Home // อาหารเป็นยา // ปลุกพลังชีวิต ด้วย “RAW FOOD”

ปลุกพลังชีวิต ด้วย “RAW FOOD”

Raw food คืออะไร?

ก่อนจะทำความรู้จักกับ Raw food เราลองมาทำความเข้าใจกันสักนิดว่า สิ่งที่เรากินกันอยู่ทุกมื้อทุกวันนี้ ควรเป็นอาหารจริงหรือไม่

Food = อาหาร คำจำกัดความของอาหารคือ เมื่อได้ทานแล้วอิ่ม เราจึงเรียกว่า อาหาร เช่น เมื่อเราหิว เราทานเบอร์เกอร์สำเร็จรูปแช่แข็งที่อุ่นร้อนเรียบร้อยแล้ว 1 ชิ้น เราอิ่ม เราพอใจในความอิ่มนั้นแล้วทำงานต่อไปได้ แต่ “คุณค่าทางอาหาร” เรานึกถึงคำนี้มากน้อยแค่ไหน?

สำหรับพวกเรา “ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น” สิ่งที่เรียกว่าอาหารของพวกเราคือ สิ่งที่ทานแล้ว “อิ่ม และต้องมี คุณค่าทางอาหารซึ่งสามารถบำรุงร่างกายได้” ที่เรียกว่า “Nutrient” ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราทานข้าวขัดขาว 1 จาน เราจะรู้สึกอิ่ม (บางคนอาจรู้สึกง่วงนอนหลังจากอิ่ม) แต่ถ้าเราทานข้าวกล้อง 1 จาน เราจะรู้สึกอิ่ม ระบบต่างๆ ภายในร่างกายก็จะเต็มอิ่มด้วยแร่ธาตุและสารอาหารที่มีประโยชน์ พร้อมด้วยเส้นใยไฟเบอร์ที่เป็นจำเป็นอย่างยิ่งต่อระบบขับถ่าย เราจึงเต็มอิ่มด้วยพลังที่จะนำไปใช้ในกิจกรรมประจำวันได้อย่างเพียงพอตามไปด้วย

_

ในทางธรรมชาติบำบัด มีหลักความเชื่อว่า ทุกสิ่ง ล้วนมี “พลังชีวิต” ของตนเอง และ “ดิน ถือเป็นแหล่งกำเนิดของสรรพสิ่งต่างๆ เป็นรากฐานของพลังชีวิต” พืชผักที่เติบโตขึ้นมาจากดินด้วยกระบวนการเจริญเติบโตตามธรรมชาติ จะมีเวลามากพอในการสะสม ดูดซับ พลังชีวิตไว้เต็มเปี่ยม ต่างจากอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่สัตว์ถูกเลี้ยงในโรงเรือนระบบปิดอย่างแออัดยัดเยียด ต้องแย่งอากาศกันหายใจและถูกบังคับให้เติบโตอย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติ กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่โตแต่ตัว ไร้ซึ่งพลังชีวิต จนสัตว์บางตัวไม่สามารถยืนได้ด้วยขาตัวเองด้วยซ้ำ

Raw food (อาหารสด) คือ แนวทางหนึ่งของการรับประทานอาหารแบบมังสวิรัติ เน้นการทานผักและผลไม้สดให้ได้มากกว่า 75% และทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มีสารอาหารและแร่ธาตุสำคัญสูง เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดขาใอีก 25% ต่อ 1 มื้อ โดยงดทานเนื้อสัตว์ทุกชนิดรวมทั้งนมและผลิตภัณฑ์จากนม

หลักสำคัญในการทานอาหารแบบ Raw food

1. ต้องไม่ผ่านการปรุง

2. ต้องไม่ผ่านความร้อน

3. ต้องไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป

อันที่จริง raw food นั้นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ไม่ได้ยากต่อการเข้าใจและปฏิบัติ เพราะมนุษย์เราในยุคเริ่มต้นก็ทานอาหารโดยไม่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนหรือเครื่องปรุงรสกันอยู่แล้ว และคนไทยเองก็มีเมนู raw food เป็นเมนูประจำชาติ อย่างเมนู “น้ำพริกผักสด” ในสมัยที่ยังไม่มีผงปรุงรสอย่างทุกวันนี้ ก็ได้อาศัยรสเปรี้ยวจากมะนาว รสหวานจากมะเขือพวง และรสเค็มจากกะปิ โดยไม่ต้องผ่านการปรุงสุกด้วยความร้อน หรือใช้ผงปรุงรสใดๆ กินแกล้มกับผักสดที่มีพลังชีวิตเต็มเปี่ยมจากสวนหลังบ้าน เป็นเมนูอายุยืน ที่ได้กินกันสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้

ทำไมต้อง raw food?

พืชผักแต่ละชนิดจะมีพลังชีวิตของตัวเอง เราเรียกพลังชีวิตนั้นว่า “เอนไซม์” ผักยิ่งสดเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีเอนไซม์มากเท่านั้น แต่เอนไซม์เหล่านี้จะตายลงแทบทั้งหมด เมื่อผักถูกทำให้ผ่านความร้อนเกินกว่า 42 องศาเซลเซียส และการทานผักผลไม้ที่มาจากธรรมชาติ ไม่ผ่านการปรุงแต่งหรือแปรรูป ยังทำให้ระบบย่อยและเผาผลาญอาหารของเราไม่ต้องทำงานหนักในการคัดแยกสารอาหารออกจากซากอาหาร สามารถนำสารอาหารที่ได้ไปเผาผลาญเป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว นำไปใช้ได้ง่าย และเกิดประสิทธิภาพสูงอีกด้วย

แต่เนื่องจากเมล็ดพืชต่างๆ นั้นทานสดไม่ได้ เราจึงใช้วิธีนำไปเพาะงอกก่อนรับประทาน ซึ่งนอกจากจากทานได้ง่ายและมีรสชาติที่ดีแล้ว การนำต้นอ่อนไปเพาะงอกยังเป็นการเพิ่มวิตามินซีให้สูงขึ้นได้อีก 3-6 เท่าอีกด้วย

“เราเป็นตามสิ่งที่เรากิน”

การทานอาหารสด จะช่วยให้อิ่มแบบสบายตัว ระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายอย่างระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบน้ำเหลือง ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบเกี่ยวกับการขจัดพิษต่างๆ โดยเฉพาะ ตับ ไม่ต้องทำงานหนักเกินกำลัง ร่างกายจะไม่มีของเสียเหลือตกค้าง การนำสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นทางที่ทำให้สุขภาพดีขึ้นได้อย่างแท้จริงโดยไม่ต้องพึ่งพายาหรืออาหารเสริมใดๆ

ส่วนอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปด้วยวิธีต่างๆ โดยเฉพาะการใช้สารเคมีกันบูด จริงอยู่ที่สามารถทำให้อาหารเก็บไว้ได้นานหลายปี และเมื่อนำมากินก็ยังคงมีรสชาติอร่อยและอิ่มท้องได้เหมือนเดิม แต่พลังแห่งชีวิตนั้นหมดไปแล้ว สิ่งที่เราได้ทาน จึงเปรียบเหมือนซากอาหารที่หาประโยชน์ไม่ได้ เพียงแต่ถูกบังคับไม่ให้เน่าหรือย่อยสลายไปด้วยสารเคมีเท่านั้น เราจึงได้รับทั้งขยะอาหารและสารเคมีเข้าร่างกายไปพร้อมๆ กัน นานวันวันก็จะก่อให้เกิดโรคภัยตามมามากมาย

 

Raw food เหมาะกับใคร?

ที่จริงแล้ว raw food เหมาะกับทุกคน แต่จะเหมาะอย่างยิ่งในกรณีต่อไปนี้

– ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะสามารถทานได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแคลอรี่ ไขมัน น้ำตาล ฯลฯ

– ผู้ที่ต้องการล้างพิษ เพราะไม่ก่อให้เกิดขยะตกค้างในร่างกาย ช่วยให้ตับได้พักจากการย่อยไขมันและคัดแยก-ขจัดสารพิษ เส้นใยจะช่วยให้ลำไส้สะอาดและมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อระบบขับถ่าย รวมทั้งความเป็นด่างของผักจะช่วยในการล้างพิษได้เป็นอย่างดี

– ผู้ที่มีปัญหาระบบขับถ่าย เป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้ เช่น ลำไส้แปรปรวน

– คืนความสดใส อ่อนเยาว์ เพราะระบบต่างๆ ในร่างกายไม่ต้องทำงานหนักในการ ย่อย เผาผลาญพลังงาน คัดแยกสารอาหารและขยะตกค้างรวมทั้งสารพิษ และไม่ทำให้ท้องผูกจึงไม่เกิดการดูดซึมพิษและขยะอาหารจากลำไส้ใหญ่กลับเข้าร่างกาย ร่างกายจึงมีพลังในการฟื้นฟูซ่อมแซมเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ มากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างอาหาร Raw Food

       เมี่ยง

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

www.ifarm.in.th

www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/health

kbeautifullife.askkbank.com/health_wellness

www.healthandcuisine.com

 

Print Friendly, PDF & Email

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*