Home // การแพทย์ทางเลือก // คอเลสเตอรอล ต้องเลี่ยงให้ไกล จริงหรือ?

คอเลสเตอรอล ต้องเลี่ยงให้ไกล จริงหรือ?

พูดถึง “คอเลสเตอรอล” คนส่วนใหญ่ นึกถึงมันในฐานะผู้ร้ายตัวฉกาจ ที่คอยจ้องโจมตีหลอดเลือดของเราอยู่ตลอดเวลา เป็นสาเหตุสำคัญของโรคอัมพฤกษ์-อัมพาต และโรคหัวใจ

 

แต่..นี่เป็นคำกล่าวหาที่เกินความจริงไปหรือเปล่า คอเลสเตอรอล น่ากลัวจริงหรือ?

อาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด ทุกสิ่งบนโลกล้วนมี 2 ด้านเสมอ

ถ้าอย่างนั้น เราลองมาทำความรู้จักกับอีกด้านของคอเลสเตอรอลกันก่อนดีกว่า

 

คอเลสเตอรอล 70-80% นั้น ร่างกายของเราผลิตได้เอง มีเพียงประมาณ 20% เท่านั้นที่จะได้รับจากอาหารที่เรากิน และแน่นอนว่าหากเราได้รับคอเลสเตอรอลจากอาหารน้อยเกินไป ร่างกายเราก็จะต้องผลิตคอเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น ให้มากพอต่อความต้องการใช้งาน

(ดังนั้น ในคนปกติเมื่อตรวจคอเลสเตอรอลหลังการอดอาหาร 12 ชั่วโมง ย่อมจะพบว่า คอเลสเตอรอลของเราสูง)

นั่นก็เพราะว่า…คอเลสเตอรอลเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นอย่างมากในร่างกายคนเรา คอเลสเตอรอลเป็นองค์ประกอบที่จะต้องพบอยู่ในทุกเซลล์ ทุกเนื้อเยื่อ ทั้งของมนุษย์และสัตว์ทุกชนิด เป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ ร่างกายจะใช้คอเลสเตอรอลเพื่อซ่อมแซมและรักษาบาดแผลที่ผนังหลอดเลือด คอเลสเตอรอลที่สูงจะทำให้มีการสร้างกล้ามเนื้อที่รวดเร็วและแข็งแรง มีบทบาทสำคัญต่อการรักษาการอักเสบ การสร้างเซลล์ใหม่แทนเซลล์เดิมที่อักเสบและตายไป

สมองก็เช่นกัน “สมองของเรา แท้จริงแล้วก็คือก้อนไขมัน”  คอเลสเตอรอลทำหน้าที่ปกป้องสมองของเราจากการกระทบกระเทือน ช่วยให้สมองคงรูปอยู่ได้ และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจกล่าวว่า คอเลสเตอรอลส่วนหนึ่งจะถูกใช้ในการผลิตน้ำดีหรือน้ำย่อย และอีกส่วนถูกนำไปใช้ในการสร้างไลโปโปรตีน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของกล้ามเนื้อและหัวใจ

ร่างกายใช้คอเลสเตอรอลเป็นสารตั้งต้นในการผลิตสเตียรอยด์ฮอร์โมนทุกชนิด เช่น 

  • เพรกนิโนโลน (pregnenolone) เป็นสารตั้งต้นของสเตียรอยด์ฮอร์โมนอีกหลายตัวอีกหลายตัว
  • โพรเจสเทอโรน (progesterone)  มีผลต่อการหนาตัวของเยื่อบุมดลูกและการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของท่อต่อมน้ำนม
  • แอลโดสเทอโรน (aldosterone) เป็นฮอร์โมนที่สำคัญ มีบทบาทในการเพิ่มระดับความดันโลหิต เพิ่มระดับแคลเซียม และควบคุมภาวะสมดุลของน้ำในร่างกาย
  • เทสโทสเทอโรน (testosterone ) หรือแอนโดเจนเป็นฮอร์โมนเพศชาย มีหน้าที่ในการกระตุ้นให้เด็กชายเข้าสู่วัยรุ่น
  • อีสตราไดออล (estradiol) ทำหน้าที่ในการกระตุ้นให้เด็กหญิงเข้าสู่วัยรุ่น
  • คอร์ติซอล (cortisol) เป็นฮอร์โมนที่สำคัญ มีบทบาทในการตอบสนองต่อความเครียด เพิ่มระดับความดันโลหิต เพิ่มระดับแคลเซียม และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

คอเลสเตอรอลทุกชนิดมีประโยชน์

 

   ในที่นี้หมายรวมทั้ง HDL และ LDL  ที่จริงแล้ว LDL นั้นไม่ได้น่ากลัวมากมายเหมือนกับที่ถูกตั้งฉายาว่า “ไขมันชนิดเลว” นั่นก็เพราะว่า “หน้าที่ของ LDL คือ การขนส่งคอเลสเตอรอลทั้งหลายไปหล่อเลี้ยงทุกๆ เซลล์และเนื้อเยื่อในร่างกาย” และเมื่อมีคอเลสเตอรอลที่ตกหล่นระหว่างการขนส่ง ก็จะเป็นหน้าที่ของพี่น้องของมันคือ HDL ที่จะคอยตามเก็บคอเลสเตอรอลที่ตกค้างอยู่ตามผนังหลอดเลือดไปไว้ที่ตับ เพื่อรอการขับทิ้งจากร่างกาย

*** HDL และ LDL ต้องทำงานร่วมกัน

หากขาดตัวใดตัวหนึ่งไป

เราก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เป็นปกติทั้งนั้น ***

 


แท้จริงแล้ว LDL คอเลสเตอรอลเป็นเพียง 1 ในหลายๆ องค์ประกอบ ที่อาจมีส่วนทำให้เกิดโรคหลอดเลือดได้  เพราะเศษของคอเลสเตอรอลที่ตกค้าง จะก่อให้เกิดเพียงแค่ตะกอนเล็กๆ น้อยๆ ในหลอดเลือดเท่านั้น

แต่ความจริงที่ถูกค้นพบเมื่อไม่กี่ปีมานี้ กลับชี้ชัดว่า อาการหลอดเลือดตีบนั้น มีสาเหตุหลักมาจากกลไกการต่อต้านการอักเสบและการสมานแผลในผนังหลอดเลือด ซึ่งมีหลักการเกิดคล้ายกับการเกิดสะเก็ดแผลที่ผิวหนัง ทำให้เกิดเป็นคราบแข็ง (plaque)

คราบ plaqueที่เกาะตามผนังหลอดเลือด ก็สามารถเกิดได้จากหลากหลายปัจจัย เช่น

  • ความสูงวัย (ความเสื่อมตามอายุขัย)
  • การสูบบุหรี่
  • คราบจากพิษน้ำตาล (ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน)
  • ความดันโลหิตสูง
  • ลิ่มเลือด เศษเนื้อเยื่อที่หลุดลอก

นักวิจัยส่วนใหญ่ระบุว่า ภาวะการอักเสบในร่างกาย สาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดนั้น แท้จริงแล้ว ส่วนใหญ่เกิดจาก “ภาวะเครียดออกซิเดชั่น”(oxidative stress) ในร่างกาย, สารพิษ, โลหะหนัก อนุมูลอิสระ, อาหารไขมันสูง (ไขมันผ่านกรรมวิธี), ควันบุหรี่

 

“ภาวะเครียดออกซิเดชั่น (oxidative stress) คืออะไร”

 

เมื่อเกิดความเครียด ร่างกายจะรับมือด้วยการหลั่งฮอร์โมนต้านความเครียดออกมา ซึ่งมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอนุมูลอิสระสูง หากเราอยู่ในภาวะที่เคร่งเครียดเป็นประจำ จำนวนอนุมูลอิสระในร่างกายจะเพิ่มสูงขึ้น จนสารต้านอนุมูลอิสระไม่เพียงพอ ทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า “ภาวะเครียดออกซิเดชั่น (oxidative stress)”

การที่ปล่อยให้ร่างกายอยู่ในภาวะนี้บ่อยครั้ง และต่อเนื่องนานๆ  อาจก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอ การทำลายเนื้อเยื่อ ผนังเซลล์ รวมทั้งผนังหลอดเลือดต่างๆ ทำให้เกิดแผลและการอักเสบตามมา จนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการเกิดโรคต่างๆ เช่น

  • โรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง
  • โรคมะเร็ง
  • โรคทางระบบประสาท
  • ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
  • ความเสื่อมก่อนวัย

เมื่อผนังหลอดเลือดเกิดแผลอักเสบ  มีการติดเชื้อ เม็ดเลือดขาวจะเข้ามาทำหน้าที่จัดการกับสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้เกิดการอักเสบนั้น จนเวลาผ่านไป  กลไกการต่อต้านการอักเสบและการสมานแผลในผนังหลอดเลือด ก็จะทิ้งตะกอนคราบพลัก ที่อาจมีทั้งก้อนไขมัน เซลล์เม็ดเลือดขาวและเนื้อเยื่อที่ตายแล้วผสมกันไว้ในหลอดเลือด  ลักษณะการเกิดนั้นก็คล้ายๆ กับสะเก็ดแผลภายนอก

บางครั้งคราบพลักก็อาจมีขนาดใหญ่จนไปอุดกั้นทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะได้น้อยลง หัวใจจึงต้องทำหน้าที่หนักขึ้นเพื่อสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงอวัยวะให้มากขึ้น

และเมื่อเกิดภาวะที่แรงดันเลือดสูงทำให้คราบนั้นฉีกขาด ร่างกายก็จะส่งเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาวมาซ่อมแซมในส่วนที่ฉีกขาด ทำให้เกิดลิ่มเลือด ซึ่งอาจจะอุดตันเส้นเลือดบริเวณนั้น หรือหลุดลอยไปอุดเส้นเลือดส่วนปลายทำให้เกิดโรคขึ้นได้

ผู้ที่กล้าออกมาพูดเกี่ยวกับความจริงเรื่องนี้ก็คือ Dr. Dwight Lundell อดีตหัวหน้าทีมแพทย์ผ่าตัดที่ Banner Heart Hospital, Mesa, AZ. สหรัฐอเมริกา เป็นศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือดมากว่า 25 ปี และผ่าตัดหัวใจมามากกว่า 5,000ราย

ยังมีความจริงที่เหลือเชื่อเกี่ยวกับคอเลสเตอรอลอีกเรื่องหนึ่งที่เราควรรู้ และได้รับการยอมรับเมื่อไม่นานนี้  คือความจริงที่ว่า คนที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูง กลับมีอายุขัยยืนยาวกว่าคนที่มีระดับคอเลสเตอรอลต่ำเสียอีก ทั้งที่เราได้รับการปลูกฝังกันมาว่า ควรบริโภคไขมันให้น้อยที่สุด และควรจะบริโภคไขมันไม่อิ่มตัว (ที่ได้มาจากน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี) มากกว่าไขมันอิ่มตัว อย่างเช่น น้ำมันมะพร้าว  และควรบริโภคคาร์โบไฮเดรตและเสริมด้วยไฟเบอร์ที่ไม่ละลายน้ำ เพื่อที่จะลดระดับการสร้างและการหมุนเวียนคอเลสเตอรอลตามธรรมชาติ

แต่…นี่คือวิธีการกินตามหลักโภชนาการเพื่อลดการอักเสบในร่างกายจริงๆ หรือการกินอย่างนี้ไม่ได้เพิ่มโอกาสการอักเสบมากกว่าหรือ?

เพราะตามจริงแล้ว สาเหตุสำคัญที่สุดของอาการอักเสบเรื้อรังในร่างกายนั้น มาจากการบริโภคคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการแปรรูปอย่างน้ำตาลและแป้งขัดขาวที่มากเกินควร ส่วนน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีอย่างน้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง ก็พบมากในอาหารแปรรูปเกือบทุกชนิด

ข้อแนะนำที่ให้ทานเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำเสริม ก็เพื่อให้เส้นใยเหล่านี้ไปช่วยดักจับคอเลสเตอรอลนำไปกำจัดออกจากร่างกาย ไม่ให้เกิดการดูดซึมคอเลสเตอรอลกลับ แต่กลไกการทำงานของร่างกาย  จะต้องมีกระบวนการดูดซึมสารอาหารกลับมาใช้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและเป็นแหล่งพลังงานเสริมในร่างกาย

ฉะนั้นแล้วหลักโภชนาการที่ว่ามานี้หรือ ที่จะช่วยต่อกรกับโรคหลอดเลือดหัวใจได้ ดูเหมือนจะเป็นสาเหตุให้เกิดเสียมากกว่า

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคอเลสเตอรอลอีกอย่างหนึ่งก็คือ การงดบริโภคอาหารที่มีคอเลสเตอรอล จะช่วยทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายลดลงได้ จนคนส่วนใหญ่ต้องโบกมืออำลาสุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพที่มีคุณค่าอาหารสูงอย่าง “ไข่”

นี่ต่างหาก เป็นเรื่องที่ผิดมหันต์สำหรับสุขภาพ เป็นหลักการที่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับกลไกการทำงานของร่างกาย

อย่างที่กล่าวข้างต้น ร่างกายของเราจะสร้างคอเลสเตอรอลขึ้นมาทดแทนส่วนที่ขาดเสมอ และเมื่อใดก็ตามที่เราได้รับคอเลสเตอรอลจากอาหารน้อยกว่าที่ควร ร่างกายจะต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อสร้างคอเลสเตอรอลมาเติมส่วนที่ขาด เพื่อให้เซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ รวมทั้งสมอง ยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เรื่องเข้าใจผิดของคอเลสเตอรอลยังคงดำเนินต่อไป  25% ของประชากรโลกกำลังถูกบังคับให้กินยาเพื่อทำให้ระดับคอเลสเตอรอลต่ำลง  ไหนจะต้องควบคุมอาหารให้ได้ตามคำแนะนำของนักโภชนาการ ด้วยการหลีกเลี่ยง ไม่บริโภคไขมันอิ่มตัว อย่างน้ำมันมะพร้าว แทนที่จะให้งดไขมันไม่อิ่มตัวอย่างน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ที่อุดมไปด้วยไขมันทรานส์

“ยาลดคอเลสเตอรอล จำเป็นแค่ไหน?”

 

ยาลดคอเลสเตอรอลที่ใช้ในปัจจุบันมีด้วยกันหลายชนิด แต่กลุ่มที่ได้รับความนิยมและมีการสั่งจ่ายมากที่สุดคือ ตัวยาในกลุ่มสแตติน (statin) เช่น simvastatin, atorvastatin, rosuvastatin เป็นต้น

จริงอยู่ที่ว่า Statin นั้นมีประโยชน์ในหลายๆ ด้าน แต่แม้กระทั่งแพทย์เองก็อาจยังไม่สามารถสรุปได้ว่า ผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูง ควรต้องได้รับยานี้ทุกรายหรือไม่ และการสั่งจ่ายยากลุ่มนี้ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมานั้น จำเป็นต่อคนไข้จริงๆ หรือไม่

ยาลดคอเลสเตอรอลเพียงอย่างเดียว ช่วยให้คุณปลอดภัยจากโรคหัวใจจริงหรือไม่?

อย่างที่เราทราบกันแล้วว่า คอเลสเตอรอล เป็นเพียง 1 ในหลากหลายปัจจัยเสี่ยงในการก่อโรคหัวใจ และหลอดเลือด ดังนั้นหากคุณยังคงกินยาลดคอเลสเตอรอลโดยไม่ควบคุมปัจจัยเสี่ยงด้านอื่นๆ เช่น

  • โรคความดันโลหิตสูง
  • โรคเบาหวาน
  • น้ำหนักเกิน
  • ไม่ออกกำลังกาย
  • ดื่มแอลกอฮอล์หนัก
  • เครียดง่าย ควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดี
  • สูบบุหรี่

การกินยาลดคอเลสเตอรอลก็อาจเป็นเพียงการเพิ่มความเสี่ยงได้โรคอื่นๆ เพิ่ม เพราะถึงแม้ statin จะให้ประโยชน์ในการลดระดับ LDL และสามารถช่วยเพิ่มระดับ HDL ได้ก็ตาม แต่มันก็มีผลข้างเคียงที่น่ากลัวอยู่ไม่มากก็น้อย ผลข้างเคียงจากการใช้ยา statin อาจมีได้ตั้งแต่ระดับธรรมดาที่ผู้ใช้ยาส่วนใหญ่สามารถปรับตัวต่ออาการที่เกิดขึ้นได้ เช่น

  • อาการเจ็บ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อต่อ
  • เวียนศรีษะ มึนงง
  • ท้องเสีย หรือ ท้องผูก เรื้อรัง 

แต่ในบางกรณี ผลข้างเคียงจาก statin ก็ก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงได้ เช่น

  • เป็นพิษต่อตับ ผู้ใช้ยาบางรายอาจมีอาการภาวะเอนไซม์ตับสูงผิดปกติ ซึ่งหมายความว่าเซลล์ตับถูกทำลาย ดังนั้นหากผู้ใช้ยารายใดมีอาการผิดปกติ เช่นอ่อนเพลีย ทานข้าวไม่ได้ เจ็บบริเวณท้องส่วนบน ตาเหลือง ตัวเหลือง ปัสสาวะสีเหลืองเข้มมากๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้จ่ายยาโดยด่วน
  • ปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ ในกรณีอย่างเบา อาจมีอาการเจ็บกล้ามเนื้อในระดับที่สามารถอดทนได้ แต่ในบางราย โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับยาปริมาณสูงๆ อาจมีอาการเจ็บกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงตามมาด้วย ในกรณีที่รุนแรงมาก อาจเกิดภาวะ “กล้ามเนื้อลายสลาย” ดังนั้น หากเริ่มทานยาแล้วเกิดอาการดังกล่าว ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที
  • ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน จากการศึกษาของ FDA (องค์การอาหารและยา) ประเทศสหรัฐอเมริกาในกลุ่มตัวอย่าง พบว่า statin เพิ่มโอกาสการเป็นเบาหวานให้แก่ผู้ใช้ร้อยละ 9 และการเพิ่มปริมาณยาในขนาดที่สูงขึ้นทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 12 จนกระทั่ง FDA ต้องกำหนดให้มีการเพิ่มคำเตือนลงบนฉลากยา
  • ผลเกี่ยวข้องกับระบบประสาท จากงายวิจัยบางชิ้นพบว่า statin มีส่วนเชื่อมโยงกับการเกิดโรค ALS หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ประสาทนำคำสั่ง แล้วส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงเนื่องจากขาดการควบคุมจากเซลล์ประสาทนำคำสั่ง

 ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถกล่าวได้ว่าไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ใช้ยาลดคอเลสเตอรอลอยู่หรือไม่ แต่กุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ดีที่สุด คือการปรับพฤติกรรมของคุณเอง เพียงแค่

  • ลด เลิกการสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • เลือกกินอาหารธรรมชาติ อาหารปรุงใหม่
  • หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป อาหารจังค์ฟู้ดส์ที่มีแป้งขัดขาวและน้ำตาลมาก
  • หลีกเลี่ยงการทานไขมันผ่านกรรมวิธี(ไขมันทรานส์) เช่น เนยเทียม ครีมเทียม มาการีน
  • ไม่ใช้วิธีอดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก
  • ออกกำลังกายพอเหมาะ และสม่ำเสมอ
  • ฝึกสมาธิ ฝึกการควบคุมอารมณ์ ทำกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายจากความเครียด

เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ดีจนอาจเทียบเท่าการใช้ยาลดคอเลสเตอรอลก็เป็นได้

 

เรียบเรียงจากบทความ  

Cholesterol: Widely Misunderstood Nutrient (Yes, Nutrient) http://thebigcarrot.ca/nc/departments/dispensary/dispensary-single/bc/d/c/cholesterol-widely-misunderstood-nutrient-yes-nutrient/

Statins: Are these cholesterol-lowering drugs right for you? www.mayoclinic.org/diseases-conditions/high-blood-cholesterol/in-depth/statins

 

อ้างอิง

www.dailynews.co.th/ประโยชน์ของคอเลสเตอรอล โดย ดร.คิว ลานทอง

www.il.mahidol.ac.th/e-media/hormone/chapter1/steroid_hormone_structure.htm

www.il.mahidol.ac.th/e-media/hormone/chapter1/chapter1.3_1.htm

www.myfirstbrain.com

www.si.mahidol.ac.th

www.nakornthon.com/โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

www.bmbmd.research.chula.ac.th/

www.siamhealth.net/

http://absolute-health.org

www.thai-tva.org/สมาคมมังสวิรัติไทย

http://th.wikipedia.org/wiki/อนุมูลอิสระ

อนันต์ สกุลกิม. 2551. อนุมูลอิสระ สารอันตรายต่อสุขภาพและร่างกาย. ก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ 8

ขอบคุณ คลิปวิดีโอจาก  www.manager.co.th 

Print Friendly, PDF & Email

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*