Home // คู่มือบำบัดโรคยอดฮิต // กรดไหลย้อน 3 ระยะ

กรดไหลย้อน 3 ระยะ

จากหนังสือคู่มือบำบัดโรค เล่ม 1
วางจำหน่ายที่ Se-ed Book ทุกสาขา

คู่มือบำบัดโรค เล่ม 1

     โรคกรดไหลย้อน คือ โรคของระบบย่อยอาหารที่ทำงานได้ไม่ดีนัก จึงเกิดปัญหาต่างๆ ทั้งในช่องปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ และปัญหาการขับถ่ายตามมา ทำให้หลายท่านต้องเสียเงินเสียทอง เสียเวลามากมายในการตามหาวิธีการรักษา จากประสบการณ์การรักษาเราจึงขอแบ่งโรคกรดไหลย้อนออกเป็นระยะตามผลกระทบที่เกิดขึ้นกับร่างกายเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจและนำไปบำบัดอาการของตัวเองและคนรอบข้างได้

 

ระยะที่ 1 : ท้องอืด ท้องเฟ้อ (โรคกระเพาะอาหาร)

ระยะที่ 2 : มีขยะตกค้างและจุลินทรีย์ที่ไม่ดีอยู่ในลำไส้มาก

ระยะที่ 3 : สารอาหารในเลือดเหลือน้อย เซลล์ขาดสารอาหาร

กรดไหลย้อนระยะที่ 1

“ท้องอืด ท้องเฟ้อ”

อาการ

อาการในระยะนี้ที่จริงก็คือ “โรคกระเพาะอาหาร” เราดีๆ นี่เอง คนไข้มักจะมีลมดันขึ้นมาก ทานอาหารแล้วจุกแน่นท้อง ท้องอืดเฟ้อ ท้องแข็ง เพราะการย่อยอาหารไม่มีประสิทธิภาพ ในกระเพาะอาหาร ลำไส้จึงมีลมและแก๊สที่เกิดจากอาหารตกค้างในลำไส้อยู่มาก

สาเหตุของโรค

โดยมากแล้ว เกิดจากพฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น

1. ทานอาหารไม่ตรงเวลา การทานอาหารไม่ตรงเวลา ทำให้กระเพาะอาหารไม่สามารถหลั่งน้ำย่อยมาตามเวลาที่เหมาะสมได้ เรียกได้ว่า เวลาทานอาหารกลับไม่มีน้ำย่อย แต่ไปมีน้ำย่อยเวลาที่ไม่มีอาหาร แล้วการย่อยอาหารจะสมบูรณ์ได้อย่างไร

2. ไม่ทานอาหารเช้า ชอบดื่มกาแฟแทนอาหารมื้อเช้า การไม่ทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์ นอกจากจะทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารเพียงพอสำหรับใช้เป็นพลังงานในการทำกิจกรรมประจำวันแล้ว การดื่มกาแฟแทนอาหารเช้ายิ่งแย่ไปใหญ่ เพราะ คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย เมื่อดื่มกาแฟแต่ไม่ทานอาหารเช้า น้ำย่อยที่หลั่งออกมาจะย่อยอะไรไปได้ ถ้าไม่ใช้เยื่อบุกระเพาะอาหารของเราเอง และการหลั่งน้ำย่อยออกมามากเกินไปนี่เองทำให้อาหารในมื้ออื่นๆไม่สามารถย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ดื่มน้ำมากหรือทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็นเกินไปในเวลาทานอาหาร ทำให้น้ำย่อยเจือจาง การย่อยจึงไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

วิธีแก้ไข

ปรับพฤติกรรมที่ทำให้การย่อยอาหารไม่สมบูรณ์ และ ใช้สมุนไพรช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร ทำให้การหลั่งน้ำย่อยออกมาตรงเวลา

การปรับพฤติกรรม

1. ทานอาหารตรงเวลาทุกมื้อเพื่อให้กระเพาะอาหารปรับเวลาการหลั่งน้ำย่อยได้อย่างเหมาะสม

2. ทานอาหารเช้าไม่เกิน 9 โมงเช้า เพราะเป็นเวลาการทำงานของกระเพาะอาหารตามเวลาชีวิต เป็นเวลาที่กระเพาะอาหารทำงานได้มีประสิทธิภาพและน้ำย่อยถูกหลั่งออกมามากที่สุด

3. ลดการดื่มน้ำขณะทานอาหาร โดยเฉพาะน้ำเย็น กาแฟ ชาเย็น น้ำอัดลม นม น้ำเต้าหู้ ในระหว่างมื้ออาหาร เพราะทำให้น้ำย่อยเจือจาง การย่อยไม่มีประสิทธิภาพ

4. ไม่ควรทานอาหารดึกเกิน 2 ทุ่ม เพราะเป็นช่วงที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเหลือน้อยแล้ว หากต้องการทานแนะนำให้ทานอาหารอ่อน เช่น ธัญพืชชงหรือน้ำนมข้าวแทนเพราะย่อยและถูกดูดซึมได้ง่าย

5. ไม่ควรทานผลไม้ฤทธิ์เย็นใกล้ช่วงเวลาอาหาร เช่น น้ำมะพร้าว, น้ำส้ม, น้ำแตงโม, แก้วมังกร

ยาหรือสมุนไพรที่แนะนำให้ใช้

1. สมุนไพรช่วยขับอุจจาระตกค้างในลำไส้ – ทานก่อนนอน เพื่อขับอาหารที่ตกค้างในลำไส้ซึ่งกำลังสร้างแก๊สปริมาณมากออก เพื่อช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกแน่น
ดิ อโรคยา คลินิกใช้ : ยาธรณีสัณฑะฆาต 2-3 แคปซูลก่อนนอน ทานประมาณ 10 วัน

2. สมุนไพรเพิ่มธาตุไฟให้กระเพาะอาหาร – เพื่อให้ธาตุไฟในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น ช่วยในการย่อยสลายอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ขิง ขมิ้นชัน พริกไทย ก่อนอาหาร เช้า-เย็น ประมาณ 15 นาที
ดิ อโรคยา คลินิกใช้ : ยาประสะเจตพังคี 2-3 แคปซูลก่อนอาหาร เช้า-เย็น 15 นาที

กรดไหลย้อนระยะที่ 2

“ปัญหาอาหารตกค้างและมีจุลินทรีย์ที่ไม่ดีในลำไส้มาก”

อาการ

1. อาหารที่ทานเข้าไปย่อยไม่ได้  เกิดการหมักหมมในลำไส้สร้างแก๊สมากจนท้องอืด เฟ้อ

2. หายใจได้ไม่สุด เหนื่อยง่าย เพราะลำไส้เริ่มโป่งพองจากลมจนเบียดกับกระบังลม ทำให้ปอดขยายตัวได้ไม่เต็มที่

3. เมื่อมีลมมากเกินไป จนดันขึ้นที่ส่วนบนของร่างกาย อาจจะนำพาเอาละอองน้ำกรด(น้ำย่อย) ขึ้นมาด้วย จนมีอาการแสบร้อนหน้าอก แสบคอได้

4. การถ่ายอุจจาระเริ่มไม่เป็นปกติ ท้องผูก ผายลมเหม็น หรืออาจมีอาการลำไส้แปรปรวน ท้องผูกสลับท้องเสีย เนื่องจากจุลินทรีย์ที่ดีลดลง จุลินทรีย์ก่อโรคขยายจำนวนเพิ่มขึ้น

5. ปวดตึงบ่าไหล่ เป็นประจำ เพราะเมื่อลำไส้เล็ก-ลำไส้ใหญ่ไม่สะอาด เกิดขยะและแก๊สสะสมเยอะ เส้นลมปราณลำไส้เล็ก-ใหญ่ ที่พาดผ่านบ่าและไหล่ก็จะเกิดการติดขัด ลมปราณไหลเวียนไม่สะดวก6. มีกลิ่นปากและกลิ่นตัวง่าย

สาเหตุ

จากการที่มีอุจจาระตกค้างในลำไส้มากเนื่องจากอาหารไม่ย่อย ย่อยไม่ดี นานวันเข้าหากไม่ได้รับการแก้ไข คนไข้ก็จะเริ่มมีอาการกรดไหลย้อนระยะที่ 2 คือ ขยะจากอาหารที่ย่อยไม่ได้เป็นอาหารอันโอชะของจุลินทรีย์ที่ไม่ดีซึ่งอาศัยอยู่ในลำไส้ ทำให้จุลินทรีย์ชนิดนี้อิ่มหนำสำราญ ออกลูกออกหลานแพร่จำนวนประชากรมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่จุลินทรีย์ที่ดีซึ่งทำหน้าที่ช่วยย่อยสลายอาหารให้กลายเป็นสารอาหารที่มีอยู่ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ

วิธีแก้ไข

ปรับกระเพาะอาหารให้หลั่งน้ำย่อยตรงเวลา ขับลมในลำไส้ เช่นเดียวกับการรักษาในระยะที่ 1  แต่ในขั้นตอนนี้ ควรทานโปรไบโอติค (จุลินทรีย์ที่ดี) เสริม เพื่อช่วยย่อยสลายอาหารที่ตกค้างในลำไส้ และควบคุมปริมาณจุลินทรีย์ที่ไม่ดี

ปรับพฤติกรรม

ปรับพฤติกรรมเหมือนกรดไหลย้อนระยะที่ 1 และมีเพิ่มเติมคือ

– ผู้ที่เป็นกรดไหลย้อนเรื้อรังโดยมากเกิดจากความเครียด เมื่อเกิดความเครียด ทำให้กล้ามเนื้อของอวัยวะต่างๆ หดเกร็ง รวมทั้งกระเพาะอาหาร ลำไส้ด้วย เวลาทานอาหารไม่ควรนั่งคุยเรื่องงาน เรื่องเครียด (เพื่อให้กล้ามเนื้อกระเพาะอาหารและลำไส้ผ่อนคลาย ไม่หดเกร็งจนย่อยอาหารลำบาก)

ยาหรือสมุนไพรที่แนะนำให้ใช้

1. สมุนไพรช่วยขับอุจจาระตกค้างในลำไส้ – ทานก่อนนอน เพื่อขับอาหารที่ตกค้างในลำไส้ซึ่งกำลังสร้างแก๊สปริมาณมากออก เพื่อช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกแน่น

ดิ อโรคยา คลินิกใช้ : ยาธรณีสัณฑะฆาต 2-3 แคปซูลก่อนนอน ทานประมาณ 10 วัน

2. สมุนไพรเพิ่มธาตุไฟให้กระเพาะอาหาร – เพื่อให้ธาตุไฟในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น ช่วยในการย่อยสลายอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ขิง ขมิ้นชัน พริกไทย ก่อนอาหาร เช้า-เย็น ประมาณ 15 นาที
ดิ อโรคยา คลินิกใช้ : ยาประสะเจตพังคี 2-3 แคปซูลก่อนอาหาร เช้า-เย็น 15 นาที

3. โปรไบโอติค – จุลินทรีย์ที่ดีจะช่วยควบคุมปริมาณจุลินทรีย์ที่ไม่ดี ลดการสร้างแก๊ส ช่วยปรับสมดุลให้ระบบขับถ่าย เช่น น้ำหมักชีวภาพ, แอปเปิ้ล ไซเดอร์, กิมจิ

4. ยาหอม – ทานเมื่อมีอาการอึดอัดแน่นบริเวณหน้าอก ช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น

 

กรดไหลย้อน ระยะที่ 3

“สารอาหารในเลือดเหลือน้อยจนเซลล์ขาดสารอาหาร”

เป็นระยะที่มีคนไข้เข้ามาปรึกษาจำนวนมาก เนื่องจากทานยารักษาอาการที่ปลายเหตุมาเป็นระยะเวลานานแต่อาการยังไม่ดีขึ้น และเริ่มมีผลกระทบหลายเรื่อง เช่นอ่อนเพลีย ไม่มีแรง หัวใจเต้นเร็ว นอนหลับยาก และเริ่มเครียดกับปัญหาสุขภาพ

อาการ

1. จุกแน่นบริเวณท้องจนถึงหน้าอก เพราะมีลมมากในลำไส้และกระเพาะอาหาร
2. หายใจได้ไม่สุด เหนื่อยง่าย เพราะลำไส้พองเบียดกับกระบังลม ทำให้ปอดขยายตัวได้ไม่เต็มที่
3. บางครั้งมีอาการจุกแน่น แสบหน้าอก อยากอาเจียน เพราะลมพาเอาละอองน้ำย่อยขึ้นมา
4. การถ่ายอุจจาระไม่เป็นปกติ ลักษณะไม่เป็นก้อน ถ่ายไม่หมด
5. หน้าตาและผิวพรรณทรุดโทรม ไม่ผ่องใส ริมฝีปากแห้งซีด เล็บเป็นคลื่นฉีกขาดง่าย
6. ปวดบริเวณขมับ ศีรษะด้านข้าง หรือท้ายทอยบ่อยๆ เพราะเลือดไปเลี้ยงศีรษะได้น้อยลง
7. นอนหลับไม่สนิท เนื่องจากหายใจได้เพียงสั้นๆ ทำให้มีออกซิเจนในเลือดและสมองน้อยลงเรื่อยๆ
8.หิวบ่อยๆ อยากทานอาหารที่ได้พลังงานเร็วเช่น แป้ง ของหวาน เพราะสารอาหารในเลือดไม่เพียงพอ
9. บางกรณีที่สารอาหารในเลือดน้อยมาก จนไม่เพียงพอหล่อเลี้ยงส่วนปลายของร่างกาย อาจมีอาการชาปลายมือ ปลายเท้า มึนศีรษะ ไม่ค่อยมีแรง หน้ามืด ไมเกรน ร่วมด้วย
10. ประจำเดือนมีเลือดออกมาน้อย หรือ ไม่ตรงเวลา

สาเหตุ

เมื่อเป็นโรคกรดไหลย้อนเป็นเวลานานระบบย่อยอาหารเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ทำให้การดูดซึมสารอาหารแย่ลงตามไปด้วย จนถึงขั้นที่สารอาหารในเลือดเริ่มเหลือน้อยลง ไม่สามารถถูกส่งไปหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกายได้เพียงพอ อวัยวะต่างๆ ในร่างกายล้วนต้องใช้เลือด เมื่อเลือดไม่เพียงพอ อวัยวะต่างๆ เช่น กระเพาะอาหาร ม้าม ตับ ก็จะปรับตัวทำงานลดลง ร่างกายเริ่มโหยหาและดูดซึมแป้งและน้ำตาลไปใช้อย่างต่อเนื่องทำให้เกิดภาวะ ง่วงนอน อ่อนเพลีย มึนศีรษะ น้ำในหูไม่เท่ากัน บ้านหมุนได้ง่าย

วิธีแก้ไข

นอกจากการขับขยะตกค้างในร่างกาย และการปรับระบบย่อยให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น ร่วมกับการเติมจุลินทรีย์ที่ดีให้ลำไส้อย่างต่อเนื่องแล้ว สิ่งที่จำเป็นต้องทำโดยด่วน คือการเพิ่มสารอาหารในเลือด เพื่อให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงขึ้น

ยาหรือสมุนไพรที่แนะนำให้ใช้

ในระยะนี้ เราต้องเร่งเพิ่มสารอาหารให้เลือดโดยการทานอาหารที่มีสารอาหารสูง ดูดซึมเข้าเลือดได้ง่าย แต่รบกวนการย่อยน้อย

1. ยาหรืออาหารเพิ่มสารอาหารในเลือด – เช่น สาหร่ายเหลียวทอง ธัญพืชแบบชงดื่ม น้ำอาร์ซี น้ำมันมะพร้าว (ในผู้ที่มีอาการขี้หนาวด้วยอาจให้ทานโสมก็ได้) เพื่อให้เม็ดเลือดมีคุณภาพ กระเพาะอาหาร ม้าม ตับ จะกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

2. สมุนไพรช่วยขับอุจจาระตกค้างในลำไส้ – ทานก่อนนอน เพื่อขับอาหารที่ตกค้างในลำไส้ซึ่งกำลังสร้างแก๊สปริมาณมากออก เพื่อช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกแน่น
ดิ อโรคยา คลินิกใช้ : ยาธรณีสัณฑะฆาต 2-3 แคปซูลก่อนนอน ทานประมาณ 10 วัน

3. สมุนไพรเพิ่มธาตุไฟให้กระเพาะอาหาร – เพื่อให้ธาตุไฟในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น ช่วยในการย่อยสลายอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ขิง ขมิ้นชัน พริกไทย ก่อนอาหาร เช้า-เย็น ประมาณ 15 นาที
ดิ อโรคยา คลินิกใช้ : ยาประสะเจตพังคี 2-3 แคปซูลก่อนอาหาร เช้า-เย็น 15 นาที

4. โปรไบโอติค – จุลินทรีย์ที่ดีจะช่วยควบคุมปริมาณจุลินทรีย์ที่ไม่ดี ลดการสร้างแก๊ส ช่วยปรับสมดุลให้ระบบขับถ่าย เช่น น้ำหมักชีวภาพ, แอปเปิ้ล ไซเดอร์, กิมจิ

5. ยาหอม – ทานเมื่อมีอาการอึดอัดแน่นบริเวณหน้าอก ช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้นวันละ 2-3 ครั้ง

หมายเหตุ : สำหรับคนไข้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรังร่วมด้วย แนะนำให้ทำดีท็อกซ์แบบสวนล้างลำไส้ 5 วันติดต่อกันเพื่อให้อุจจาระที่แห้งแข็งหลุดออกมาเสียก่อน หลังจากนั้นให้ทำดีท็อกซ์ สัปดาห์ละ 1 ครั้งจนกว่าโรคกรดไหลย้อนจะหายดี

รู้จักยาดี ประสะเจตพังคี และธรณีสัณฑะฆาต

ใครที่เคยอ่านผลงานของเรา หรือเคยเข้ารับการรักษาที่ ดิ อโรคยา คลินิก คงคุ้นหูคุ้นตากับชื่อ 2 ชื่อนี้เป็นอย่างดี ดังที่เรามักเน้นย้ำเสมอว่า การย่อยไม่ได้ ถ่ายไม่ดีนี่แหละเป็นต้นเหตุของสารพัดโรค ดังนั้น ยาตำรับทั้ง 2 ชนิดนี้ ซึ่งเป็นตำรับยาที่ช่วยเพิ่มธาตุไฟช่วยในการย่อยอาหาร และขับอุจจาระที่ตกค้างในลำไส้ จึงเป็นยาที่เรามักจะนำมาใช้เป็นยาพื้นฐานในการรักษาอาการต่างๆอยู่เสมอ แต่ก็ยังมีคนไข้ของเราอีกไม่น้อยที่ไม่เคยทราบมาก่อนว่า ยาตำรับทั้ง 2 นี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร ในบทความนี้เราจึงขอแนะนำให้รู้จักกันอย่างเป็นทางการ

ยาแผนโบราณ ประสะเจตพังคี

ยาประสะเจตพังคี เป็นยาอีก 1 ตำรับ ที่เป็นที่นิยมและรู้จักเป็นอย่างดี ในแวดวงผู้ที่เคยใช้ยาไทย เนื่องด้วยว่าเป็น “ตำรับยาสมุนไพรสามัญประจำบ้านแผนโบราณ” ซึ่งมีสรรพคุณในการแก้กษัย จุกเสียด แก้ลมเป็นก้อน ช่วยลดอาการจากกรดไหลย้อน มีความปลอดภัย สามารถใช้ได้เหมือนกับยาสามัญประจำบ้านประเภทอื่นๆ

คำว่า ประสะ อันที่จริงนั้นก็มีอยู่หลายความหมาย ในชื่อตำรับยานี้ นั้นหมายถึง  เครื่องยาสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นตัวหลัก มีปริมาณเท่ากับเครื่องยาอื่น ๆ อีกหลายอย่างรวมกัน ยาหลักในตำรับนี้ คือ พืชสมุนไพรที่มีชื่อว่า “เจตพังคี” อันมีส่วนประกอบเท่ากับเครื่องยาตัวอื่นๆรวมกัน เช่น ในยา 66 ส่วนนั้นก็จะประกอบไปด้วยเจตพังคี 33 ส่วนนั่นเอง

ในยา 66 ส่วน ประกอบไปด้วย

เจตพังคี หนัก 33 ส่วน(ครึ่งหนึ่งของตัวยาทั้งหมด)

ข่า หนัก 16 ส่วน

ระย่อม พริกไทยล่อน บอระเพ็ด หนักสิ่งละ 2 ส่วน

ดอกจันทน์ ลูกจันทน์ ลูกกระวาน ใบกระวาน กานพลู กรุงเขมา การบูร ลูกสมอทะเล พญารากขาว เปลือกหว้า เกลือสินเธาว์ หนักสิ่งละ 1 ส่วน

ยาหลักในตำรับนี้ เป็นยารสออกร้อน ซึ่งคุณสมบัติของยารสร้อนนั้นจะช่วยในการขับลม และเพิ่มธาตุไฟ จึงเหมาะที่จะใช้แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ มีลมมาก อาหารไม่ย่อย แสดงถึงสภาวะที่ธาตุไฟในการย่อยหย่อนหรืออ่อนกำลังลง

 

ยาแผนโบราณ ธรณีสัณฑะฆาต

ในตำรับยาไทยที่กระทรวงสาธารณสุข ประกาศเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ 27 ขนานนั้น มี
“ตำรับยาธรณีสัณฑะฆาต” หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า “ยาคลายเส้น” อยู่ด้วย
ซึ่งมีสรรพคุณเพื่อแก้กษัย เถาดาน ท้องผูก
 
ในความหมายของการแก้กษัย คือ ช่วยขับลมที่แล่นเข้าไปในเส้นทำให้เส้นแข็งเป็นลำเลือดลมไม่เดิน ปวดเมื่อยทั่วร่างกาย บ้างก็ปัสสาวะเหลือง

ความหมายของเถาดาน คืออาการที่มีอุจจาระแข็งเป็นลำในท้อง และท้องผูก แม้จะขับถ่ายเป็นประจำในช่วงเช้า แต่ต้องสังเกตว่าการขับถ่ายนั้นออกหมดหรือไม่ สบายท้องหรือไม่ ถ้ามีความรู้สึกว่าถ่ายไม่สุด นั่นหมายความว่าอาจจะยังมีของเสียที่ขับถ่ายไม่หมดตกค้าง สร้างลมและแก๊สสะสมจนเกิดอาการปวดหลังปวดเอว อึดอัดแน่นท้อง
การใช้ยาธรณีสัณฑะฆาตขับของเสียในลำไส้ ผลักดันเลือดลมให้เดินสะดวก ก็จะช่วยให้หายจากอาการปวดเมื่อยต่างๆ ตามที่ว่านี้ได้ และยิ่งถ้าใช้ควบคู่กับการนวด อบสมุนไพรจะเห็นผลเร็วขึ้น

ตัวยาที่สำคัญของยาตำรับนี้คือ

– พริกไทยล่อน ที่มีรสเผ็ดร้อน แก้ลมอัมพฤกษ์ แก้ลมลั่นในท้อง บำรุงธาตุ

– ยาดำ(สะตุ) ช่วยการขับถ่าย ถ่ายลมเบื้องสูงลงสู่เบื้องต่ำ

ในส่วนอื่นๆ จะมีกลุ่มยาที่เป็นส่วนประกอบดังนี้

– กลุ่มบำรุงโลหิต บำรุงธาตุ บำรุงลม ได้แก่ ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน รากเจตมูลเพลิง

– กลุ่มแก้เถาดาน เช่น หัวบุก หัวกลอย หัวกระดาดขาว หัวกระดาดแดง

– กลุ่มขับลม ได้แก่ ขิง เทียนดำ เทียนขาว ผักแพรวแดง

และตัวยาอื่นๆ อย่างกานพลู ช่วยกระจายเสมหะ แก้เสมหะเหนียว หัวดองดึง แก้ปวดข้อ ขับผายลม ชะเอมเทศ แก้น้ำลายเหนียว แก้เสมหะเป็นพิษ โกฐกระดูก แก้ลมในกองเสมหะ โกฐน้ำเต้าแก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย ระบายท้อง เนื้อลูกมะขามป้อม ระบายท้อง บำรุงหัวใจ ฟอกโลหิต แก้ลม เนื้อลูกสมอไทย แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้โลหิตในอุทร แก้น้ำดี รู้ถ่ายใน มหาหิงคุ์ ขับลมในลำไส้ แก้ท้องขึ้น อืดเฟ้อ แน่นจุกเสียด เกล็ดการบูร ขับเสมหะและลม แก้ธาตุพิการ แก้ปวดตามเส้น รงทองสะตุ ถ่ายลม ถ่ายน้ำเหลือง ถ่ายเสมหะและโลหิต

เห็นตัวยามากมายชนาดนี้ อย่าเพิ่งกลัวจนไม่กล้ากินกันไปก่อน เพราะตำรับยาไทยที่ต้องมีส่วนผสมมากมายนั้นก็ผ่านการทดลองค้นคว้าจากบรมครู ผู้รู้ ผู้ชำนาญมายาวนาน ที่ต้องใช้สิ่งโน้นผสมสิ่งนี้ ก็เพราะสมุนไพรใช่จะมีคุณแต่อย่างเดียว บางชนิดก็มีความเป็นพิษอยู่ด้วย จึงต้องผสมสมุนไพรอีกอย่างหนึ่งเพื่อถอนพิษกัน หรือเสริมสมุนไพรบางชนิด เพื่อให้ฤทธิ์ของยานั้นเข้มข้นขึ้น

วิธีทาน

1. ผู้ที่ท้องผูกเป็นประจำ ให้ทาน 2-4 แคปซูล ก่อนนอน 5 วัน ทานน้ำมากๆระหว่างวัน และหากวันไหนท้องผูกจึงทานอีกครั้ง

2. ผู้ที่มีลมในท้องมากเช่นเป็นโรคกรดไหลย้อน ทาน 2-3 เม็ดก่อนนอน 7 วันติดกัน หลังจากนั้นทานสัปดาห์ละ 2 วันจนกว่าจะหายดี

3. ผู้ที่ต้องการทำความสะอาดลำไส้ ทานสัปดาห์ละ 1 วัน ครั้งละ 2-3 แคปซูลก่อนนอน

เมื่อทานยาธรณีสัณฑะฆาตแล้วจะปวดถ่ายในตอนเช้า โดยมากจะถ่ายเป็นน้ำและมีลมออกมามาก และระหว่างวันจะไม่รู้สึกปวดถ่ายบ่อยๆ

นอกจากยาตำรับประสะเจตพังคี และธรณีสัณฑะฆาตแล้ว  แพทย์แผนโบราณยังได้ทิ้งมรดกตกทอดเป็นตำรับยาอันทรงคุณค่าไว้อีกมากมาย ล้วนเป็นยาที่เคยช่วยเยียวยารักษาอาการป่วยไข้ของบรรพบุรุษให้หายได้ผลดีได้ไม่แพ้ยาแผนปัจจุบัน เพียงเราใช้ยาให้ถูกกับโรค ถูกขนาด ถูกเวลา ถูกกับผู้ป่วย รู้จักสังเกตอาการ วิเคราะห์สาเหตุการเกิดโรคให้เป็นเท่านั้น

หากเรายังไม่เข้าใจก็สามารถขอคำปรึกษาจากแพทย์แผนไทย หรือผู้ที่ศึกษาเรียนมาด้านการใช้ยาสมุนไพรที่มักจะอยู่ประจำร้านยาแผนโบราณก็ได้  เพื่อจะได้มั่นใจในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษว่า ยาไทยมีประสิทธิภาพจริง ให้ผลในการรักษาได้จริงไม่แพ้ยาตำราใดๆ

 

การสวนล้างลำไส้ ดีหรือไม่ ทำอย่างไร

วิธีล้างพิษด้วยการสวนล้างลำไส้นั้น นับเป็นวิธีมนุษย์ที่รู้จักใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เนื่องจากพบว่าในคัมภีร์ไบเบิ้ล ก็ยังมีการกล่าวถึงการสวนล้างลำไส้ ในยุโรปและอเมริกา ยังถือว่าการสวนล้างลำไส้ด้วยของเหลวนี้ เป็นแขนงหนึ่งของวิชาวารีบำบัดด้วย

สารพิษในร่างกาย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

Exotoxins สารพิษที่ได้รับจากภายนอก เช่น อาหาร อากาศ

Endotoxins สารพิษที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญของร่างกายเอง หรือที่เรียกว่า อนุมูลอิสระ

กระบวนการขับสารพิษของร่างกายจะมี 2 ระยะคือ

ระยะที่ 1 เมื่อมีสารพิษเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะมีกระบวนการเพิ่มอ๊อกซิเจน เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างของสารพิษให้ง่ายต่อการกำจัดทิ้ง

ระยะที่ 2 จะมีการนำพาสารต่างๆ เช่น เอ็นไซม์ glucoronyl จากตับ ไปเกาะจับสารพิษแล้วขับออกทางปัสสาวะหรือน้ำดี ซึ่งของเสียที่ออกมาจากน้ำดีจะถูกขับออกทางอุจจาระ

จุดประสงค์ของการสวนล้างลำไส้

– เพื่อกำจัดกากอาหารที่ตกค้างหมักหมมอยู่ในลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นต้นเหตุก่อสารพิษสะสมในร่างกาย
– ช่วยเพิ่มการบีบตัวของลำไส้ เนื่องจากทุกวันนี้อาหารทานสะดวกมักไม่ค่อยมีกากใยอาหารเท่าที่ควร รวมทั้งการขาดการออกกำลังกายและความเครียด จะทำให้การบีบตัวของลำไส้ใหญ่ผิดปกติไป ก่อให้เกิดเมือกมันเกาะติดผนังลำไส้ใหญ่ได้ง่าย

การสวนล้างลำไส้ใหญ่มี 2 รูปแบบคือ

  1. การสวนล้างลำไส้ใหญ่ส่วนบน เพื่อขจัดตะกรันที่ตกค้างในลำไส้ใหญ่และสารพิษตกค้างในร่างกาย แต่วิธีนี้ จะต้องทำโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
  2. การสวนล้างลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง ทำเพื่อขจัดหรือลดพิษในร่างกาย แต่ยังไม่สามารถขจัดตะกรันออกได้ เป็นวิธีที่เราสามารถทำได้เอง แต่ไม่ทำบ่อยจนเกินไป

วิธีสวนล้างลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง

– ผสมผงกาแฟดีท็อกซ์ (ในปริมาณที่ระบุตามฉลาก) หรือสมุนไพรอื่นๆตามตำรา กับน้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิไม่เกิน 39 องศาเซลเซียส ประมาณ 1.2-1.5 ลิตรลงในขวดดีท๊อกซ์ แล้วแขวนให้สูงจากพื้นตรงที่จะทำดีท๊อกซ์ประมาณ 1-1.20เมตร
– ทาปลายสายยางด้วยน้ำมันมะพร้าวหรือวาสลีน แล้วค่อยปล่อยน้ำไหลผ่านสายยางจนเต็มสาย จากนั้นปิดวาล์วระบายน้ำ นอนตะแคงด้านขวา แล้วสอดปลายสายยางเข้าทางทวารหนัก ลึกประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ
– เปิดวาล์วที่สายยางให้น้ำไหลเข้าในลำไส้อย่างช้าๆ จนหมด แต่หากไม่สามารถทนได้ ให้ปิดวาล์วน้ำแล้วขับถ่ายก่อน หลังจากนั้นค่อยทำตามขั้นตอนเดิม จนน้ำในขวดดีท๊อกซ์หมด
– กลั้นอุจจาระสักครู่ (เท่าที่ทนได้) ระหว่างนั้นให้นวดกระตุ้นลำไส้ โดยใช้นิ้วมือนวดกดหน้าท้องในแนวทวนเข็มนาฬิกา แล้วจึงขับถ่ายออกจนรู้สึกโล่งสบาย

ผู้ที่ไม่ควรสวนล้างลำไส้

– มีอาการความดันโลหิตสูงมาก
– เป็นโรคหัวใจขั้นรุนแรง
– เด็ก หรือ สตรีมีครรภ์
– มีแผลในลำไส้ ลำไส้อุดตัน เพิ่งผ่าตัดลำไส้

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นปกติ จากการสวนล้างลำไส้

– อาการอ่อนเพลียเนื่องจากกระบวนการขับพิษของร่างกาย
– รู้สึกเหมือนท้องอืดเล็กน้อย เพราะลำไส้มีการเคลื่อนไหวมากขึ้น

แม้ว่าการสวนล้างลำไส้เป็นทางเลือกในการล้างพิษที่ดีและทำได้ง่าย แต่ก็ใช่ว่าควรทำกันบ่อยๆ เพราะในลำไส้ใหญ่ของเรานั้น มีจุลินทรีย์ทั้งดีและไม่ดีอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก การสวนล้างลำไส้ทุกครั้งจะทำให้เกิดการสูญเสียจุลินทรีย์เหล่านี้ไปด้วย จึงควรเว้นระยะห่างในการทำ หากมีอาการอึดอัดมากในช่วงแรกอาจทำวันละ 1 ครั้ง ติดต่อกันประมาณ 3-7 วัน และเมื่ออาการดังกล่าวดีขึ้นแล้ว ควรลดลงเหลือเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็เพียงพอ การล้างพิษแต่ละครั้ง ร่างกายก็ต้องใช้เอ็นไซม์ในปริมาณมากด้วยเช่นกัน ดังนั้น ระหว่างการล้างพิษหรือการสวนล้างลำไส้ จึงควรเติมเอ็นไซม์จากการทานผักผลไม้สดให้ร่างกายควบคู่กันไปด้วย

…………………………………………………………………………………………………………………………………

ตัวอย่างคนไข้ของ ดิ อโรคยา คลินิก

ปัญหาลำไส้จากการทานยามากเกินไป และ การเลือกทาน

 

คนไข้หลายท่านมีความกังวลในตัวโรคมากจนเกินไป เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรคหรืออาการที่เป็นอยู่เป็นหนักขึ้น เกิดความกดดัน หรือความเครียด จนหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้ กลัวไปเสียหมดทั้งอาหารทั้งยา และเมื่อทานยาแล้วไม่ดีขึ้น ก็ไม่กล้าลดยาลงเสียบ้าง จนต้องพกยาถุงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และยังไม่มีทีท่าว่าจะลดยาลงเลย

 

คุณพัฒนา คนไข้หญิงวัย 50 นัดคิวเข้ามาพบด้วยจิตใจว้าวุ่น เพราะหน้าตาของเธอดูซีเรียส ไม่รู้ว่าเธอเครียดเรื่องสุขภาพหรือเรื่องอะไรกัน  ปัญหาคับข้องใจของเธอก็คือ เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังด้านซ้าย เป็นเวลากว่า 8 ปี ได้ทำการส่องกล้องมาแล้ว พบว่าลำไส้มีลักษณะ พอง ถลอก ช้ำ เป็นจ้ำแดง ขณะนี้เธอจึงมี ยาในความรับผิดชอบที่ต้องทานอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ยาลดการเคลื่อนไหวของลำไส้, ยารักษาแผลในลำไส้ใหญ่, สเตอรอยด์, ยาบำรุงเลือด, ยาลดกรด, ยาแก้อักเสบ และยากดภูมิคุ้มกันอีกหนึ่งชนิด เธอพกมาให้ดูด้วยห่อใหญ่ทีเดียว

 

หมอคะพี่จะทำอย่างไรดีกับลำไส้ กินยามานานมากแล้วก็ยังไม่หายเสียที ติดเชื้อในลำไส้บ่อยเกินไปแล้ว เป็นครั้งใด ก็ได้ยามาเพิ่มทุกที สัปดาห์ที่ผ่านมาพี่ก็เป็นอีกแล้ว มีลมในท้องมาก ถ่ายท้องทั้งวัน จึงได้ยาฆ่าเชื้อมาอีกหนึ่งชุด  ตอนนี้พี่มีอาการ เหนื่อยง่าย หลับง่าย ง่วงบ่อย ตื่นมาไม่สดชื่นเลย เข้าห้องน้ำบ่อยมาก ทานอะไรผิดสำแดงหน่อยก็ต้องเข้าห้องน้ำ พี่ต้องทำอย่างไรดี ผมจึงแนะนำว่าก่อนอื่นคงต้องลดยาลงบ้าง เพราะถ้าทานยาอยู่มากเช่นนี้ ผมคงไม่กล้าจ่ายยาอะไรอีกเป็นแน่ แค่นี้ก็คงจำเวลาทานยาไม่ไหวแล้ว คุณพัฒนาฟังแล้วทำท่าทีไม่เห็นด้วยเพราะทานยามานานไม่กล้าหยุดยา กลัวจะต้องไปเริ่มต้นทานใหม่อีก ผมจึงแนะนำให้ทานยาฆ่าเชื้อชุดนี้ให้หมดลงไปก่อนแล้วจึงกลับมาหาใหม่ ถ้าต้องการจะรักษาโรคลำไส้ที่เป็นอยู่นี้จริงๆ ในใจก็คิดว่าเธอคงไม่กลับมาอีกแล้ว

 

สองสัปดาห์ผ่านไป เธอกลับมาอีกครั้งยืนยันว่าต้องการหายจากโรคลำไส้นี้อย่างจริงจัง เราจึงช่วยกันนั่งหาข้อมูลของยาว่าพอจะลดยาตัวใดที่ไม่จำเป็นลงบ้าง เช่นยาแก้อักเสบ ยาบำรุงเลือด ยาลดกรด ค่อยๆลดการใช้สเตอรอยด์ลง(เพื่อให้ร่างกายกลับมามีภูมิคุ้มกันอีกครั้งแบบไม่อันตราย) เริ่มทาน probiotic(จุลินทรีย์ที่ดี) และ prebiotic(อาหารของจุลินทรีย์ที่ดี) เพื่อปรับลำไส้ให้เข้าสู่สมดุล ทานน้ำขิงก่อนอาหารมื้อหนัก ทานผัก(เคี้ยวให้ละเอียด)เพิ่มการดูดซึมน้ำและเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์ที่ดี เริ่มงดการทาน ชา กาแฟ ซึ่งก่อนหน้านี้ทานอยู่เป็นนิจ ทานกล้วยน้ำว้า(ดิบ)และน้ำผึ้งรักษาแผลในกระเพาะอาหารลำไส้  ทุกวันเพื่อให้ลำไส้ปรับตัวเข้าสู่สมดุลได้เร็วยิ่งขึ้น

 

หนึ่งเดือนผ่านไป  เธอกลับมาอีกครั้งด้วยสีหน้าที่ดีขึ้นเพราะ เริ่มทานอาหารได้ดี ไม่ต้องทานแต่ข้าวต้ม แทบทุกมื้อเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว ค่าการอักเสบจากผลการตรวจเลือดลดลงแล้ว ยังมีผายลมบ่อยๆอยู่บ้าง ทานกาแฟบ้างแต่ลดการทานลงมากแล้ว รู้สึกว่าไม่มีอาการลำไส้อักเสบง่ายๆอีก แต่ยังมีอาการปัสสาวะบ่อย เพราะการดูดซึมน้ำภายในลำไส้ยังทำได้ไม่ดีนัก ยังทานยาสเตอรอยด์ และ ยารักษาแผลในลำไส้ใหญ่อยู่บ้าง ครั้งนี้จึงแนะนำให้ทานยาชุดเดิมต่อไป(โปรไบโอติค, พรีไบโอติค, น้ำขิง) แต่คราวนี้ทานกล้วยน้ำว้าสุกร่วมกับน้ำผึ้ง ค่อยๆปรับลดการทานยาสเตอรอยด์ลงเรื่อยๆ

 

หนึ่งเดือนถัดมา เธอรู้สึกว่าลำไส้ปกติขึ้นมาก ยังมีอาการถ่ายบ่อยครั้งบ้าง ลดการทานสเตอรอยด์จนแทบไม่ได้ทานแล้ว ยังมีการทานยารักษาแผลในลำไส้ใหญ่อยู่นิดหน่อย ผายลมน้อยลง แนะนำให้เธอทาน  Apple Cider 1 ช้อนชา เช้า-เย็น พร้อมอาหารเพื่อปรับสภาพผนังลำไส้ ช่วงนี้เธอเริ่มทานขนมปังได้ไม่เกิดแก๊สเกิดลมมากนักหลังจากทานไม่ได้มานาน  หลังจากนั้นอีกสองเดือน เธอกลับมาหากันอีกครั้งบอกว่าขณะนี้ไม่ได้ทานสเตอรอยด์แล้ว และลำไส้ก็เป็นปกติ มีถ่ายท้องบ้างเวลาทานอาหารไม่ดี ผมก็รู้สึกดีใจไปพร้อมกับเธอด้วยเพราะไม่ต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวงแล้ว ทานอาหารอร่อยๆได้ เธอน่าจะลดความเครียดความกังวลใจไปได้ไม่น้อยในเวลาประมาณ 3 เดือน ด้วยความกล้าหาญและตั้งใจของเธอทำให้เราได้เรียนรู้ว่าธรรมชาติบำบัดร่วมกับความมุ่งมั่นตั้งใจสามารถเปลี่ยนชีวิตได้

 

คนไข้อีกท่านหนึ่ง คุณสุพรรณท่านนี้มีอาการชาปลายนิ้วมือ ชาขาบ่อยๆ ทานยาบำรุงปลายประสาท เพื่อลดอาการชา แต่พอลดการทานยาก็เกิดอาการขึ้นอีก เมื่อตรวจดูที่เล็บมือมีสีขาวซีดมีเลือดมาหล่อเลี้ยงน้อยมาก ร่างกายไม่ค่อยมีกล้ามเนื้อ น้ำหนักน้อยเพียง 41 กิโลกรัม มีอาการง่วงนอนทั้งวัน ง่วงเมื่อไหร่ก็นอนได้ทันที เรียกว่าคนนอนไม่หลับต้องอิจฉาเลย หลับได้ทุกที่ทุกเวลา เมื่อมีอาการลักษณะนี้นำเอาอาการข้างเคียงมาพิจารณาด้วยก็เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะเธอมีอาการของโรค IBS (ลำไส้แปรปรวน) มาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ต้องทานยาช่วยการเคลื่อนไหวของลำไส้มาตลอด  หากมีปัญหาลำไส้มานานขนาดนี้จะดูดซึมอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้อย่างไร คุณสุพรรณก็ต้องมีอาการชาปลายนิ้วอยู่ร่ำไป วิธีแก้ไขก็คือการปรับปรุงกระบวนการย่อยอาหารเสียใหม่ โดยเฉพาะการปรับปรุงจุลชีพในลำไส้เพื่อให้กระบวนการย่อยอาหารสร้างเลือดใหม่ๆกลับคืนมาเหมือนเดิม

 

แต่คุณสุพรรณเธอกำชับเป็นมั่นเหมาะว่าเธอไม่ทานยาที่มีกลิ่นเด็ดขาด จึงต้องคิดกันหนักเพราะยาสมุนไพรส่วนมากก็มีกลิ่นเฉพาะตัวโดยเฉพาะยาประเภทช่วยย่อยขับลมก็หนีไม่พ้น ขิง ขมิ้น ข่า พริกไทย เธอลองเอาไปดมแล้วบอกว่าไม่ไหวจริงๆ ทำเอาผมปวดหัวตึ้บ ถามต่อไปว่า แล้วอาหารล่ะครับเลือกทานด้วยไหม เธอบอกว่าเลือกทานหมดอะไรมีกลิ่น เธอก็เขี่ยทิ้งไม่ทาน ในที่สุดก็เจอต้นเหตุที่แท้จริง ที่เธอเป็นโรคลักษณะนี้ก็เพราะทานอาหารซ้ำๆ อาหารเผ็ดร้อนไม่ทาน กระบวนการย่อยอาหารจึงไม่สมบูรณ์มาแต่เด็กจนปัจจุบันตัวผอมแห้งไม่มีกล้ามเนื้อ รวมถึงมีอาการกระดูกพรุนอีกด้วย หากคุณพ่อคุณแม่ท่านใดได้อ่านบทความนี้ก็ขอให้สงสารลูกในอนาคต อย่าตามใจลูกมากจนเกินไป ฝึกให้ทานของที่ไม่ชอบไม่อร่อยบ้าง มิเช่นนั้นก็อาจจะต้องมาพบเจอโรคขาดสารอาหาร โรคกระเพาะอาหาร โรคลำไส้ในอนาคต ผมจึงขอร้องให้เธอกลับมาทานอาหารเหมือนผู้อื่นจะดีกว่า อย่าไปกลัวเครื่องเทศ เครื่องหอมเลย ระบบย่อยอาหารของเราต้องการอาหารฤทธิ์ร้อนบ้าง เมื่อย่อยอาหารได้ดีก็จะมีเลือดไปหล่อเลี้ยงมือเลี้ยงเท้า หายจากอาการมือชา เท้าชา ง่วงนอนบ่อยๆ และที่สำคัญคือหายจากโรคลำไส้แปรปรวนไปพร้อมๆกัน เพียงแค่อย่าเลือกกินอาหารมากจนเกินไป อาหารพื้นบ้านสมุนไพรไทยๆนี่ล่ะช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้ของเราแข็งแรง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*