Home // การแพทย์ทางเลือก // นิตยสาร "กายใจ" // อ่อนเพลีย ง่วงนอนทั้งวัน

อ่อนเพลีย ง่วงนอนทั้งวัน

          “อาการอ่อนเพลีย” หลายคนคิดว่าแค่นอนสัก 6 ชั่วโมง ตื่นเช้ามาก็คงจะหาย แต่สังเกตไหมว่าบางครั้ง แม้เรา นอนมากกว่า 6 ชั่วโมงก็ยังไม่หายอ่อนเพลียเสียที ตื่นขึ้นมาก็ยังงัวเงีย ปวดหัว มึนหัวอยู่ทุกวัน นอนเร็วก็แล้ว ตื่นสายก็แล้ว ลาพักร้อนไปเที่ยวก็แล้ว ทำไมยังไม่รู้สึกดีขึ้น อาการแบบนี้เรียกว่า “สารอาหารในเลือดเหลือน้อย”

มีคนไข้กลุ่มหนึ่งมาพร้อมๆ กัน 4 ท่าน มีอาการป่วยเหมือนกัน 2 ท่านแรกเป็นวัยกลางคน หลังจากสัมภาษณ์อาการป่วยแล้ว ก็เข้ามาพบหมอด้วยสีหน้าและอาการง่วงเต็มที คนที่เป็นผู้ชายพยายามเบิ่งตาเอาไว้ไม่ให้หลับ แต่อีกท่านหนึ่งเป็นผู้หญิงหลับไปแล้ว ได้ยินแต่เสียงของผมเท่านั้น จึงเริ่มคุยกับผู้ชายก่อนเผื่อว่าคนไข้ผู้หญิงอาจจะตื่นขึ้นมาฟังบ้าง จากที่ได้อ่านประวัติอาการของทั้งคู่ เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะมีอาชีพเป็นแม่ค้าและพ่อค้าในตลาดสด ขายของตั้งแต่ตีหนึ่งถึงช่วงสายๆ ตลาดวายแล้วค่อยเก็บ มีเวลาชีวิตต่างจากคนอื่น นอนตอนบ่ายสามโมง ตื่นประมาณ 3 ทุ่ม ทานอาหารมื้อแรกตอนเที่ยงคืน!

อาการที่ทั้งคู่เป็นเหมือนกันก็คือ ปวดตึงบ่า หน้าตาซีดเซียว ริมฝีปากซีด หมดเรี่ยวหมดแรง มึนศีรษะเวลาตื่นนอน และรู้สึกไม่สดชื่นระหว่างวัน ทำงานเสร็จก็ไม่อยากไปไหนต้องหาที่งีบเสียก่อน ผมต้องรีบอธิบายอาการป่วยของทั้งคู่พร้อมๆ กัน เพราะเห็นว่าคนไข้ทั้งสองคนกำลังจะหลับกลางอากาศแล้ว เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่แปลกดี ผมพูดไปคนไข้นั่งหลับไปฟังไป เคยแต่รักษาคนไข้ไปแล้วหมอ (ตัวผมเอง) สัปหงกเพราะนอนน้อยเกินไป ถ้าผมพูดนานกว่านี้สักนิดคงจะได้ยินเสียงกรนของคนไข้ได้ อีกสองท่านตามเข้ามาติดๆ กัน เป็นหญิง-ชายเช่นเคย เข้ามาด้วยหน้าตาซีดเซียว ตาใกล้จะปิดแล้วเช่นกัน อาการป่วยที่ทั้งคู่เป็นก็ลักษณะเดียวกันอีก รู้สึกแปลกใจจึงถามคนไข้ทั้งสองว่าทำอาชีพอะไรหรือ เมื่อสักครู่ผมก็เจอคนไข้ 2 ท่านมีอาการแบบนี้เหมือนกันเปี๊ยบ คนไข้จึงตอบว่าก็อาชีพเดียวกันกับคนไข้ที่เข้ามาก่อนหน้านี่ล่ะครับ แต่ผมนอนน้อยกว่า ใช้วิธีหลับระหว่างวันเอา แต่คนไข้คู่นี้ยังดูไม่อ่อนเพลียมากเลยได้คุยกันนานหน่อย

ผมจึงหยิบหนังสือนาฬิกาชีวิตขึ้นมา แล้วเล่าถึงร่างกายว่ามีเวลาทำงานของเขา แต่ละอวัยวะจะมีเวลาทำงานหนักช่วงละ 2 ชั่วโมง ในช่วงเวลาดังกล่าว เลือดและลมปราณจะไหลเวียนไปที่อวัยวะนั้นมาก ผู้ที่มีเวลาชีวิตที่ผิดแปลกไป นอนกลางวันตื่นกลางคืน จะมีปัญหาอย่างมากเรื่องของการสร้างสารอาหารเพื่อนำมาใช้ระหว่างวัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาต่อไปนี้

  • 01.00 – 03.00 น. (ตีหนึ่ง – ตีสาม) : ซึ่งเป็นเวลาของลมปราณตับ หากไม่ได้นอนช่วงเวลานี้ จะทำให้ร่างกายผลิตสารอาหารเข้าสู่เลือดได้น้อยลง ทำให้มึนงงศีรษะ ไม่อยากตื่นนอน
  • 07.00 – 09.00 น. (เจ็ดโมงเช้า – เก้าโมงเช้า) : เป็นเวลาของลมปราณกระเพาะอาหาร หากไม่ได้ทานอาหารเช้าก็จะไม่มีสารอาหารเติมเข้าสู่เลือด เพราะกระบวนการย่อยและดูดซึมอาหารทำงานน้อย

           เมื่อสารอาหารในเลือดน้อย ผู้ป่วยก็จะมีลักษณะอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่อยากออกกำลังกาย มึนศีรษะตอนเช้าหรือหลังทานอาหาร ง่วงนอนง่าย อยากดื่มกาแฟและทานของหวานอยู่เรื่อยๆ แต่เมื่อทานอาหารเข้าไปแต่ละมื้อ กระเพาะอาหารไม่ค่อยมีแรงจึงย่อยอาหารได้น้อย กลายเป็นโรคกระเพาะอาหารหรือกรดไหลย้อนได้ง่ายๆ คนไข้หลายคนมักจะถามด้วยความสงสัยว่าโลกเราแต่ละจุดเวลาไม่ตรงกันแล้วจะเอาเวลาที่ไหนเป็นหลักกันแน่ จริงๆ แล้วนาฬิกาชีวิตเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติให้สังเกตดูพระอาทิตย์เป็นหลัก

         ในอดีตกาลที่ยังไม่มีนาฬิกา ชาวโลกก็ต้องใช้พระอาทิตย์เป็นตัวกำหนดกลางวันกลางคืน วัน-เดือน-ปี ตอนเช้าพระอาทิตย์ขึ้นเป็นเวลาที่ต้องมีกำลัง ตอนเย็นเป็นเวลาที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าพลังงานของเราจะค่อยๆ ลดลงไป จนกระทั่งนอนหลับเพื่อสะสมพลังงานใหม่วนกลับสู่ช่วงเช้า หลังเล่าเรื่องนาฬิกาชีวิตจบแล้วคนไข้ผู้ชายพูดติดตลกว่า “จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่าผมไม่ได้เดินตามนาฬิกาชีวิตนะครับ แต่นาฬิกาชีวิตไม่ได้เดินตามผมต่างหาก เพราะทุกวันนี้ผมยังแข็งแรงอยู่ นอนเพียง 3 ชั่วโมงร่างกายก็ยังไหวอยู่”
ที่คนไข้ยังรู้สึกว่าแข็งแรงดีแบบนี้ เพราะมีจิตใจเข้มแข็ง ขยัน แข็งแรง แต่สิ่งที่ร่างกายฟ้องออกมานั้นหลอกกันไม่ได้ เช่น ตาตก ตาขาวกลายเป็นสีเหลือง กล้ามเนื้อหดหาย หายใจไม่เต็มปอด ริมฝีปากและลิ้นเป็นสีซีด วันใดที่เริ่มรู้สึกเหนื่อยหรือท้อใจ อาการทางร่างกายก็จะทรุดโทรมลงอีกอย่างเห็นได้ชัด

 

          ผู้หญิงท่านใดที่ไม่ค่อยทานอาหารเช้าและนอนน้อยจะมีปัญหาเรื่องของปริมาณเลือด เพราะช่วงที่ต้องการเลือดไปพอกบริเวณมดลูก เลือดมีน้อยเกินไปจนเกิดอาการเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มีอาการปวดศีรษะบ่อยๆ ก่อนมีประจำเดือน เลือดที่ไปพอกพูนบริเวณมดลูกน้อยจนเกินไป จะหลุดออกมายากจนปวดมวนท้องน้อยไปหมด หากปล่อยอาการเหล่านี้ไว้เป็นเวลานาน จะเริ่มมีก้อนซีสต์ที่มดลูกรังไข่เพื่อเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้น ถ้ายังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอีกจะเกิดก้อนซีสต์ที่หน้าอกขึ้นได้ เพราะเป็นทางผ่านของเส้นลมปราณตับเช่นกัน

สมุนไพรที่สามารถช่วยบรรเทาอาการเลือดน้อย หรือสารอาหารในเลือดน้อยจนอ่อนเพลียเป็นประจำนั้น เบื้องต้นควรทานยาบำรุงเลือดตอนตื่นนอน เพื่อให้เลือดมีสารอาหารเพิ่มขึ้นเสียก่อน เช่น โสมเกาหลี กระชายดำ ยาบำรุงโลหิตทั้งของไทย-จีน  เมื่อมีสารอาหารในเลือดมากพอไปเลี้ยงกระเพาะอาหารเพื่อทำการย่อยอาหาร จนกลายเป็นสารอาหารหมุนวนหล่อเลี้ยงในร่างกายอย่างต่อเนื่อง อาการอ่อนเพลีย ง่วงนอนเป็นประจำ ก็จะดีขึ้นเป็นลำดับ

Print Friendly, PDF & Email

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*