Home // การแพทย์ทางเลือก // นิตยสาร "กายใจ" // ป่วยเพราะชอบทานหวาน!

ป่วยเพราะชอบทานหวาน!

         ร่างกายของเราเป็นสิ่งมหัศจรรย์ สามารถปรับตัวตามพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ได้ เพื่อให้เกิดความสมดุลอยู่เสมอ ร้อนก็อยู่ได้ หนาวเย็น อุณหภูมิติดลบก็ยังอยู่ได้ หรือเราชอบทานอาหารชนิดใดร่างกายก็จะปรับเปลี่ยนไปให้คุ้นชินกับอาหารนั้น เช่น ชาวต่างชาติที่ชอบทานเนื้อสัตว์เป็นหลัก ก็จะมีน้ำย่อยที่มากและเข้มข้นกว่าคนไทยที่ทานผักเป็นอาหารหลัก ยิ่งประเทศที่อยู่เขตหนาวเย็นมากๆ ปลูกผักไม่ได้ จำเป็นต้องทานแต่เนื้อสัตว์ กระบวนการย่อยอาหารก็ต้องถูกปรับเปลี่ยนไปตามอาหารที่ทาน  “แต่วิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลงของร่างกายนั้นต้องอาศัย
เวลายาวนานหลายร้อยปี คนไทยรุ่นปู่-ย่าของเราทานอาหารที่มีผัก ผลไม้ ธัญพืช เป็นหลัก แต่เราเพิ่งมาเปลี่ยนวิถีการทาน เป็นเนื้อ นม ไข่ เมื่อไม่กี่ 10 ปี จากการซึมซับวัฒนธรรมของชาวตะวันตก ทำให้กระบวนการย่อยอาหารของคนไทยไม่สมบูรณ์ จนเกิดเป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้กันยกใหญ่ ตั้งแต่ท้องอืด กรดไหลย้อน ท้องผูก ริดสีดวง ลำไส้อักเสบ ล้วนแล้วเกิดจากระบวนการย่อยอาหารที่ปรับตามไม่ทัน”

 

         ปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางด้านอาหารของโลกอีกอย่างก็คือ “น้ำตาล” ที่ถูกเติมแต่งอยู่ในอาหารแทบทุกประเภทในปัจจุบัน ข้าวผัด กับข้าว ก๋วยเตี๋ยว น้ำหวานยี่ห้อต่างๆ ทำให้ผู้คนรุ่นใหม่ติดรสหวานไปเสียแล้ว อันที่จริงในข้าว ขนมปัง หรือ ผลไม้ก็มีน้ำตาลจากธรรมชาติซึ่งให้พลังงานอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่บริโภคน้ำตาลมากเกินกว่าที่ร่างกายจะนำไปใช้ได้หมด จนตกค้างอยู่ในกระแสเลือด และถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นไขมัน พอกอยู่ตามหน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน หรือเรียกง่ายๆ ว่าอ้วนขึ้นเรื่อยๆ เพราะบริโภคน้ำตาลมากไปโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง

ของหวาน

          น้องฟ้า อายุ 15 ปี น้ำหนัก 60 กิโลกรัม เข้ามาพบหมอพร้อมคุณแม่ ด้วยอาการปวดหัวบ่อยๆ ปวดต้นคอมากๆ ปวดขาด้านข้าง ง่วงนอนทั้งวัน เวลาเดินเร็วหรือวิ่งจะมีเสียงกระดูกดังก็อกแก็กแทบทั้งตัวเหมือนคนแก่ ออกกำลังกายประจำแต่ก็รู้สึกว่าอ่อนเพลียอยู่ตลอดเวลา เมื่อได้พูดคุยกับน้องฟ้าและคุณแม่ก็ได้รู้ว่าอาหารการกินเลือกสรรอย่างดีแต่เป็นเนื้อสัตว์เสียมาก เพราะกลัวว่าลูกจะไม่โต ไม่สูง คุณแม่น้องฟ้าบอกว่าเห็นญาติๆ เขาทานกันแบบนี้ลูกสูงใหญ่ก็เลยทำบ้าง แต่ทำไมน้องฟ้ามีอาการอ่อนเพลียทั้งวัน กระดูกก็ไม่ค่อยดี เหมือนคนสูงอายุเสียนี่ ออกกำลังกายก็มากอยู่นะคะ

อาหารหลักที่น้องฟ้าขาดไม่ได้ก็คือ อาหารหวานๆ น้ำหวาน ชาเขียว ชาเย็น และชอบทานขนม ช็อคโกแลต เบเกอรี่เป็นพิเศษ ยิ่งหลังออกกำลังกายตอนเย็นต้องรีบหาอะไรหวานๆ ทาน  สาเหตุอยู่ที่ตรงนี้นี่เอง น้ำตาลในกระแสเลือดที่ขึ้นๆ ลงๆ จากการทานอาหารที่มีน้ำตาลบ่อยเกินไป เมื่อทานเข้าไปก็ทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดสูง ร่างกายก็จะพยายามลดจนกลายเป็นน้ำตาลในกระแสเลือดต่ำ ขึ้นๆ ลงๆ อยู่แบบนี้ทั้งวัน ลักษณะอาการป่วยของคนที่ชอบทานหวานก็คือ ง่วงนอนง่ายและปวดมึนศีรษะ (ตอนที่น้ำตาลในเลือดลดลง) กระดูกพรุน ฟันผุ

อีกโรคหนึ่งที่เจอได้บ่อยในคลินิกของผม คือ ผู้ที่ชื่นชอบน้ำหวาน เค้ก คุ้กกี้ ช็อคโกแลต จะมีอาการผื่นคันตามร่างกาย หลายคนเป็นหนักจนกลายเป็นโรคสะเก็ดเงิน เพราะร่างกายขับสารพิษที่เกิดจากการย่อยสลายน้ำตาลในเลือดออกมาตลอดเวลา หากมัวแต่ไปหายามาทา ทานแต่ยาฆ่าเชื้อ โดยไม่หยุดทานหวานเกินมันก็ไม่มีทางหาย เพราะสาเหตุอยู่ที่ลิ้นของเรานี่เอง ที่ทานแต่ของหวานจนติดเป็นนิสัย วิธีแก้ไขต้องหยุดการทานของหวานเสียก่อน

ทำไมเราจึงควรลดการบริโภคน้ำตาล

1. เมื่อทานน้ำตาลมากเกินไป น้ำตาลจะเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เลือดมีสภาพเป็นกรด ดึงแร่ธาตุจากส่วนต่างๆ ของร่างกายมาแก้ไขความไม่สมดุลนี้ สังเกตได้จากผู้ที่ทานน้ำตาลมาก ทำให้ฟันผุและกระดูกพรุน

2. น้ำตาลจะถูกเก็บไว้ที่ตับในรูปของไกลโคเจน แต่ถ้ามีมากเกินไปตับก็จะส่งไปยังกระแสเลือดและเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน โดยจะสะสมไว้ในบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เช่น สะโพก ก้น ขาอ่อน หน้าท้อง

3. หากเรายังรับประทานน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง กรดไขมันก็จะสะสมที่อวัยวะอื่นๆนอกจากตับ เช่น หัวใจ หลอดเลือด ทำให้เป็นโรคหลอดเลือดและโรคความดัน

4. หากบริโภคน้ำตาลบ่อยๆ ค่าของน้ำตาลขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ง่วงและมึนศีรษะง่าย

5. มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง เป็นตะคริวระหว่างมีรอบเดือน ไมเกรน เบาหวาน และมะเร็งตับ

6. น้ำตาลทำให้อาการของโรคติดเชื้อที่เป็นอยู่เป็นมากขึ้น เพราะเชื้อโรคทุกชนิดใช้น้ำตาลเป็นอาหาร

7. เด็กที่รับประทานน้ำตาลมากเกินไป จะส่งผลให้เป็นโรคกระดูกเปราะ ฟันผุ และอาจเป็นคนสมาธิสั้น

หากอยากให้คนในครอบครัวแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย แก่ไว กระดูกผุ กระดูกพรุน ผิวหนังเป็นผดผื่น สิ่งแรกคือ แก้ปัญหากันที่ต้นเหตุบนโต๊ะอาหารและตู้เย็นในบ้าน  เริ่มจากการหลีกเลี่ยงชาเย็น ชาเขียวใส่น้ำตาล น้ำผลไม้เทียม ฝึกให้ลูกหลานของเราทานอาหารรสชาติอื่นๆ บ้าง เช่น รสเปรี้ยว เผ็ด ขม เพื่อให้เขาชอบทานอาหารที่หลากหลายขึ้น ไม่ตามใจลิ้นมากเกินไป หากอยากทานอาหารหวานๆ บ้างก็แนะนำให้ทาน ผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น แอปเปิ้ล ส้ม องุ่น ทดแทน หากไม่ทำในวันนี้ อีกสิบปีข้างหน้าคงจะมีแต่น้ำหวานอยู่ทั่วทุกโต๊ะอาหาร แล้วก็จะมีลูกหลานของเราอยู่ในโรงพยาบาลกันมากมายเช่นกัน

logo-หมอนัท-2012

 

Print Friendly, PDF & Email

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*