น้ำเปล่า ยาอายุวัฒนะ

น้ำเปล่า-outline

น้ำเปล่า (ไม่เย็น)…เป็นยาอายุวัฒนะ

ย่างเข้าสู่ปี พ.ศ. 2558 แล้ว นึกย้อนกลับไปในปีก่อน รู้สึกได้ว่ายิ่งเราโตขึ้นเท่าไหร่  ปีหนึ่งๆ ก็จะยิ่งผ่านไปเร็วขึ้นเท่านั้น จุดมุ่งหมายอะไรที่เคยตั้งใจจะทำให้ทันภายในปีที่ผ่านๆมา บ้างก็สำเร็จสมความตั้งใจ บ้างก็ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน มานั่งคิดดูแล้วก็พบว่าหนึ่งในจุดมุ่งหมายสำคัญที่ยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก ทั้งที่ควรทำให้ได้เป็นอย่างแรก ก็คือ การทำให้ตัวเองและคนรอบตัวมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงอย่างยั่งยืน

เพราะฉะนั้นในปี พ.ศ. 2558 นี้ เรามาร่วมกันทำความฝันนี้ให้กลายเป็นจริงกันสักทีดีไหม เริ่มต้นง่ายๆ จากการ “ดื่มน้ำให้ถูกวิธี”

น้ำสำคัญอย่างไร

          “เราควรดื่มน้ำเปล่าให้ได้อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว” เป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนเรียนรู้มาตั้งแต่จำความได้ การดื่มน้ำวันละ 8–10 แก้วจะทำให้มีสุขภาพดี เป็นสิ่งที่เราย้ำเตือนกันเสมอ แต่เคยสังเกตบ้างไหมว่า ในแต่ละวัน เราดื่มน้ำเปล่ากัน บางครั้งไม่ถึง 3 แก้ว/วัน  นั่นก็เพราะว่า เราเพียงแต่รับรู้มาว่า การดื่มน้ำเปล่าทำให้สุขภาพดี แต่ดีอย่างไรบ้าง ยังไม่เคยมีใครอธิบายให้ฟังอย่างแจ่มแจ้งเสียที วันนี้ เราจึงลองมานั่งนึกและจดบันทึก ถึงความสำคัญของน้ำต่อร่างกายดู อาจจะยังไม่ครบถ้วนดีนัก ก็ได้มาดังนี้ 

น้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของร่างกาย

น้ำเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนให้ระบบต่างๆ ในร่างกายสามารถทำงานได้อย่างสะดวกราบรื่น ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำถึง 70%  สมองมีน้ำเป็นองค์ประกอบถึง 85%  เลือดมีน้ำเป็นองค์ประกอบถึง 92%  และมวลกล้ามเนื้อมีน้ำเป็นองค์ประกอบอยู่ 75%  และที่สำคัญที่สุดเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายประกอบด้วยน้ำ 60%  หากขาดน้ำระบบต่างๆในร่างกายก็จะด้อยประสิทธิภาพลง ส่งผลให้ ความคิดช้าลง ร่างกายขาดความกระฉับกระเฉง อ่อนเพลียง่าย ผิวพรรณไม่สดใส เป็นต้น

 น้ำสำคัญต่อหัวใจ

เพราะน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของโลหิต และหัวใจมีหน้าที่สูบฉีดโลหิต หากน้ำในเลือดของเรามีน้อย เลือดก็จะข้นหนืด ไหลเวียนได้ไม่ดี หัวใจดวงน้อยๆ ทั้งยังอ่อนนุ่มและบอบบางของเรา ในฐานะที่ต้องทำหน้าที่สูบฉีดโลหิต จะต้องทำงานหนัก ใช้แรงดันมากกว่าปกติ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจในอนาคต

 น้ำสำคัญต่อระบบไหลเวียนเลือด

เลือดของเรามีหน้าที่หลายอย่าง แต่หน้าที่สำคัญประการหนึ่งก็คือการลำเลียงสารอาหารต่างๆไปเลี้ยงเซลล์และเนื้อเยื่อ ทุกระบบและทุกอวัยวะในร่างกายล้วนต้องใช้เลือด หากน้ำในเลือดน้อย หน้าที่ในการลำเลียงสารอาหาร รวมถึงหน้าที่ในการลำเลียงของเสียในร่างกายไปกำจัดออกก็จะด้อยประสิทธิภาพลง ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ แถมในเลือดที่พอจะส่งไปได้ก็ยังเต็มไปด้วยของเสีย ร่างกายสะสมแต่ของเสียขับออกไม่ค่อยได้ นานวันเข้าก็จะทรุดโทรมลงก่อนวัยอันควร เกิดสิว ฝ้า ผิวพรรณหมองคล้ำ อาการอ่อนเพลียง่าย มึนศีรษะ คิดช้า หิวบ่อย อ้วนง่ายแต่ไม่มีแรง อย่างไม่ต้องสงสัย

น้ำสำคัญต่อไต

แน่นอนที่สุดว่า ใครไม่อยากเป็นโรคไต ต้องฟอกไต วิธีที่ง่ายที่สุดในการป้องกันก็คือการดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะไตมีหน้าที่หลักในการกรองของเสีย ของที่เป็นพิษต่อร่างกายแล้วนำออกทางปัสสาวะ หากน้ำในร่างกายน้อย ร่างกายจะไม่ยอมสูญเสียน้ำที่มีอยู่ไปง่ายๆ โดยเฉพาะการปัสสาวะ ซึ่งนอกจากจะทำให้ไตทำงานหนักขึ้นแล้ว เมื่อไตไม่สามารถกรองของเสียและขับออกทางปัสสาวะได้โดยสะดวก ที่สุดของเสียเหล่านั้นก็จะต้องถูกส่งกลับไปสะสมไว้ในร่างกาย เป็นวงจรร้ายที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา

 

เมื่อร่างกายได้รับน้ำน้อยเกินไป ของเสียในร่างกายที่ขับออกไม่ได้ก็จะถูกลำเลียงไปเก็บสะสมไว้ตามเซลล์ต่างๆ เพื่อความอยู่รอดร่างกายจะยิ่งพยายามกักเก็บน้ำไว้ให้มากที่สุด โดยเก็บไว้ในที่ว่างระหว่างเซลล์ ทางหนึ่งก็เพื่อช่วยเจือจางของเสีย ซึ่งเราจะสังเกตได้จากอาการบวมน้ำ คือลักษณะที่ร่างกายมีการบวม กดแล้วนิ่มๆเหลวๆ โดยเฉพาะที่เท้า มือ และขา  หลายๆคนเข้าใจผิดว่าอาการบวมน้ำนั้นเกิดจากการดื่มน้ำมากไป โดยเฉพาะสาวๆที่กำลังลดน้ำหนัก มักเลือกใช้ยาขับปัสสาวะเพื่อลดอาการนี้ ที่จริงแล้วการขับปัสสาวะไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุ   วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องที่สุดก็คือ เราจะต้องดื่มน้ำในปริมาณมากพอเท่านั้น

ที่ว่ามานี้ จะนับว่าเป็นแค่น้ำจิ้มก็ว่าได้ หากจะลงลึกไปในรายละเอียดเกินว่านี้ คนอ่านอาจจะเกิดปัญหาน้ำในลูกตาแห้งกันไปซะก่อน แต่อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว บางคนอาจมีคำถามว่า เราเองก็ดื่มน้ำมาก แต่ทำไมสุขภาพยังไม่ดี ดิ อโรคยา ก็มีคำตอบในเรื่องนี้ พร้อมวิธีการดื่มน้ำให้มีสุขภาพดีมาฝากกัน

 

วิธีดื่มน้ำที่ ดิ อโรคยา แนะนำ

มีหลักง่ายๆ ก็คือ การค่อยๆ ดื่มทีละน้อย แต่บ่อยครั้ง และดื่มในปริมาณที่เพียงพอต่อน้ำหนักตัว ไม่ต้องมากถึงวันละ 3 ลิตร 5 ลิตร ก็เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ได้

 

การคำนวณการดื่มน้ำให้เพียงพอกับน้ำหนักตัว

((น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม x 2.2) ÷ 2)  x 30  =  ……..….… cc.

เช่น ถ้าท่านหนัก 50 กิโลกรัม

((50 x 2.2) ÷ 2)  x 30 = 1,650 cc. = 1.65 ลิตร

โดยเฉลี่ยแล้วน้ำ 1 แก้ว = 200 cc ดังนั้น 1.65 ลิตร = น้ำ 8 แก้ว โดยประมาณ

ผู้ที่มีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม จึงควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว

 

ตารางเปรียบเทียบปริมาณน้ำที่ควรดื่มใน 1 วัน / น้ำหนักตัว

น้ำหนักตัว

ปริมาณน้ำขั้นต่ำที่ควรดื่ม

จำนวนแก้ว

(กิโลกรัม)

(ลิตร / วัน)

(โดยประมาณ)

45

1.48

7.5

50

1.65

8

55

1.81

9

60

1.98

10

70

2.31

11.5

80

2.64

13

90

2.97

15

 

ดื่มน้ำตอนไหนดี และไม่ควรดื่มน้ำเวลาใด

 

นอกจากปริมาณที่ควรดื่มแล้ว ช่วงเวลาในการดื่มก็สำคัญ แต่ไม่ใช่ว่าจะถือเอาว่าไม่ควรดื่มน้ำตอนเช้าและเย็น เพราะกลัวจะปวดปัสสาวะช่วงเดินทางไป-กลับจากทำงาน และควรดื่มมากๆก่อนทานอาหารจะได้ไม่อ้วน เหมือนที่สาวๆชอบทำกัน เพราะนั่นอาจจะเป็นความเข้าใจที่ผิด

 

  • ควรดื่มหลังตื่นนอนตอนเช้า 1- 2 แก้ว เพราะช่วงเวลานอน เป็นเวลา 6-8 ชั่วโมงที่ร่างกายขาดน้ำ เลือดในช่วงเช้าจะเป็นเลือดที่ค่อนข้างข้นหนืด การดื่มน้ำหลังตื่นนอนจึงช่วยให้เลือดไหลเวียนสะดวก ทั้งยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีอีกด้วย
  • เราสามารถจิบน้ำได้ตลอดทั้งวัน โดยค่อยๆ ดื่มที่ละไม่เกินครึ่งแก้ว แต่บ่อยๆ ในทางการแพทย์แผนไทยถือว่า ร่างกายคนเราเปรียบได้กับธาตุดิน เมื่ออยากให้ดินดี ต้นไม้เจริญงอกงามก็ต้องหมั่นรดน้ำใส่ปุ๋ย แต่ถ้าสักแต่ใส่ปุ๋ยมากจนเกินไป จนดินเสียสมดุล ก็จะทำให้ต้นไม้อยู่ไม่ได้ เช่นเดียวกับการรดน้ำ หากเทน้ำรวดเดียวทั้งแก้วลงไป ดินก็ไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้ทัน แต่ถ้าค่อยๆรดลงไปทีละน้อยให้น้ำค่อยๆไหลซึมลงไป ดินก็จะเก็บซับน้ำไว้ได้ทันและเกิดความชุมชื้นทั่วถึงกันทั้งหมด แขนงของรากไม้ทุกแขนงก็จะได้รับน้ำอย่างเพียงพอ
  • เวลาที่ไม่ควรดื่มน้ำ หรือหากจำเป็นต้องดื่มก็ควรระมัดระวัง ดื่มให้น้อยที่สุด ก็คือเวลาทานอาหาร ถ้าจะให้ดีควรดื่มน้ำให้ห่างจากมื้ออาหาร 30 นาทีเป็นอย่างน้อย เพราะปกติแล้ว กระเพาะอาหารจะหลั่งน้ำย่อยที่มีความเข้มข้นและปริมาณพอเหมาะแก่การย่อยอาหาร หากเราดื่มน้ำมากไปในเวลาทานอาหาร จะทำให้น้ำย่อยเจือจางลง การย่อยขาดประสิทธิภาพเป็นต้นเหตุของอาการท้องอืดท้องเฟ้อ นานวันเข้าโรคกระเพาะอาหารและโรคกรดไหลย้อนก็จะตามมาเป็นงูกินหาง

และเมื่อการย่อยอาหารไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะพลอยทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารที่ดีไปใช้ไม่ได้ หรือได้ไม่เต็มที่ แถมยังทำให้เหลือเศษขยะอาหารตกค้างในลำไส้มากเกินไป ก่อแก๊สสร้างลมเป็นพิษ เป็นภาระให้ร่างกายในการขับออกเสียอีก

มีสารอาหารดีๆ ก็ใช้ไม่ได้  ขยะก็ตกค้างในร่างกายจนขับออกไม่หมด นี่แหละต้นเหตุของสารพัดโรคอย่างแท้จริง

เข้าใจวิธีการดื่มน้ำที่ถูกต้องกันแล้วก็อย่ารอช้า..แต่ อ๊ะๆๆ ตาวิเศษเห็นนะ ว่ามีบางคนแอบเปิดตู้เย็นหยิบน้ำเย็นเจี๊ยบ ที่จริงแล้ว เราก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้ดื่มน้ำเย็น แต่เมื่อดื่มน้ำเย็นจัดเกินไป ร่างกายจะต้องรับภาระในการปรับอุณหภูมิอยู่เรื่อยๆ ยิ่งดื่มบ่อยๆ อุณหภูมิร่างกายก็ยิ่ง ขึ้นๆลงๆ  ย่อมไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ เพราะฉะนั้น ลดภาระให้ร่างกายด้วยการดื่มน้ำเปล่า อุณหภูมิปกติ จะเป็นการดีที่สุด

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือคนส่วนใหญ่ติดการดื่มเครื่องดื่มหวานเย็นเป็นชีวิตจิตใจ ยิ่งเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนด้วยแล้ว มันช่างกระตุ้นหัวใจให้กระชุ่มกระชวย ทำงานได้ทั้งวันไม่มีเหน็ดเหนื่อย

ในเครื่องดื่มที่ว่านอกจากจะมีน้ำตาลสูง เป็นอันตรายต่อระบบไหลเวียนเลือด เป็นตัวการทำให้เลือดข้นหนืดและต้นตอของการอักเสบแล้ว คาเฟอีน ยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ทำให้ร่างกายต้องสูญเสียน้ำมากไปโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

ใครที่คิดว่าตัวเองดื่มน้ำเยอะแล้ว ลองสังเกตดูดีๆก่อนว่า น้ำที่ดื่มนั้นเหมาะแก่ร่างกายแล้วหรือยัง เป็นน้ำที่ร่างกายนำไปใช้ได้โดยไม่ก่อให้เกิดภาระหรือไม่  แค่คิดก่อนดื่มสักนิด คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้นได้อย่างแน่นอน เราคอนเฟิร์ม…