำลายโปรตีนของกล้ามเนื้อ ใจสั่น หรือมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ในผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักบางยี่ห้อที่ต้องการให้เห็นผลรวดเร็วทันใจยิ่งขึ้น อาจมีส่วนผสมของสารต่างๆ เหล่านี้ด้วยเช่น

  • ยาขับปัสสาวะ เพื่อขับน้ำออกจากร่างกายทำให้น้ำหนักดูเหมือนลดลงเร็ว แต่ยาขับปัสสาวะไม่ได้มีผลในการลดแคลอรี่ที่ร่างกายได้รับ มีผลเพียงทำให้ปริมาณน้ำในร่างกายลดลงเท่านั้น ผลเสียคือทำให้สูญเสียสมดุลของเกลือแร่ที่สำคัญต่อร่างกายไปด้วย ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายอาการผิดปกติต่อหัวใจ สมอง และอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ยากลุ่มนี้ไม่ควรนำมาใช้ในการลดน้ำหนักเป็นอย่างยิ่ง
  • ยาถ่ายหรือยาระบาย เพื่อกระตุ้นลำไส้ใหญ่ให้บีบตัวทำให้ถ่ายมากหรือบ่อยขึ้น เพื่อขับไล่อาหารออกจากทางเดินอาหารภายหลังการรับประทานยาเข้าไป ทำให้รู้สึกว่าน้ำหนักลดลง แต่การใช้ยาระบายในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการท้องเดิน ร่างกายสูญเสียสมดุลของน้ำและเกลือแร่ เกิดอันตรายได้ เมื่อใช้ติดต่อกันนานๆ ร่างกายจะเริ่มทนต่อยา คือ ใช้ยาในขนาดเท่าเดิมแต่ผลการรักษากลับลดลง หากต้องการให้ขับถ่ายเท่าเดิม ก็ต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้น ยาระบาย ควรใช้เพื่อบรรเทาอาการท้องผูกเป็นครั้งคราวเท่านั้น ไม่ควรนำมาใช้ในการลดความอ้วน
  • ยาลดการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหาร ยานี้ไม่มีผลต่อการลดน้ำหนัก แต่ใช้เพื่อลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากยาลดความอยากอาหารที่มีผลทำให้ไม่หิว ทำให้ไม่แสบร้อนกระเพาะอาหาร ซึ่งหากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานๆจะส่งผลให้การหลั่งน้ำย่อยผิดปกติได้
  • ยาลดอัตราการเต้นของหัวใจ เช่น โพรพราโนลอล (Propranolol) ที่ปกติจะใช้เพื่อรักษาโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ แต่ถูกนำมาใช้ร่วมกับยาชุดลดความอ้วนเพื่อลดอาการใจสั่นจากผลข้างเคียงของยาลดความอยากอาหาร และไทรอยด์ฮอร์โมน แต่ตัวยาโพรพราโนลอลเองก็ก่อให้เกิดผลข้างเคียงเช่นกัน ได้แก่ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หัวใจเต้นช้า ความดันโลหิตต่ำ เป็นต้น

แทนที่เราจะใช้สุขภาพของเราเพื่อแลกกับความร่ำรวยของเจ้าของผลิตภัณฑ์ ควรนำเงินไปซื้อเสื้อผ้ากับรองเท้ากีฬาคุณภาพดี แล้วเริ่มออกกำลังกายกันดีกว่า

วิธีแก้ไขเมื่อเกิดปัญหาอ้วนแบบโยโย่ ตามแนวทางของ ดิ อโรคยา

คนที่มีภาวะอ้วนแบบโยโย่ ในมุมมองของ ดิ อโรคยา เป็นผู้ที่เหลือสารอาหารที่ดีในร่างกายน้อยเต็มที ในเลือดและเซลล์ต่างๆ เต็มไปด้วยน้ำตาลและไขมัน มวลกล้ามเนื้อสลายไปมาก ระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายจึงแย่ลง จึงต้องเร่งปรับปรุงที่การทานอาหารรวมถึงระบบย่อยสลายอาหาร ด้วยการเติมสารอาหารใหม่เข้าเลือดและเซลล์ในร่างกายอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเซลล์ของร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ สังเกตได้จาก เริ่มมีหน้าตาสดชื่น ปากและลิ้นไม่ซีด ร่างกายมีกำลังดี ไม่เวียนหัวเมื่อตื่นนอน ไม่หิวบ่อยๆ หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันส่วนเกินที่ถูกกักเก็บไว้ ยิ่งมีกล้ามเนื้อมากก็จะยิ่งเผาผลาญพลังงานงานได้มากไม่อ้วนง่าย เพราะกล้ามเนื้อของเราต้องการพลังงานเพื่อหล่อเลี้ยงตลอดเวลา 

โดยจะแบ่งขั้นตอนในการบำบัดออกเป็น 2 ระยะคือ

ระยะที่ 1. เติมสารอาหารให้เลือดและเซลล์อย่างต่อเนื่องเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ลดการดูดซึมอาหารกลุ่มพลังงาน

ระยะที่ 2. เผาผลาญไขมันส่วนเกิน เพิ่มมวลกล้ามเนื้อเพื่อปรับระบบเผาผลาญให้กลับมาทำงานได้ดีเช่นเดิม

การบำบัด ระยะที่ 1 – เติมสารอาหาร ประมาณ 3 เดือน

เนื่องจากสารอาหารในเลือดและเซลล์เหลือน้อยมานาน เป็นช่วงที่เซลล์ของร่างกายขาดอาหารและอ่อนแอ ให้เริ่มทำการบำบัดรักษาโดย


1. เติมสารอาหารเข้าสู่เลือดให้นำพาเข้าสู่เซลล์ โดยเลือกแหล่งพลังงานจากอาหารที่ร่างกายไม่ต้องใช้กำลังในการย่อยอาหารมากนักเพื่อลดการดูดซึมแป้งและน้ำตาล เช่น สาหร่ายเกลียวทอง น้ำมันมะพร้าว น้ำธัญพืชชง น้ำข้าวกล้อง เป็นต้น

2. เพิ่มธาตุไฟในร่างกาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบย่อยและดูดซึมอาหารให้กลายเป็นสารอาหารเข้าสู่เซลล์ด้วยสมุนไพรฤทธิ์ร้อน เช่น ขมิ้น ขิง หรือ พริกไทยดำ ทานก่อนอาหาร 15 นาที

3. ทานโปรไบโอติค (จุลินทรีย์ที่ดี) เพื่อช่วยย่อยสลายอาหารในลำไส้ให้กลายเป็นเลือดที่มีคุณภาพดี มีสารอาหารเพียงพอสำหรับหล่อเลี้ยงเซลล์จนกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

การปรับพฤติกรรมในระยะที่ 1 ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน

1. ลดการทำงานที่หนักเกินไป รวมถึงลดความเครียด เพื่อถนอมสารอาหารในเลือดและพลังงานสำรองของร่างกายให้เพียงพอสำหรับใช้ซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ เมื่อมีการใช้ร่างกายเกินกำลังหรือเกิดความเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนต้านความเครียดที่มีชื่อว่าคอร์ติซอล(cortisol) ออกมา เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมรับมือกับสภาวะกดดันต่างๆ หลังจากนั้น คอร์ติซอล จะส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อกระตุ้นให้เกิดความหิว เป็นการเรียกร้องให้ร่างกายหาพลังงานมาเตรียมไว้ชดเชยพลังงานที่กำลังจะถูกใช้ โดยปกติแล้วพลังงานที่ร่างกายจะเรียกร้องเป็นอันดับแรก ก็คือพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต คนที่เครียดง่ายจึงมีโอกาสติดของหวานและอาหารแป้งมากกว่าปกติ ยิ่งเครียดก็ยิ่งกิน ยิ่งกินก็ยิ่งอ้วน

2. ยังไม่ควรออกกำลังกายหักโหม เพราะสารอาหารในเลือดยังไม่เพียงพอกับการออกกำลังกาย การออกกำลังกายจนเกินกำลังในช่วงนี้ จะทำให้ร่างกายต้องดึงเอาพลังงานสำรองมาใช้มากเกินไป จนอาจเข้าสู้ภาวะที่ร่างกายขาดสารอาหาร นอกจากจะไม่ช่วยให้ผอมอย่างแข็งแรงแล้ว ยังจะทำให้เราโหยหาพลังงานจากแป้งและน้ำตาลเพิ่มขึ้นอีก หลังออกกำลังกายอาจจะหิวจนทานอย่างไม่ระวังได้ อย่างที่เราชอบพูดกันว่า ยิ่งออกกำลังกายก็ยิ่งหิว ยิ่งกินจุ และยิ่งอ้วน

นอกจากนี้ ในช่วงนี้มวลกล้ามเนื้อของเรายังไม่ได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟูมากพอ การออกกำลังกายที่มากเกินไปอาจทำให้ร่างกายต้องเผาผลาญมวลกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงาน จะยิ่งทำให้การสร้างกล้ามเนื้อเพื่อปรับปรุงระบบเผาผลาญพลังงานนั้นทำได้ลำบากยิ่งขึ้น

3. ออกกำลังกายเบาๆ ที่เน้นการเคลื่อนไหวควบคู่กับการหายใจเพื่อเพิ่มออกซิเจนในเลือด เช่น เดินวันละ 30 นาที หรือ แกว่งแขน 15 นาที เช้า-เย็น โยคะ รำมวยจีน เต้นเข้าจังหวะ พร้อมกับหายใจเข้าออกช้าๆ ให้ลึก ยาว และเป็นจังหวะ

ข้อสำคัญ ระบบเผาผลาญพลังงานของมนุษย์เราต้องใช้ “ออกซิเจน” เป็นตัวขับเคลื่อน หากได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ระบบเผาผลาญพลังงานก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าเราหายใจได้ถูกต้อง ร่างกายได้รับออกซิเจนมากพอ ระบบเผาผลาญพลังงานก็จะยิ่งทำงานได้ดี การซ่อมแซมฟื้นฟู เซลล์ เนื้อเยื่อ และการสร้างมวลกล้ามเนื้อก็จะมีประสิทธิภาพ แต่หากเราหายใจไม่ถูกต้อง หายใจสั้น ร่างกายที่ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอก็จะทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เหนื่อยง่าย ออกกำลังกายได้ไม่ทน การซ่อมแซมเซลล์ เนื้อเยื่อต่างๆ และการสร้างกล้ามเนื้อก็จะไม่มีประสิทธิภาพตามไปด้วย จะเห็นได้จากคนที่น้ำหนักเกินหลายท่านจะหายใจถี่เป็นช่วงสั้นๆ ไม่สามารถหายใจยาวๆ ได้

4. ไม่ควรทานอาหาร-ขนมหวาน กาแฟ น้ำอัดลม ชาเย็น และน้ำเย็น อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง จากจะไม่มีคุณค่าทางอาหารและทำให้อ้วนแล้ว น้ำตาลยังเป็นตัวการสำคัญทำให้เลือดของเราข้นหนืด ไหลเวียนนำสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ ลำเลียงของเสียไปกำจัดออกจากร่างกายลำบาก เป็นเหตุให้เซลล์ขาดสารอาหาร และกลไลการขับของเสียออกจากร่างกายไม่มีประสิทธิภาพ เกิดของเสียสะสมในเลือดและเซลล์มาก ทั้งยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบภายในร่างกาย ยิ่งเราดื่มนานวันเข้า นอกจากจะทำให้น้ำหนักเพิ่มแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดตามมาด้วย วันๆหนึ่งคนเราทานน้ำตาลไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา แต่มาดูกันว่าน้ำเหล่านี้มีน้ำตาลอยู่เท่าไหร่กัน

ประเภท ขนาด (มิลลิลิตร) มีน้ำตาล (ช้อนชา)
นมเปรี้ยว 180 3
น้ำอัดลม (สีดำ) 250 6
ชาเขียว 500 6
ชารสผลไม้ 500 14

5. ทานอาหารเป็นมื้อ ไม่ทานอาหารจุกจิก และทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ในทางการแพทย์แผนจีนมองว่า เราควรทานอาหารให้ตรงเวลาทุกมื้อ เพราะร่างกายของเราจะปรับการหลั่งน้ำย่อยให้สอดคล้องกับเวลาทานอาหาร หากเราทานอาหารโดยแบ่งซอยเป็นมื้อเล็กๆเกินไป อาจจะรบกวนการหลั่งน้ำย่อยของกระเพาะอาหาร ทำให้การย่อยอาหารไม่มีประสิทธิภาพได้ หลักการทานอาหารที่แนะนำคือ หนักมื้อเช้า เบามื้อเที่ยง และเลี่ยงมื้อเย็น ทานมื้อเช้าที่มีคุณค่าทางอาหารสูงเพื่อให้ร่างกายพร้อมรับมือกับภารกิจประจำวันโดยไม่ต้องรบกวนพลังงานสำรอง ทานกลางวันให้น้อยลง ทานมื้อเย็นให้น้อยที่สุด เน้นการทานผัก ผลไม้ และควรงดการทานอาหารที่ย่อยยากเกินไป

6. นอนไม่เกิน 5 ทุ่มเพื่อให้ตับทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

7. ตับ นอกจากจะเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายแล้วยังรับภาระหน้าที่มากมาย เช่น

– เป็นโรงงานแปรรูปอาหาร อาหารที่เราทานเข้าไปรวมถึงยาและวิตามินต่างๆ หลังจากที่ผ่านการย่อยมาจากทางเดินอาหารแล้ว ตับจะทำหน้าที่นำสารอาหารเหล่านั้นมาแปลงสภาพให้มีโมเลกุลที่เล็กลงจนมีขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งานในส่วนต่างๆ ของร่างกายอีกครั้งหนึ่ง

– ตับมีหน้าที่ในการผลิตน้ำดีเพื่อใช้ย่อยสลายไขมัน

– ตับเป็นโกดังเก็บสะสมพลังงานและสารอาหาร รวมทั้งวิตามินต่างๆไว้เพื่อให้ร่างกายนำมาใช้ยามขาดแคลน

– ตับมีหน้าที่นำโปรตีนเก่าๆมารีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่

หน้าที่ของตับที่กล่าวมานั้น ล้วนสัมพันธ์และสำคัญต่อการลดน้ำหนักของเราเป็นอย่างมาก สารอาหารต่างๆจากอาหารที่เราทาน จะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นพลังงาน สร้างเลือด สร้างมวลกล้ามเนื้อให้เราได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของตับด้วย ตับเป็นอวัยวะที่มีความสามารถในการซ่อมแซมตัวเอง ตามหลักนาฬิกาชีวิตในแนวทางการแพทย์แผนจีน เวลา 1.00-3.00 น. เป็นเวลาที่พลังชีวิตจะโคจรมาที่ตับ หากเราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในเวลานี้ ตับก็จะทำการฟื้นฟู ซ่อมแซมตัวเองได้โดยสะดวก ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

7. งดอาหาร Junk Food อาหารประเภทนี้นอกจากจะมีคุณค่าทางอาหารต่ำ ยังอุดมไปด้วยแป้ง น้ำตาล ไขมันที่ผ่านกรรมวิธี (ไขมันทรานส์) วัตถุปรุงแต่ง และสารกันเสีย ที่ก่อให้เกิดภาระต่อร่างกายในการย่อย ดูดซึม และกำจัดทิ้ง เป็นอย่างมาก

8. ดื่มน้ำเปล่า (ไม่เย็น) ให้เพียงพอในแต่ละวัน ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำถึง 70% ในเลือดมีน้ำเป็นองค์ประกอบถึง 92%  มวลกล้ามเนื้อมีน้ำเป็นองค์ประกอบอยู่ 75%เซลล์ทุกๆ เซลล์ประกอบด้วยน้ำ 60 % เพราะฉะนั้นหากขาดน้ำ เลือดของเราก็จะหนืดเหนียวเป็นน้ำเชื่อม นำพาสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์และกล้ามเนื้อได้ลำบาก เซลล์เมื่อขาดน้ำก็จะพยายามกักตุนน้ำมากขึ้น จนเกิดภาวะที่เรียกว่า “บวมน้ำ” การสร้างและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ รวมทั้งกระบวนการขับของเสียก็จะไม่มีประสิทธิภาพเช่นกัน

การบำบัด ระยะที่ 2 เผาผลาญไขมันส่วนเกิน ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน

เมื่อเซลล์ในร่างกายได้รับสารอาหารเพียงพอแล้ว ก็จะลดการดูดซึมอาหารกลุ่มที่ให้พลังงานได้รวดเร็วอย่างแป้งและน้ำตาลลง ในช่วงนี้ร่างกายจะเริ่มสร้างกล้ามเนื้ออีกครั้งหนึ่ง “เป็นช่วงเวลาทอง” ในการดึงเอาไขมันที่สะสมมาเป็นพลังงาน เพราะกระบวนการสร้างกล้ามเนื้อนั้นต้องใช้พลังงานมาก ดังนั้นการลดน้ำหนักในระยะที่ 2 เราจึงควรออกกำลังกายแบบที่ใช้แรงต้านเยอะขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างกล้ามเนื้อได้ดียิ่งขึ้นควบคู่ไปกับการออกกำลังกายตามปกติด้วย

อาหารและสมุนไพรที่แนะนำเพิ่มเติมสำหรับการลดน้ำหนักในระยะนี้

1. กลุ่มอาหารที่มีโปรตีนสูง ในระยะนี้ เราต้องออกกำลังกายแบบที่เน้นการสร้างกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น ร่างกายจำเป็นต้องได้รับโปรตีนและสารอาหารอื่นๆ อย่างเพียงพอ เช่นการทานธัญพืชไม่ขัดสี เนื้อสัตว์ (ย่อยง่าย) สาหร่ายเกลียวทอง หรือ คอลลาเจน

2. สมุนไพรช่วยเพิ่มการเผาผลาญ เช่น ส้มแขก พริกไทย ดอกคำฝอย ทานก่อนอาหารเช้า-เย็น เพื่อเพิ่มธาตุไฟในการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย

3. Psyllium Husk หรือ เม็ดแมงลัก ชงกับน้ำอุ่น ทานก่อนอาหารเที่ยง 30 นาที เนื่องจากเส้นใยอาหารเหล่านี้มีคุณสมบัติสามารถพองตัวดูดซับน้ำ ช่วยลดการดูดซึมแป้ง น้ำตาล ไขมัน ผลักดันอุจจาระตกค้างออกจากร่างกายได้มากขึ้น และช่วยให้ร่างกายไม่ร้อนจนเกินไปจากการทานสมุนไพรเพิ่มการเผาผลาญ

การปรับพฤติกรรม ระยะที่ 2

เริ่มออกกำลังกายเพิ่มขึ้น โดยเน้นการออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ คนทั่วไปนิยมเรียกว่าการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง (Weight Training) คือการออกกำลังแบบที่ต้องใช้กำลังในการออกแรงต้าน อย่างการยกน้ำหนักด้วยอุปกรณ์ต่างๆ หรือใช้น้ำหนักของร่างกายเราเองเป็นเครื่องมือในการออกกำลังกายอย่างที่เรียกกันว่าบอดี้เวท (Body Weight) เช่น การเดินทางชัน การลุกนั่ง (Squat) การวิดพื้น เป็นต้น

ทำไมจึงต้องเน้นการสร้างกล้ามเนื้อ

ในปัจจุบันได้มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์รับรองแล้วว่าการลดความอ้วนที่ได้ผลดีที่สุดควรจะต้องมีการเล่นเวทเทรนนิ่งควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากเวทเทรนนิ่งช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกายให้สูงขึ้น และทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานหลังจากเล่นได้ยาวนานถึง 48 ชั่วโมง หมายความว่าไขมันจะถูกใช้เผาเป็นพลังงานทั้งวันแม้ตอนหลับ

ร่างกายของคนเรามีความสามารถในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดได้ดี ดังนั้น อวัยวะใดที่ไม่ได้ใช้งานนานๆเข้า ร่างกายก็จะไม่ส่งอาหารไปเลี้ยงเพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองสารอาหารและพลังงานโดยเปล่าประโยชน์  แต่ในทางกลับกัน อวัยวะใดที่มีการใช้งานมากกว่าปกติบ่อยเข้า ร่างกายก็จะพยายามซ่อม สร้าง ฟื้นฟูให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้นเพื่อรองรับการใช้งาน  กล้ามเนื้อก็เช่นกัน เมื่อถูกใช้งานเกินกำลังจากการออกกำลังแบบเวทเทรนนิ่ง ก็จะเกิดการซ่อม สร้าง ฟื้นฟูขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ขณะที่เราไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อส่วนนั้นๆ  และในกระบวนการซ่อม สร้าง ฟื้นฟูนี่เอง ที่ร่างกายจะต้องดึงเอาไขมันสะสมมาเผาผลาญเป็นพลังงานอยู่ตลอดเวลา

โดยทั่วไประยะเวลาในการซ่อมสร้างกล้ามเนื้อของเราหลังการใช้งานแต่ละครั้งจะใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 48 ชั่วโมง หมายความว่าหลังการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง แม้เราจะนั่งเฉยๆ หรือนอนหลับก็ตาม ร่างกายยังคงมีการเผาผลาญไขมันเพื่อเป็นพลังงานให้กล้ามเนื้ออยู่ตลอดเวลา นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคนที่มีกล้ามเนื้อแน่นๆ จึงมีระบบการเผาผลาญพลังงานที่ดี ทานเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยอ้วน

การออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง ควรเริ่มออกกำลังกายจากส่วนของกล้ามเนื้อมัดที่ใหญ่ที่สุดคือ กล้ามเนื้อส่วนขาและสะโพก ไปหาส่วนของกล้ามเนื้อมัดเล็กๆ ทำอย่างสม่ำเสมอให้ครบทุกส่วนแต่ควรมีวันหยุดพักอย่างน้อย 2 วัน/สัปดาห์ เพื่อให้เกิดการซ่อมแซมและฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่สมบูรณ์

ข้อควรระวัง : การออกกำลังกายแบบ Weight Training ที่หักโหมจนเกินไป ไม่มีวันหยุดพัก หรือหยุดพักน้อยเกินไป จะส่งผลเสียมากกว่าผลดี เพราะเมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้มากเกินไปจนสารอาหารที่ได้รับไม่เพียงพอ ร่างกายก็จะเผาผลาญมวลกล้ามเนื้อเองมาใช้เป็นพลังงาน นอกจากจะทำให้กล้ามเนื้อไม่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังทำให้เกิดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้ง่าย และอ่อนเพลียเรื้อรังในระยะยาวอีกด้วย

ตัวอย่างท่าออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งเพื่อลดความอ้วนอย่างง่าย

1. ท่าลุก-นั่ง (Squat)
aquat


วิธีการออกกำลังกาย

  1. ให้ยืนเท้าแยกจากกันพอประมาณ (กว้างพอดีกับหัวไหล่) ยกแขนทั้ง 2 ข้างไปด้านหน้าให้ขนานกับพื้น
  2. ค่อยๆ ย่อตัวลงช้าๆ ในลักษณะคล้ายเวลาจะนั่งเก้าอี้
  3. ทำต่อเนื่อง 20 ครั้ง พัก 30 วินาที นับเป็น 1 รอบ (ติดต่อกัน 2-3 รอบ)

2. บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนบน

วิธีการออกกำลังกาย

  1. นอนราบกับพื้น ชันเข่าขึ้น จากนั้นวางมือ 2 ข้างไว้ที่ต้นขา
  2. ยกลำตัวส่วนบนขึ้นจนปลายนิ้วมือเลื่อนไปแตะที่หัวเข่า แล้วเอนตัวลงนอนในท่าเดิม
  3. ทำต่อเนื่อง 20 ครั้ง พัก 30 วินาที นับเป็น 1 รอบ (ติดต่อกัน 2-3 รอบ)


3. บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนล่าง และสะโพก


วิธีการออกกำลังกาย

  1. นอนราบกับพื้น วางมือ 2 ข้างแนบลำตัว
  2. ค่อยๆ งอเข่าแล้วยกขาทั้ง 2 ข้างเหยียดขึ้นพร้อมกัน ความสูงในระดับเท่าที่ทำไหว จากนั้นวางขาลงนอนในท่าเดิม
  3. ทำต่อเนื่อง 20 ครั้ง พัก 30 วินาที นับเป็น 1 รอบ (ติดต่อกัน 2-3 รอบ)


4. 
บริหารกล้ามเนื้อบริเวณต้นขา สะโพก

วิธีการออกกำลังกาย

  1. ยืนตัวตรง แยกขาห่างกันเล็กน้อย ยื่นแขนทั้ง 2 ข้างไปข้างหน้า มือประสานกันไว้ เพื่อสะดวกในการทรงตัว
  2. ยกขาซ้ายขึ้นกางออกด้านข้าง แล้ววางขาชิดกันในท่าเดิม ล
  3. ทำต่อเนื่อง 20 ครั้ง แล้วสลับข้างทำต่อเนื่องอีก 20 ครั้ง พัก 30 วินาที นับเป็น 1 รอบ (ติดต่อกัน 2-3 รอบ)

 5. บริหารกล้ามเนื้อหลายส่วนพร้อมกัน

วิธีการออกกำลังกาย

  1. นอนคว่ำ วางแขนทั้ง 2 ข้างในลักษณะงอข้อศอกไว้ชิดหน้าอก ขาวางตั้ง ปลายนิ้วเท้าติดพื้น ส้นเท้าอยู่ด้านบน จากนั้นค่อยๆ ยกตัวขึ้น หลัง และขาตรง นับ 1-10 วางตัวลงในท่าเตรียมตามข้อที่ 1
  2. ทำต่อเนื่อง 3 รอบ แต่ละรอบพัก 30 วินาที

 

*** ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงลดน้ำหนักหรือไม่ก็ตาม การดื่มน้ำเปล่าไม่เย็นให้ได้ 10-12 แก้วต่อวัน จำเป็นต่อการมีสุขภาพดีอย่างมาก น้ำเปล่า นอกจากจะช่วยให้ปรับอุณหภูมิร่างกายให้ลดความร้อนจากการเผาผลาญลง เร่งการขับของเสียออกให้รวดเร็วขึ้นแล้ว ยังช่วยทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ลื่นไหล ไม่ติดขัด เมื่อระบบต่างๆในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เจ้าของร่างกายก็ย่อมจะมีสุขภาพที่ดีตามไปด้วย ***

จุลินทรีย์ที่ดีมีประโยชน์ต่อการลดน้ำหนัก

หรือที่นิยมเรียกกันว่า “โพรไบโอติกส์” ถือว่าเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ อย่างเช่น ไบฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacteria) แลคโตบิซิลไล (Lactobacilli)  “โพรไบโอติกส์” มักจะพบอยู่ในอาหารประเภทหมักดองที่มีรสเปรี้ยว โดยในระหว่างการหมักอาหาร จุลินทรีย์ชนิดนี้จะทำหน้าที่ในการเปลี่ยนสารอาหารบางชนิดให้กลายเป็นกรดแลคติก ทำให้อาหารเกิดรสเปรี้ยวพร้อมกับสร้างสารที่ให้กลิ่นหอมชวนกิน

แม้คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า โพรไบโอติกส์ คือ นมเปรี้ยวและโยเกิร์ต แต่ที่จริงแล้ว จุลินทรีย์ที่อยู่ในนมเปรี้ยวและโยเกิร์ตนั้น อาจจะมีเหลืออยู่น้อยมาก กว่าจะมาถึงมือผู้บริโภค ด้วยข้อจำกัดหลายด้าน เช่นอุณหภูมิที่ไม่คงที่ระหว่างการขนส่ง ระยะเวลาในการเก็บรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ตที่ผ่านการฆ่าเชื้อหรือมีการปรุงแต่งเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา เป็นต้น
จุลินทรีย์ที่ดีสามารถหาได้ง่ายจากอาหารที่อุดมด้วยโพรไบโอติกส์ที่ใกล้ตัวเรายิ่งกว่า นั่นคือ บรรดา “อาหารหมักดอง ของดีของไทย” เช่น ผักดอง แหนม ข้าวหมาก แม้กระทั่งปลาร้า หรือ น้ำหมักชีวภาพ

การมีจำนวนประชากร โพรไบโอติกส์ ในลำไส้เป็นจำนวนมาก จะทำให้ระบบการย่อย การดูดซึมสารอาหารของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เลือดของเราก็จะเป็นเลือดที่มีคุณภาพ อุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์สำหรับหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ทำให้เซลล์อิ่ม ไม่ตกอยู่ในภาวะขาดสารอาหาร กระบวนการเพิ่มกล้ามเนื้อและเผาผลาญไขมันก็จะดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

3-11

 

ยิ่งเครียดยิ่งอ้วน

ทุกวันนี้คนเครียดก็เลยต้องกิน เพื่อคลายเครียด สุดท้ายก็เลยอ้วนขึ้น จึงไปหาที่ออกกำลังกาย คิดว่าอาการเครียดและอ้วนจะดีขึ้น มีหลายคนที่ดีขึ้น แต่มีอีกหลายคนมีอาการแย่ลง ยังเครียดและอ้วนเหมือนเดิม ออกกำลังกายด้วยความเครียดความคาดหวังสูง จึงกลับไปกินอาหารเพิ่มขึ้น

ยิ่งเครียดร่างกายก็ยิ่งสะสมอาหารกลุ่มให้พลังงาน เพื่อเตรียมพร้อมให้ร่างกายใช้เวลาคิดมากๆ ต้นเหตุของเรื่องนี้คือความเครียด ต้องแก้ต้นเหตุให้ได้ก่อน โดย

1. หากิจกรรมที่ชอบทำ ทำแล้วมีความสุข ใช้สมองน้อย ใช้ร่างกายมากกว่า เช่น ปลูกต้นไม้ ดูแลสวน เดินออกกำลังเวลาเช้า อากาศบริสุทธิ์ ทำโยคะ ฤาษีดัดตน รำมวยจีน เดินจงกรม ทำงานบ้าน เมื่อสติอยู่กับร่างกายก็จะไม่คิดมาก ลดภาวะความคิดฟุ้งซ่าน คิดวนซ้ำเรื่องเดิม

2. ลดการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีทันสมัย เช่น โทรศัพท์มือถือ แทบเลต ทีวี เปลี่ยนเป็นคุยกับคนรอบข้างเพิ่มขึ้น เพื่อเรียนรู้ความทุกข์และความสุขของผู้อื่น ช่วยลดการหมกมุ่นอยู่กับตนเอง

3. นอนหลับให้สนิท โดยการอ่านหนังสือ สวดมนต์ นั่งสมาธิสั้นๆ ก่อนนอน ช่วยให้ลดความคิดฟุ้งซ่าน ลดการใช้กำลังจากสมอง จะทำให้ร่างกายผลิตเลือดที่มีคุณภาพ ขณะนอนหลับสนิท ไม่นอนดึกเกินไป

—————————————–

          คุณศศิธร อายุ 29 ปี น้ำหนัก 104 กก. อยู่จังหวัดทางภาคเหนือ เข้ามารักษาโรคอ้วน ซึมเศร้า เข้ามารักษาที่คลินิกตั้งแต่พฤษภาคม 2556 ด้วยอาการดังนี้

1. น้ำหนักขึ้นจาก 70 กก. เพิ่มเป็น 104 กก. ภายในเวลา 1 ปีกว่า
2. เป็นโรคซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ทานยารักษาอาการซึมเศร้าติดต่อกัน 5 ปีแล้ว
3. นอนกรนประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา
4. ประจำเดือนมาไม่ปกติ บางเดือนก็ไม่มา มีอาการระดูขาวก่อนมีประจำเดือนเป็นเวลา 2 ปีแล้ว
5. ปวดเมื่อยตามร่างกาย บางวันก็ปวดร่างกายซีกขวามากจนนอนไม่ได้ บางวันก็ชาตามร่างกาย
6. ป่วยมีไข้บ่อย ต้องกินยาแก้ปวดลดไข้ประจำ
7. เหนื่อยอ่อนเพลีย ต้องนอนพักผ่อนกลางวัน
8. ไม่สบตาเวลาพูดคุยด้วย

เพียงแค่อาการที่เป็นก่อนมารักษา ก็ไม่รู้จะรักษากันหายเมื่อไหร่ ระหว่างรักษาก็มีอาการเพิ่มขึ้นอีก

1. เป็นสิวที่ใบหน้า และหลัง เป็นๆ หายๆ
2. มีอาการร้อนใน หิวน้ำบ่อย หายใจดัง สั้นๆ
3. นอนหลับไม่สนิท ฝันตลอด ตื่นเช้าก็เลยไม่สดชื่น อ่อนเพลีย หากนอนไม่พอจะมีอาการเหมือนตากุ้งยิงสลับกันซ้ายขวา

เรามาดูการกินอยู่ก่อนเข้ามารักษาว่าเป็นอย่างไรบ้าง

– ชอบทานอาหารฟาสต์ฟู้ด ขนมมาก
– ดื่มน้ำอัดลม 2-3 ลิตร/วัน เป็นเวลา 3-4 ปีมานี้
– ดื่มนมกล่อง นมช็อคโกแลตบ้าง นมถั่วเหลืองบ้าง แช่เย็นวันละ 2-3 กล่อง เป็นเวลามากกว่า 10 ปี
– ดื่มชาเขียว 2-3 แก้ว/วัน และน้ำเปล่า 2 ลิตร/วัน
– ทานอาหารครบทุกมื้อ
– ทำงานขายสินค้าอยู่ต่างจังหวัดแถวภาคเหนือ ต้องออกพื้นที่ดูแลลูกค้า ที่บ้านมีสวนผัก ผลไม้ แต่ยังไม่ได้ลงมือช่วยคนอื่นทำ

เธอได้มารักษากับคุณแม่ และพี่น้องในครอบครัวรวม 4 คน ผมได้อธิบายให้ทั้งครอบครัวฟัง เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพ

คนที่คิดว่าไม่ค่อยมีความสุขในชีวิตร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียดออกมา เมื่อมีฮอร์โมนนี้มาก จะหิวบ่อย อยากทานของหวาน ทานเรื่อยๆ ก็เลยอ้วน ทำให้เครียด ยิ่งทานของหวานก็เลยอ้วน วนเวียนอยู่เป็นวัฏจักรอย่างนี้ ท่านลองคิดตามกันดูว่าจะออกจากวังวนนี้ได้อย่างไร ดังนั้น ต้องแก้กันที่ต้นเหตุของโรคก่อนคือความเครียดนั่นแหละ

ความเครียดของคนเราเกิดจากหมกมุ่นกับความทุกข์ของตนเองจนมากเกินไป จะออกจากวังวนนี้ได้ มีวิธีง่ายๆ คือ ทำกิจกรรมที่สร้างสติ และสมาธิที่ดีได้ ผมจึงแนะนำเธอให้ไปปลูกผัก ซึ่งบ้านเธอก็มีสวนผัก ผลไม้พร้อมอยู่แล้ว พร้อมกับท้าทายเธอว่าคราวหน้าให้นำผัก ผลไม้ที่ปลูกมาให้ผมบ้าง พร้อมกับแนะนำยาสมุนไพรช่วยย่อยอาหาร และสมุนไพรเพิ่มสารอาหารให้กับเลือด

เธอหายไปหลายเดือน กลับมาในเช้าวันหนึ่งด้วยสีหน้าสดชื่น ยิ้มแย้มแจ่มใสทั้งครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่เธอและพี่น้องทั้งบ้าน บอกว่าเดี๋ยวนี้ไปปลูกผักตามที่หมอแนะนำแล้ว แต่ไม่สะดวกเอาผักมาให้ทาน ตอนนี้ปลูกมะนาว สตรอเบอร์รี่ ผักคอส ดอกสลิด ผักสวนครัวหลายอย่าง มองแววตา สีหน้าเธอมีชีวิตชีวา มีความสุข ลิ้นมีสีชมพูเพิ่มขึ้นที่สำคัญอาการซึมเศร้าดีขึ้น 60 % แล้ว น้ำหนักยังไม่ลด แต่รู้สึกได้ว่าไขมันลดลง กางเกงหลวม อาการหงุดหงิดกับคนรอบข้างลดลงมาก

หลังจากนั้น เวลาเธอและครอบครัวมานวดรักษาที่คลินิกก็จะนำผัก ผลไม้มาฝาก เช่น มะเฟือง เสาวรส กะท้อน แตง ผักปลอดสารพิษหลายอย่าง ที่เธอปลูกมาให้ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือเธอไม่ได้หายใจเร็วๆ สั้นๆ แล้ว บุคลิกภาพดีขึ้น สบตาและมองคนรอบตัวด้วยแววตาที่เป็นมิตร ยิ้มกับทุกคนที่อยู่รอบข้าง

หลังจากนั้นผมได้แนะนำให้เธอปรับพฤติกรรมกินอยู่ดังนี้

1. ลดเครื่องดื่ม และอาหารหวานลง ดื่มน้ำเปล่าเพิ่มขึ้น ลดเครื่องดื่มเย็นลง
2. ลดอาหารฟาสต์ฟู้ด
3. นวดเท้า และนวดตัว เพื่อให้เลือดลมหมุนเวียนดี ร่างกายจะได้มีเลือดที่ดีไปซ่อมแซมสุขภาพ
4. ทานสมุนไพรเพิ่มธาตุไฟในการเผาผลาญพลังงาน
5. ช่วงที่พักผ่อนน้อยให้ทานน้ำมันมะพร้าว หรือ สาหร่ายเกลียวทอง

เดือนสิงหาคม ปี 2557 เวลาผ่านไป 1 ปี กับ 3 เดือน เธอเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจให้เราฟังว่า

– นอนกรนน้อยลง แต่ยังฝันอยู่บ้าง
– จิตใจสงบดีขึ้น แต่ก่อนแปรปรวน กลางคืนหลับสนิท
– เข้าใจคุณแม่และพี่น้อง มีความสุขที่เป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว
– ทานอาหารเนื้อสัตว์ปิ้งย่างน้อยลง ลดน้ำอัดลมเหลือ 3 แก้ว/สัปดาห์ โดยไม่กระหาย เต็มใจที่จะลดอาหารกลุ่มนี้ลง ไม่ต้องถูกบังคับ
– ฝ่ามือ ฝ่าเท้าอุ่น มีพลังดีขึ้น
– ได้ฝึกพลังชี่ (ไทเก็ก, แกว่งแขน)ตอนเช้า 6 โมง มีความสุขกับการออกกำลังกาย ไม่ขึ้เกียจแล้ว
–  ช่วยที่บ้านทำนา ทำสวนผลไม้ เป็นสวนผลไม้ผสม ผักสวนครัว เป็นนาสวนผสมตามแนวพระราชดำริ ที่สวนจะปลูกถั่วพร้า เพื่อบำรุงดิน
– ที่บ้านมีพี่น้อง 4 คน ช่วยกันทำนา ทำสวน บางครั้งก็มีนักเรียนของคุณแม่มาช่วยทำ รู้สึกว่ามีมิตรอยู่รอบข้าง นอกจากนี้ยังมีสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อน กระต่าย 1 ตัว สุนัข 7 ตัว บอกว่าชีวิตช่วงนี้สนุกมากจนลืมเรื่องซึมเศร้าแล้ว
– น้ำหนักก็ค่อยๆ ลดลง โดยไม่ต้องใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถ

ได้ฟังแบบนี้แล้วผมรู้สึกอิจฉาชีวิตของเธอเสียจริงๆ ความเครียด ความซึมเศร้า ถูกกำจัดไป มีเวลาให้กับตัวเอง สามารถออกกำลังกายได้ทุกวัน อีกไม่นานเธอก็คงหุ่นดีดังหวัง นึกถึงเรื่องราวของผู้ป่วยคนนี้ทีไร ผมก็รู้สึกหัวใจพองโตทุกครั้ง ยังจำแววตาและสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเธอได้ไม่ลืม ผู้อ่านท่านใดที่รู้ตัวว่ากำลังอ้วนขึ้นเรื่อยๆ พร้อมไปกับความเครียดสะสม ให้รีบแก้ไขเสียแต่เนิ่นๆ โดยลองหากิจกรรมที่ชอบ ทำอย่างต่อเนื่องดูนะครับ

6 comments

  1. กัณฐมณี

    สวัสดีคุณหมอนะคะ

    เรื่องของyoyo effect หากหนูต้องการปรับร่างกาย3เดือนแรกเพื่อล้างพิษ ควรจะต้องหาอะไรทานบ้าง ซื้อได้จากที่ไหน เรื่องอาหารคุณหมอมีสูตรไหมคะ และจะต้องเข้ารับการตรวจกับคุณหมอรึเปล่า

    ขอบคุณคุณหมอนะคะ
    กัณฐมณี

    • ลองอ่านบทความเรื่อง ลดความอ้วน จากหนังสือ คู่มือบำบัดโรคดูก่อนนะครับ
      http://thearokaya.co.th/web/?p=4593

      อาหารที่ควรทานคือ อาหารที่มีสารอาหารสูง
      เช่น กล้วยน้ำว้า ข้าวกล้อง ธัญพืชต่างๆ น้ำข้าว น้ำRC สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยให้ร่างกายมีสารอาหารเพิ่มขึ้นครับ

  2. ธัญลักษณ์

    สวัสดีค่ะ คุณหมอ วิธีทานน้ำมันมะพร้าวกับสาหร่ายเกลียวทอง เพื่อรักษาความอ้วน ให้ทานยังไงเหรอค่ะ เห็นบางเว็บไซต์ บอกว่ายิ่งทานยิ่งอ้วน จะทำให้มีโคเลสตอรอลสูง เลยอยากจะข้อคำปรึกษาหน่อยนะคะ

    • สาหร่ายเกลียวทอง ทานหลังตื่นนอนทันที 5 เม็ด
      น้ำมันมะพร้าว ทานก่อนอาหาร 15 นาที ตอนเช้า และกลางวันค่ะ

  3. เป็นบทความที่ดีมากค่ะ ทำให้เข้าใจอย่างกระจ่าง บอกทั้ง ที่มา สาเหตุ และแนวทางการแก้ไขในการเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ ดีมากค่ะ >>ปรบมือ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*