Home // คู่มือบำบัดโรคยอดฮิต // ภูมิแพ้อากาศต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ

ภูมิแพ้อากาศต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ

ช่วงอากาศเปลี่ยนเมื่อไหร่ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ที่จมูกก็จะมีปัญหาเรื่องของการจามคันจมูกได้ทั้งวันจนเป็นที่รำคาญจิตใจ หรือ บางคนโดนขนสุนัข ขนแมว ไรฝุ่นก็อาจทำให้เกิดอาการคันตามร่างกายขึ้นมาเป็นตุ่มบ้าง เป็นผื่นคล้ายโรคผิวหนังบ้าง บางท่านก็ชอบคันหู คันตา เป็นประจำ ที่เขาเรียกกันว่าภูมิแพ้กันมาตลอดก็คงหมายถึงภูมิคุ้มกันของเรามันแพ้ต่อสารที่เข้ามาที่ร่างกาย แล้วจะทำอย่างไรให้เรากลายเป็นผู้ชนะบ้างไม่ต้องแพ้ตลอดอยู่อย่างนี้

ในขั้นแรกคือมาเรียนรู้ร่างกายแบบองค์รวมกันหน่อยไม่ได้แยกเป็นชิ้นส่วน เช่น คันจมูกพิจารณาดูแต่จมูก เสมหะมากก็ดูเพียงหลอดอาหาร คันตาก็พิจารณาเพียงลูกนัยน์ตา เมื่อมองภาพรวมของร่างกายแล้วมนุษย์เรามีทางเข้าคือปากเป็นหลัก ส่วนทางออกก็มีทวารทั้ง 7 ทวารคือ ทวารหนัก (อุจจาระ) ทวารเบา (ปัสสาวะ) ผิวหนัง (เหงื่อ) จมูก (ขี้มูก) ปาก (เสมหะ) หู (ขี้หู) ตา (ขี้ตา)

อาการของโรคภูมิแพ้ก็คือการขับของเสียในร่างกายออกมาทางทวารหลักได้ไม่หมด จนทำให้ร่างกายต้องขับออกทางทวารที่เราไม่คุ้นเคยนัก เช่น จมูก ผิวหนัง ตา หู ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายสามารถทำลายของเสียได้ด้วยตับ  ฟอกเลือดให้สะอาดขึ้นด้วยปอด และขับของเสียส่วนเกินออกไปทางอุจจาระ ปัสสาวะ หมายความว่า ที่เราเป็นภูมิแพ้บ่อยนั้นเป็นเพราะของเสียมันยังเหลือ สาเหตุมาจากการทานอาหารของเราที่ไม่ถูกต้องนักรวมถึงพฤติกรรมที่ทำให้เราไม่สามารถทำลายของเสียได้หมด ผู้อ่านท่านใดที่มีอาการภูมิแพ้คันจมูก เยื่อบุโพรงจมูกบวม หายใจฟึดฟัด หรือ หายใจออกแค่รูจมูกเดียวบ่อยๆ คันหู คันตา ลองพิจารณาดูนะครับ

สาเหตุของโรคภูมิแพ้อากาศ รวมถึงวิธีแก้ไข

  1. ขับของเสียออกทางหลักได้น้อย (อุจจาระ ปัสสาวะ)
  • น้ำในเลือดมีน้อยเพราะไม่ค่อยดื่มน้ำระหว่างวันหรือชอบดื่มน้ำอื่นๆ ที่ไม่ใช่น้ำเปล่า ทำให้การขับของเสียออกทางปัสสาวะนั้นทำได้ไม่ดี จึงมีของเสียตกค้างอยู่ในกระแสเลือดมาก
    วิธีแก้ไข ควรดื่มน้ำเปล่า (ไม่เย็น) ให้ได้ 8-10 แก้วต่อวันเพื่อให้น้ำเปล่าถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดนำไปกำจัดของเสียออกทางปัสสาวะหรือขับออกทางเหงื่อได้มากขึ้น
  • ถ่ายอุจจาระได้ไม่ดี เช่น ท้องผูก หรือมีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ อุจจาระที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดทำให้ต้องขับของเสียออกทางอื่นๆ ที่ไม่ใช่ทางทวารหนัก
    วิธีแก้ไข ทานผักให้มากขึ้น ทานน้ำมันที่ดีบ้างเช่นน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันงา เพื่อทำให้อุจจาระเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น หรือทานยาสมุนไพรขับเมือกมันในลำไส้ (ธรณีสัณฑะฆาต, ไฟเบอร์)
  1. มักทานอาหารที่ส่งผลให้สารพิษตกค้างมาก
  • การทานนมวัวเป็นประจำวันละ 1-2 กล่องหรือบางท่านอาจจะทานถึงวันละ 4 กล่อง(1 ลิตร) ทำให้เกิดเป็นเมือกเหนียวในลำไส้ อุจจาระเดินทางได้ลำบาก และนมวัวมีสารอาหารมากจนเกินไปจากที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน เมื่อถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดจึงต้องเร่งขับออกทางโพรงไซนัสทำให้มีเสมหะเพิ่มขึ้นมาก เด็กหลายคนมีถุงใต้ตาคล้ำบวมสาเหตุเพราะทานนมมากเกินไปเช่นกันวิธีแก้ไข ลดการทานนมวัวเหลือสัปดาห์ละ 2-3 กล่อง(กล่องละไม่เกิน 250 ml.) หรือหันมาทานธัญพืชชงเช่น น้ำข้าวกล้อง น้ำลูกเดือย น้ำอาร์ซี หรือ อาหารจากถั่วต่างๆ แทน มีสารอาหารที่ทดแทนกันได้ ไม่ต้องมีสารอาหารส่วนเกินที่ขับออกมา
  • ทานของหวานปริมาณมาก น้ำตาลที่มากเกินไปในอาหารส่งผลให้จุลินทรีย์ที่ไม่ดีในลำไส้มีปริมาณมากขึ้น เมื่อจุลินทรีย์ที่ไม่ดีย่อยสลายอาหารในลำไส้จะเกิดเป็นสารพิษและถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดจนเกิดเป็นอาการภูมิแพ้คันตา คันจมูกวิธีแก้ไข ลดการทานอาหารหวานลง เช่น เบเกอรี่ น้ำอัดลม ชานม ไอศครีม
  • ทานแอลกอฮอล์เป็นประจำ ทำให้ตับสูญเสียกำลังในการกำจัดของเสียในเลือดวิธีแก้ไข ทานแอลกอฮอล์ให้น้อยลงหากเลี่ยงไม่ได้ให้งดทานขณะท้องว่าง หรือ ทานน้ำมากๆหลังจากทานแอลกอฮอล์
  1. การไหลเวียนของเลือดมีน้อย น้ำเหลืองและเม็ดเลือดขาว จึงทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ กำจัดของเสียออกได้ไม่ต่อเนื่องวิธีแก้ไข ออกกำลังกายเช่น เดินเร็ว วิ่ง ปั่นจักรยาน แอโรบิค เพื่อให้เลือดไหลเวียนสม่ำเสมอนำสารอาหารในเลือดชุดใหม่ไปทดแทนของเสียเก่าๆของร่างกายและนำพาของเสียของร่างกายมากำจัดทิ้ง หากว่าเป็นผู้สูงอายุขาไม่ค่อยมีกำลังแนะนำให้ใช้วิธีแกว่งแขนตอนเช้า 10 นาที ตอนเย็นอีก 10 นาทีไปร่วมกับหายใจเข้าออกยาวๆ ช่วยให้เลือดไหลเวียนพร้อมกับฟอกเลือดที่ปอดได้อีกทางหนึ่ง
  2. จุลินทรีย์ที่ดี ซึ่งควรมีในลำไส้ของเรา เช่น แลคโตบาซิลลัส บิฟิโดแบคทีเรีย มีน้อย ทำให้การป้องกันของเสียที่จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดนั้นทำได้ไม่ดี หลังจากระบวนการย่อยสลายอาหารจึงมีสารพิษเข้าสู่กระแสเลือดสม่ำเสมอ สาเหตุนี้จะพบมากกับเด็กที่ทานนมแม่น้อยหรือทานยาปฏิชีวนะ(ยาฆ่าเชื้อ) เป็นประจำ หรือเด็กๆที่ชอบทานแต่ขนมถุงและของหวาน ไม่ชอบทานผักหรือผลไม้ที่มีไฟเบอร์ทำให้จุลินทรีย์ที่ดีไม่มีที่อยู่อาศัยวิธีแก้ไข ทานเนื้อสัตว์ให้น้อยลง ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ(ยาฆ่าเชื้อ)หรือยาแก้อักเสบบ่อยๆ ทานผักสดให้บ่อยขึ้นและเติมจุลินทรีย์ที่ดีเข้าสู่ลำไส้เป็นประจำ(Probiotics) เช่นน้ำหมักชีวภาพ ผักดอง กิมจิ ลดปริมาณจุลินทรีย์ที่ไม่ดีในลำไส้ด้วยการทานน้ำมันมะพร้าววันละ 2 ช้อนโต๊ะ หรือ แอปเปิ้ลไซเดอร์ครั้งละ 1 ช้อนชาผสมน้ำเล็กน้อยหลังอาหารทุกมื้อก็ช่วยได้
  3. กำจัดของเสียในเลือดด้วยปอดได้น้อย เพราะหายใจได้เพียงสั้นๆโดยเฉพาะผู้ที่มีความเครียด หรือ เด็กๆที่มีสมาธิสั้น จะมีลมหายใจที่แรงและสั้น หลายคนก็มักจะกลั้นลมหายใจบ่อยๆเวลาที่ใช้ความคิดหรือกังวล ทำให้การฟอกเลือดที่ปอดทำได้ไม่สะดวก สังเกตจากภายนอกได้ว่า ขอบริมฝีปากจะคล้ำ หน้าตาอ่อนแรง ง่วงนอนบ่อยๆเพราะออกซินเจนในเลือดไม่พอวิธีแก้ไข ฝึกการหายใจใหม่โดยให้หายใจเข้าออกยาวขึ้น เช่น การแกว่งแขนแล้วดูลมหายใจยาวๆ ฝึกนั่งสมาธิ เดินจงกรม โยคะ หรือทำกัวซาเพื่อเร่งขับสารพิษออกทางผิวหนังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดของเสียออกจากเลือด

สุดท้ายคือปรับพฤติกรรมที่ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันลดลง เช่น การนอนดึกเป็นประจำ มีความเครียดไม่ปล่อยวาง หรือ ทานอาหารมากเกินความจำเป็น เมื่อร่างกายกลับมามีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ก็ได้เวลาเปลี่ยนชื่อโรคของเราเป็นภูมิชนะกันเสียที อย่ามัวแต่ยอมแพ้อยู่ร่ำไปเลยครับ

…………………………………………………….

เราเอาชนะภูมิแพ้ได้

คุณธัญญา อายุ 36 ปี มีปัญหาสุขภาพหลายอย่าง ได้เข้ามานวดและปรึกษาอาการที่ ดิ อโรคยาเดือน มกราคม พ.ศ. 2556 ด้วยอาการหลักคือโรคภูมิแพ้และโรคอื่นๆ ดังนี้

  • มีอาการหูอื้อ คันหู ลมออกหู คันตา คันจมูก ช่วงระยะหลังเริ่มเป็นมากขึ้น
  • คันตามผิวหนัง แสบผิวหนังและผิวหน้า แสบตา แสบจมูก
  • ปวดบริเวณจมูกและโพรงไซนัสบ่อยๆ ภายในจมูกบวม หายใจไม่ออก เคยผ่าตัดไซนัสมาแล้ว
  • ตอนนี้มีอาการมึนศีรษะ หน้ามืดบ่อยๆ ตื่นตอนเช้าไม่ค่อยสดชื่น
  • แน่นท้อง รู้สึกเหมือนมีลมเต็มท้อง ทานอาหารแล้วไม่ย่อย เป็นโรคกรดไหลย้อน หายใจไม่อิ่ม รักษาด้วยการทานยาลดกรดมานานหลายปี
  • ถ้านั่งท่าเดิมอยู่นานขาจะบวม เป็นแบบนี้มา 5-6 ปี

ลองมาดูพฤติกรรมของคุณธัญญาว่าเป็นอย่างไรบ้าง ถึงทำให้คนอายุเพียง 36 ปี วัยที่จะต้องแข็งแรงสามารถต่อสู้กับงานหนักได้ แต่มีอาการป่วยได้มากมายขนาดนี้จะเอาแรงที่ไหนไปทำงาน ไปพัฒนาตัวเอง พัฒนาครอบครัว หรือพัฒนาประเทศได้

พฤติกรรมก่อโรค

  • มีอาการท้องผูก จึงแก้ปัญหาโดยการทานยาถ่ายมากว่า 10 ปีแล้ว
  • ชื่นชอบน้ำเย็น จึงทานเป็นประจำ เวลาทานอาหารก็ทานน้ำเย็นหรือน้ำอื่นที่เย็นๆเป็นใช้ได้
  • ทานอาหารมื้อเช้าแบบคนรุ่นใหม่ เป็นเบเกอรี่, ขนม, กาแฟหวานมัน
  • อาหารมื้อเย็นมักจะทานเต็มที่ เต้าหู้ทอด, ขนมกุ้ยช่าย, ลูกชิ้นทอด ชอบทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ อาหารรสจัด เผ็ด เปรี้ยว และของทอด เช่น กล้วยแขก, ปาท่องโก๋, ขนมหวาน ที่สำคัญคือเธอไม่ชอบทานผักเอาเสียเลย
  • ชาไข่มุก, น้ำหวาน, กาแฟโบราณ, โกโก้เย็น เป็นเครื่องดื่มที่โปรดปรานทีเดียว เมื่อป่วยมากเข้าจึงลดการทานลงบ้าง
  • เวลาปวดศีรษะมาก จะไปฉีดยาแก้ปวด ฉีดมาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว
  • หาหมอทานยารักษาภูมิแพ้, ยาแก้อักเสบ เป็นสิวก็ทานยา ทายารักษาสิวมาหลายปี

คุณธัญญาได้พยายามหาหมอที่จะรักษาโรคทั้งหมดของเธอมาเป็นเวลาหลายปี แต่ได้โรคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โรคเก่าก็ไม่หายดี โรคใหม่ก็เพิ่มเป็นทวีคูณ คุณผู้อ่านได้อ่านแล้วอาจจะคิดว่าคุณธัญญาคงโชคร้ายที่เป็นโรคเยอะ แต่ปัจจุบันในคลินิกของเราเอง รวมถึงในโรงพยาบาลต่างๆก็มีคนเป็นโรคมากเช่นนี้ เข้ามารักษาไม่หยุดหย่อน ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ เป็นกันหมดเพราะทุกวันนี้เรามัวแต่หาวิธีรักษาโรค แต่ลืมหาวิธีรักษาตัวเราเองซึ่งเป็นคนก่อโรค ทำแบบนั้นก็มีแต่ได้โรคเพิ่ม ณ ขณะที่พิมพ์งานชิ้นอยู่นี้ ผมนั่งอยู่ในโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ มาถึงตั้งแต่หกโมงเช้ายังไม่สว่างเลยแต่ที่จอดรถอันกว้างขวางสุดลูกตาเต็มเสียแล้ว ผู้คน พยาบาล หมอ เจ้าหน้าที่ เดินกันขวักไขว่ ตึกก็สร้างเพิ่มแล้วแต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเพียงพอกับผู้ป่วย ลองเดินสำรวจดูวิถีชีวิต วิธีการทานอาหาร ลักษณะอาหารก็ไม่ต่างจากคุณธัญญาที่กล่าวมา ส่วนใหญ่ก็มีพฤติกรรมการทานอาหารคล้ายกัน เน้นของที่ถูกใจและอร่อย อยากจะฝากถึงบุคลากรในโรงพยาบาลทุกท่านมาช่วยกันเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับผู้ป่วยกัน

เหตุแห่งอาการป่วยของคุณธัญญา

  1. ทานอาหารที่ต่อต้านสุขภาพดี อาหารทอด , ของหวาน , เครื่องดื่มรสหวาน-เย็น ร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้หมด ต้องกำจัดทิ้งออกมาที่จมูก, ตา, ผิวหนัง เป็นอาการปลายเหตุ เช่น คัน, แสบ, ,มีเสมหะ , สิวขึ้น , หูอื้อ
  2. ไม่ทานอาหารเช้า ทานอาหารมื้อเย็นปริมาณมากกลายเป็นอาหารตกค้างในลำไส้จนท้องผูกและของเสียเต็มกระแสเลือด ขาที่บวมเป็นประจำคือสัญญาณเตือนว่าปริมาณของเสียในเลือดนั้นมีมากจริงๆ จึงต้องช่วยขยับร่างกายเสมอเพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือด
  3. ไม่ทานผัก ทานเนื้อสัตว์เป็นประจำ จนจุลินทรีย์ที่ดีสละเรือกลับบ้านเก่าไปหมด ลำไส้จึงกลายเป็นถังขยะเปียกใบใหญ่ๆเน่าเหม็นออกมาทางกลิ่นตัวและลมหายใจ

เมื่อเหตุแห่งโรคเป็นเช่นนี้แล้ว ต้องกินยาอีกกี่ขนานถึงจะหายได้จริงๆ ต่อให้เป็นยาเทวดา ยาโบราณ หรือ ยาอนาคต ก็ไม่หายเพราะต้นเหตุอยู่ที่พฤติกรรมของเราเองต้องเปลี่ยนเสียตั้งแต่วันนี้ อย่าปล่อยให้กิเลสนำพาเราสู่ทางเสื่อมของสุขภาพ จนคนป่วยล้นโรงพยาบาลแบบนี้เลยครับ เห็นแล้วก็สงสารตั้งแต่หมอไปถึงคนไข้ อย่ามัวแต่รักษาที่ปลายเหตุอย่างเดียวโดยการฉีดยา ทานยา แล้วคิดว่ามันจะหายได้

หลังจากคุณธัญญาได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการชีวิต ใช้ยาสมุนไพรช่วยย่อย ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันด้วยจุลินทรีย์ที่ดี และช่วยขับของเสียออกทางทวารต่างๆ ร่างกายจึงเริ่มปรับสมดุลใหม่ทำให้ มีกลิ่นตัวแรงมาก คันหู คันตา คันผิวหนัง เนื่องจากได้หยุดยาแก้ภูมิแพ้ช่วงเริ่มรักษา แต่บางครั้งทนไม่ไหวต้องกลับไปทานยาบ้าง บางวันถ่ายอุจจาระ 20 ครั้ง หูอื้อจนคุยโทรศัพท์ไม่ได้ ปวดขมับ ปวดศีรษะ ตาแฉะ ขี้ตามาก ตาแดง คอแห้ง น้ำลายเหนียว แม้แต่น้ำลายยังกลืนไม่ลง แต่คุณธัญญาเข้าใจเหตุแห่งโรคและเห็นทางสว่างแล้ว ใช้ความอดทนอดกลั้นเป็นที่ตั้ง ร่างกายเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องหลังจากขับสารพิษออกมาได้ ใช้เวลาปีเดียวเท่านั้น ร่างกายของเธอก็ซ่อมแซมตัวเองจนสามารถกลับไปทำงานได้ หลังจากที่ออกจากงานเพื่อรักษาสุขภาพหลายปีแล้ว แบบนี้สิถึงเรียกว่าการพัฒนาตนเอง วันนี้เธอคงเข้าใจคำว่า “ใครไม่ปวยยกมือขึ้น” ได้มากกว่าใคร

…………………………………

การกัวซาช่วยเร่งขับของเสียได้

ศาสตร์การขูดกัวซานั้น มีความเป็นมายาวนานถึง 5,000 ปีเลยทีเดียว กล่าวกันว่า เกิดจากการค้นพบโดยบังเอิญของผู้หญิงคนหนึ่งขณะที่เธอกำลังอาบน้ำอยู่ที่ริมแม่น้ำ ทุกครั้งที่เธออาบน้ำเธอจะนำหินจากแม่น้ำขึ้นมาขัดผิวกายของเธอและค่อยๆ สังเกตได้ว่าการทำเช่นนี้เป็นประจำ มันทำให้เธอผ่อนคลาย รู้สึกร่างกายมีเลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ต่อมาเมื่อใครมีอาการปวดศีรษะ ปวดตามร่างกายหรือเป็นไข้ พวกเขาก็จะนำช้อนกระเบื้องมาขูดในบริเวณที่มีอาการจนเกิดรอยจ้ำแดงๆ อาการปวดบริเวณดังกล่าวก็จะหายไป

*กัวซา มาจาก คำว่า กัว คือการขูด ซา คือรอยจ้ำสีแดงบริเวณผิว และซานี่เอง เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการสะสมของพิษในร่างกายของเราที่ปรากฏออกมาทางผิวหนัง*

กัวซา ช่วยให้เกิดความสมดุลระหว่างธาตุทั้งสี่ในร่างกาย ได้แก่ ธาตุดิน ลม ไฟ และน้ำ การขูดบริเวณผิวหนังช่วยกระตุ้นให้เลือดและพลังชี่ในร่างกายไหลเวียนถ่ายเทได้สะดวกขึ้น เราสามารถใช้การกัวซาเพื่อขจัดพิษได้แทบทุกส่วนของร่างกาย ซึ่งอุปกรณ์ในการทำกัวซาจะเป็นวัสดุที่เป็นหยิน เช่น กระเบื้อง กระดูก เขาสัตว์ เขี้ยวสัตว์ และหิน เป็นต้น

กัวซากับการสร้างสมดุลให้ธาตุทั้งสี่

การแพทย์ตะวันออกมีความเชื่อว่า ร่างกายของคนเราประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้งสี่ คือ ดิน  ลม ไฟและน้ำ หากเกิดความไม่สมดุลขึ้นกับธาตุใดธาตุหนึ่ง ก็จะก่อให้เกิดอาการผิดปกติหรือความเจ็บป่วย อย่างเช่น เมื่อเกิดอาการบวมบริเวณข้อเท้าเพราะมีการอุดกั้นของชี่ (ลม) บริเวณนั้นจนเลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ การขูดกัวซาจะเป็นการการรักษาโดยใช้ความร้อนจากการขูด(ธาตุไฟ) เข้าไปเคลื่อนลมที่อุดกั้นจนเลือดไหลเวียนดีขึ้น อาการบวมจึงยุบลงได้

โดยปกติ เมื่อร่างกายต้องการขจัดสารพิษออก ก็จะสร้างสารคัดหลั่งมาช่วยในการชะล้าง เช่น เมื่อเราได้รับฝุ่นละอองหรือพิษทางลมหายใจ ร่างกายก็จะสร้างน้ำมูกขึ้นมาเพื่อชะล้างสารพิษเหล่านั้นออก ทำให้หลายท่านมีอาการคัดจมูกร่วมด้วย การขูดกัวซาบริเวณรอบๆจมูกจะช่วยให้เกิดความร้อน ทำให้เลือดลมบริเวณโพรงจมูกไหลเวียนได้ดี ส่งผลให้เราหายใจได้คล่องขึ้นเช่นกัน

 

***สำหรับผู้ที่มีสุขภาพดี ซาที่ได้จะมีสีแดงอมชมพู แต่ถ้าหากเลือดเป็นกรดเนื่องจากมีพิษสะสมมาก ซาจะปรากฎเป็นสีแดง หรือม่วง และหากไม่รีบรักษา สีของซาจะกลายเป็นเลือดนกหรือแดงคล้ำจนเกือบดำ***

 

ประโยชน์ของการทำกัวซา

– ปรับปรุงระบบไหลเวียนโลหิตได้อย่างรวดเร็ว

– กระตุ้นการทำงานของเซลล์ เพิ่มออกซิเจนในกระแสเลือด

– ขจัดพิษสะสมออกทางรูขุมขน และกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

– เป็นตัวช่วยในการวินิจฉัยโรค สังเกตจากปริมาณสารพิษที่ขับออกมาทางผิวหลังจากขูดพิษ

– ขูดหลัง บ่า คอ เพื่อคลายความแข็งตึงของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น

– ทำให้ผิวตึงกระชับได้ ลดความเหี่ยวย่นและลดเซลลูไลท์ (ผิวเปลือกส้ม)

 

ข้อแนะนำในการทำกัวซา

– ไม่ควรทำในเวลาที่หิว และควรทำหลังอาหารประมาณ 1 ชั่วโมงขึ้นไป

– แจ้งให้ผู้ถูกกัวซาทราบว่าจะมีรอยจ้ำเกิดขึ้น และจะหายไปใน 2-5 วัน

– งดอาบน้ำหลังทำกัวซาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

– ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ ภายหลังการทำกัวซา ช่วยขับของเสียทางเหงื่อและปัสสาวะ

ประสบการณ์การทำกัวซากับโรคภูมิแพ้

6-4

ผม (หมอนัท) มีจุดอ่อนเรื่องภูมิแพ้ที่จมูกเสมอ คันจมูก จาม เป็นภูมิแพ้ เป็นประจำ เช้าๆ ก็ต้องมีเสลดเสมหะ เต็มไปหมด เพราะตอนเด็กๆ ชอบทานแต่ของหวาน โดยเฉพาะเยลลี่ ขนมปัง ของหวาน น้ำหวาน ไอศกรีม กว่าจะรู้ว่าอาหารที่เราชอบทานนั้นเป็นต้นเหตุของอาการภูมิแพ้ก็ตอนมาเป็นหมอนี่เอง  เมื่อโตขึ้นมาเป็นหมอโบราณ บางครั้งบางคราวที่สติไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว เช่น คนไข้มาก มีงานมาก ทำงานไม่ทัน มีความเครียดสูง ก็มักจะหาความสุขใส่ตัวง่ายๆโดยการหาของหวานทานเพื่อคลายเครียดเช่น ช็อคโกแลต เป็นส่วนมาก บางช่วงเลิกงานดึกก็เถลไถลไปทานอาหารดึกๆอีก แถมกินเยอะเสียด้วย เพราะมันเครียดเลยต้องกิน กิน กิน สุดท้ายสติกลับมาตอนที่หายใจไม่ออก จมูกตัน คันจมูก คันตา แสบตา มีกลิ่นในโพรงไซนัสมาก แต่มีอยู่คราวหนึ่งเกิดอาการภูมิแพ้ที่จมูกขั้นหนักเพราะกลิ่นลมหายใจที่ออกมาเหมือนกลิ่นปัสสาวะเลย ลองเลียที่หลังมือแล้วมาดม โอ้โหกลิ่นรุนแรงมาก ภรรยาบอกว่ามีกลิ่นเน่าเหม็นออกมาทางลมหายใจเวลานอน ทำเอาคนข้างๆหงุดหงิดไปด้วย เป็นเพราะพฤติกรรมยอดแย่ประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา นอนดึก ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย นั่งสมาธิน้อย ทานขนม และทานอาหารดึกบ่อยๆ จนอาการหนักเสียแล้วเรา กินยาแล้วก็ไม่หาย เอาน้ำมันมะพร้าวมากลั้วปาก (Oil Pulling) ก็ไม่หาย อมน้ำยาบ้วนปากสมุนไพรก็ไม่หาย

 

มีอาการเช่นนี้อยู่ 2 วันจนถึงวันหยุด เป็นโชคดีที่ภรรยาได้นัดทำกัวซากับหมอแผนไทยแถวพระรามเก้าไว้ เป็นหมอไทยที่มีฝีมือและประสบการณ์ระดับอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งท่านเคยทำกัวซาให้ผมมาแล้วครั้งหนึ่งแก้อาการง่วงนอนง่ายจนอาการดีขึ้นมาก แต่คราวนี้ผมต้องไปขอให้ท่านช่วยอีกครั้งเพราะเป็นภูมิแพ้หนักเกรงจะทำงานไม่ได้ พูดกับคนไข้คงจะเบือนหน้าหนีไปตามกันเพราะมันเหม็นเน่ามากจริงๆ เมื่อไปถึงหมอสอบถามอาการกันเล็กน้อยไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรมาก บอกกับผมว่า โถ..ไม่มีอะไรมากหรอกเพราะมันหายใจไม่ออกเลยขับของเสียทางลมหายใจไม่ได้ วนเวียนกันอยู่อย่างนั้นก็เหม็นนะสิ เดี๋ยวขูดที่ปอดก็หายแล้ว แป๊ปเดียว

 

เมื่อกัวซาที่ปอดด้านหน้าไปประมาณ 5 นาที รู้สึกว่าอาการตีบตันในจมูกเริ่มคลายตัว หายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง โล่งขึ้นบ้างแล้ว หลังจากกัวซาปอดด้านหน้าอีกข้างหนึ่งก็หายใจเข้า-ออกได้เต็มที่ รู้สึกว่ากลิ่นลมหายใจเริ่มน้อยลงไปเรื่อยๆ ความร้อนของลมหายใจลดลง ลองเลียหลังมือแล้วมาดม ถึงกับตกใจอย่างมาก เพราะกลิ่นเน่าเหม็นของน้ำลายหายไปแล้ว เป่าลมออกมาดมก็ไม่เหม็น ใช้เวลากัวซาเพียง 20 นาทีเท่านั้นเอง วันนั้นจึงเข้าใจได้ดีเลยว่าลมหายใจยาวพอดี ปอดที่สมบูรณ์มีความสำคัญเช่นนี้  เลือดจะสะอาดหรือไม่ส่วนหนึ่งก็มาจากการหายใจที่ดีนั่นเอง เลือดที่มีอากาศถ่ายเทไม่สะดวกคงเหมือนน้ำเน่าที่ไม่มีออกซิเจน จึงต้องมีกังหันน้ำเพื่อเติมออกซิเจนในการบำบัดน้ำเสีย

 

การกัวซาสามารถบำบัดภูมิแพ้ที่จมูกเห็นผลได้ชะงัดนัก จึงได้นำมาแนะนำให้คนไข้ที่เป็นภูมิแพ้จมูก มีกลิ่นลมหายใจ หรือ เป็นหอบทำร่วมกับการทานยาขับของเสียในเลือด พยายามปรับการหายใจให้ทอดยาวขึ้น ลดการทานนมและอาหารหวาน หากทำได้อาการจะดีขึ้นโดยใช้เวลาไม่นาน ต้องขอขอบคุณวิชากัวซาของอาจารย์ไว้ ณ ที่นี้ เพราะผมได้นำวิชากัวซาไปแนะนำการรักษาโรคได้หลายอย่างทีเดียว เช่น ฝันบ่อยหลับไม่สนิท(ขูดศีรษะ), ไมเกรน(ขูดบ่า ต้นคอ), หลังแข็งตึง(ขูดตามแนวด้านข้างกระดูกสันหลัง), มือเท้าชา(ขูดแขนและขา), สิวมากหน้ามัน(ขูดคอหน้า-หลัง) หรือ บริเวณต้นขาต้นแขนที่เป็นเซลลูไลท์(ผิวส้ม)ก็เห็นผลได้ดี

 

มีคนไข้อยู่ท่านหนึ่งเป็นชาวต่างชาติวัยประมาณ 40 กว่าพูดภาษาไทยพอได้ เข้ามาพบผมด้วยอาการ ปวดไปทั้งตัว ตัวแข็งต้องเดินเหมือนเพนกวิน นวดไม่ได้ มีอาการกระดูกทับเส้นประสาท หน้าบวมมัน ตลอดเวลา อยากจะหายเสียที เมื่อได้สัมภาษณ์เพิ่มเติมก็ได้ความว่าทำงาน 7 วันไม่มีวันหยุด ปวดเมื่อใดก็ทานยาแก้ปวดเอา จนตอนนี้ตัวบวมหน้าบวมไปหมดแล้ว จับไปตรงไหนตัวก็จะแดงง่ายไปหมด อาการแบบนี้กินยาสมุนไพรคงเห็นผลช้า เพราะร่างกายมีแต่สารพิษ ต้องนำสารพิษออกเสียก่อนจึงได้แนะนำเธอให้ไปทำกัวซาขับพิษออกทางผิวหนังก่อน แล้วค่อยมาเจอกันอีกครั้ง วันหยุดถัดมาเป็นวันที่ผมนัดหมอเพื่อที่จะทำกัวซา เมื่อเดินทางไปถึงเห็นผู้หญิงท่านหนึ่งเพิ่งจะขูดพิษเสร็จมีรอยแดงหน้าตาสะสวยทีเดียว เมื่อเธอยิ้มทักผม จึงสังเกตได้ว่าเธอคือชาวต่างชาติคนนั้นนั่นเอง แต่ผมต้องประหลาดใจเป็นอย่างมากเพราะเธอดูสวยขึ้นจนจำไม่ได้ หน้าบวมกลม(กลมแบบจานข้าว)กลายเป็นหน้ารูปไข่ ผิดกันเป็นคนละคน เธอบอกว่ามาทำครั้งที่สองเอง เมื่อของเสียถูกขับออกจากศีรษะและใบหน้า มันก็ไม่บวมเป็นเช่นนี้เอง และบอกอีกว่าอาการหลังแข็งเดี๋ยวนี้หายแล้วไม่ต้องเดินตัวแข็งอีกเพราะเธอกลั้นใจขอขูดพิษทั่วทั้งตัว ผมดีใจกับเธอด้วยจริงๆ หายป่วยแถมสวยขึ้นอีกเป็นกอง

 

อยากให้คุณผู้อ่านลองศึกษาวิธีทำกัวซาและนำไปใช้เวลาคนในครอบครัวเจ็บป่วยจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้อีกมากทีเดียว กัวซาเสร็จแล้วอย่าเพิ่งอาบน้ำ รอให้ของเสียออกมาประมาณ 1-2 ชั่วโมงเสียก่อน ทานน้ำเปล่าให้มากเพื่อเร่งการขับถ่ายของเสียทางปัสสาวะ ผู้ที่ไม่ควรทำคือผู้สูงอายุที่ผิวหนังบางเกินไปหรือทานยาละลายลิ่มเลือดอยู่อาจทำให้เส้นเลือดแตกและซ่อมแซมได้ลำบาก

One comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*