Home // Blog หมอแดง // เพิ่มพลังชี่และเลือด เพิ่มความแข็งแรงให้ร่างกาย

เพิ่มพลังชี่และเลือด เพิ่มความแข็งแรงให้ร่างกาย

พลังชี่

หน้าที่ของชี่และเลือด

เลือดทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหารและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายโดยมีองค์ประกอบ 4 ส่วน

1. น้ำเลือด: ลำเลียงสารอาหารไปให้เซลล์ในร่างกายและรับเอาของเสียออกไปขับทิ้ง

2. เกล็ดเลือด: ทำหน้าที่ ช่วยในการแข็งตัวของเลือด

3. เม็ดเลือดแดง: ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปยังเซลล์และรับคาร์บอนไดออกไซด์กลับออกมา

4. เม็ดเลือดขาว: ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรค

ส่วน “ชี่” หรือ ลมปราณ ในทางการแพทย์แผนจีน คือ พลังแฝงอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างลื่นไหล ไม่ติดขัด เป็นพลังกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายใน ภายในตัวเราจะมีเส้นทางการเดินของชี่ ที่เชื่อมโยงไปยังอวัยวะต่างๆ เพื่อแจกจ่ายพลังแห่งการดำรงชีวิตไปอย่างทั่วถึง และหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของพลังชี่ก็คือ กระตุ้นการสร้างและการไหลเวียนของเลือดให้เป็นไปโดยสะดวก

การทำงานของระบบไหลเวียนเลือดและชี่ จะต้องพึ่งพาอาศัยกัน ถ้าชี่เพียงพอ เลือดก็จะสมบูรณ์และไหลเวียนได้ดี ในทางกลับกัน ชี่ก็ต้องอาศัยเลือดไปหล่อเลี้ยงและให้ความชุ่มชื้น ถ้าเลือดพร่องลงชี่ก็จะไม่สมบูรณ์

“ดังนั้นถ้าเลือดไม่ดี ชี่ก็จะพร่อง หรือถ้าชี่พร่อง เลือดก็จะไม่สมบูรณ์ตามไปด้วย การบำรุงรักษาชี่และเลือด จึงนับเป็นการบำรุงรากฐานของสุขภาพ และจำเป็นที่จะต้องทำร่วมกันจึงจะได้ผลดี”

อาการแบบไหนที่เรียกว่าชี่และเลือดไม่สมบูรณ์

มือและเท้าเย็น ชาปลายนิ้วมือนิ้วเท้า อ่อนเพลียบ่อยๆ รู้สึกไม่มีชีวิตชีวา ง่วงเหงาหาวนอน (โดยเฉพาะหลังอาหารกลางวันแต่กลางคืนกลับนอนไม่หลับ) ไม่ค่อยมีสมาธิ รู้สึกสมองล้า ขี้หลงขี้ลืม ภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นหวัดง่าย ท้องเดินหรือท้องผูกเป็นประจำ


หากลองสังเกตตัวเองแล้ว มีอาการต่างๆ เกิน 2 อาการขึ้นไป ก็ถึงเวลาที่จะต้องบำรุงชี่และเลือดกันแล้วนะคะ

การเพิ่มหลังชี่และเลือดทำได้อย่างไร

1. รับประทานอาหารเช้า ควรทานมื้อเช้าในเวลา 7-9 โมงเช้า เพราะเป็นเวลาที่พลังชีวิตเดินผ่านเส้นลมปราณกระเพาะอาหาร ในเวลานี้ระบบย่อยอาหารจะมีประสิทธิภาพดีที่สุด สามารถย่อยอาหารให้กลายเป็นสารอาหารได้ดี และเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ดี เราจึงควรทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน เช่น ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว เมื่อได้รับสารอาหารมาก เลือดก็จะมีคุณภาพมากตามไปด้วย

2. การออกกำลังกาย หรือนวดเท้า นวดตัว จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบไหลเวียนน้ำเหลือง และยังช่วยให้พลังชี่ไหลเวียนได้ดี ไม่ติดขัดอีกด้วย

3. ดูแลระบบย่อยและระบบขับถ่ายให้ดีอยู่เสมอ เพราะหากระบบทั้งสองนี้ทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพ ก็จะไม่เกิดขยะตกค้างสร้างลมและแก๊สพิษสะสมในร่างกายไปอุดกั้นทางเดินของพลังชี่และเลือดให้เกิดปัญหา

4. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ เพราะกว่า 90% ของเลือดนั้นประกอบด้วยน้ำ เมื่อมีน้ำในเลือดเพียงพอ เลือดก็จะไม่ข้นหนืด สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้อย่างทั่วถึง

5. นอนไม่เกิน 5 ทุ่ม เพื่อให้ร่างกายมีเวลาในการสร้างเลือด ซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ได้เต็มที่

6. บำรุงเพื่อให้เลือดมีสารอาหารเพิ่มขึ้น ด้วยการทานสมุนไพร เช่น โสม กระชายดำ ยาบำรุงโลหิตทั้งของไทย-จีน หรือสาหร่ายเกลียวทอง ก็แล้วแต่สะดวก

สมุนไพรช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ลดความข้นหนืดของเลือด


สมุนไพรฤทธิ์ร้อน เช่น ขิง พริกไทย กระเทียม กระชาย โสมจะช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงร่างกายได้ทั่วถึง รวมทั้งปลายมือและปลายเท้า สามารถช่วยบำบัดอาการมือและเท้าชาได้ได้ดี โดยเฉพาะโสม ยังมีสรรพคุณเฉพาะในการกระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดได้ดีขึ้น และช่วยกระตุ้นการสร้างสารเม็ดสีในเม็ดเลือดแดงอีกด้วย

น้ำมันที่ดี ช่วยลดการอุดตันของหลอดเลือดและช่วยให้หลอดเลือดยืดหยุ่น

คำแนะนำจากนักโภชนาการที่เราได้ยินได้ฟังอยู่เสมอว่า น้ำมันที่ดีจากปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน หรือปลาทูน่าั้น อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่มีสรรพคุณช่วยละลายลิ่มเลือด ลดการอุดตันของหลอดเลือด ช่วยให้หลอดเลือดยืดหยุ่น แต่คุณค่าของกรดไขมันชนิดนี้จะสูญเสียไปเมื่อได้รับความร้อนจากการปรุงโดยเฉพาะเมื่อเราปรุงโดยวิธีการทอดน้ำมัน จึงดูจะเป็นการยากที่จะปรุงอาหารคาวจัดอย่างปลาด้วยความร้อนน้อยๆ ได้

ดังนั้น น้ำมันสกัดเย็นที่ได้จากพืชอีกหลายชนิด เช่น งาขี้ม้อน หรือ เมล็ดแฟลกซ์ ที่อุดมไปด้วยกรดไขมันชนิดนี้เช่นเดียวกัน น่าจะเป็นทางเลือกที่สะดวกและได้ผลดีกว่า

นอกจากนี้ ยังมีน้ำมันดีที่ได้จากพืชสกัดเย็นอีกหลายชนิดที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวการสำคัญของการเกิดคราบหินปูน (คราบพลัค) ในผนังหลอดเลือดเช่นกัน อย่าง น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก เป็นต้น

เพิ่มพลังชี่ด้วยการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายที่ต้องฝึกควบคู่กับการหายใจอย่างถูกต้อง เช่น ชี่กง ไทเก๊ก หรือ โยคะ จะช่วยให้เราสามารถหายใจได้เต็มสมรรถภาพของปอด ส่งผลให้เซลล์ในร่างกายและเลือดได้รับออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น ร่างกายจึงมีพลังงานสำรองเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ลองทำตามคำแนะนำที่ว่ามาแล้ว ที่สำคัญที่สุด อย่าลืมดื่มน้ำเปล่า (ไม่เย็น) ให้ได้วันละ 1.5 ลิตร นะคะ

“เพราะน้ำคือองค์ประกอบสำคัญของเลือดและชีวิต”

 

  

Print Friendly, PDF & Email

12 comments

  1. นางสุณี จินตนะดิลกกุล

    ถ้าจะสอบถามอาการป่วยจะถามได้ทางใด เนื่องจากตัวดิฉันสนใจเรื่องสมุนไพร การฝังเข็ม และการทำดีท็อกซ์ล้างพิษตับ มีคนป่วย ที่มาเข้าคอร์ส บางอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย ตัวดิฉันเองก็ยังตอบไม่ได้ แต่อยากจะช่วยผู้ป่วยให้เข้าใจและดูแลตนเองต่อไปได้ หลังจากที่ออกคอร์สไปแล้วคะ

  2. นางสุณี จินตนะดิลกกุล

    คนที่เกิดอาการตะคริวที่น่อง และบางครั้งอาการเป็นตะคริวก็ลามไปถึงหัวใจ อยากทราบสาเหตุและวิธีดูแลคะ

    • ดื่มน้ำน้อยหรือเปล่าคะ แล้วมีอาการร่วมอื่นๆ ด้วยไหม เช่น อาการบวมน้ำ ปวดบั้นเอว ปัสสาวะเป็นอย่างไรบ้าง

  3. นางสุณี จินตนะดิลกกุล

    คะ สาเหตุจากการดื่มน้ำน้อย แต่บางครั้งดื่มน้ำมากก็มีอาการตะคริวน่องด้วยเช่นกัน สำหรับอาการอื่นๆ ไม่มีอาการบวมน้ำ ไม่ปวดบั้นเอว สีปัสสาวะเหมือนกับสีน้ำชาคะ แต่ที่สังเกตคือคนป่วยจะนั่งหน้าจอคอมเกือบทั้งวันคะ ไม่ทราบว่ามีผลหรือไม่คะ

    • แนะนำให้นวดเพื่อกระตุ้นให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น จะช่วยเรื่องตะคริวได้ ส่วนการดื่มน้ำให้ดื่มตามลิงค์นี้ค่ะ http://thearokaya.co.th/web/?p=2956 เพราะดูจากสีปัสสาวะแล้วน่าจะดื่มน้ำค่อนข้างน้อยมาก

  4. นางสุณี จินตนะดิลกกุล

    อาการคอแห้งเกิดจากสาเหตุใดคะ และเป็นได้ทุกวัยหรือเป็นเฉพาะคนสูงอายุ (แม่ของพี่อายุ 73 ปีมีอาการคอแห้งและเป็นบ่อยเหมือนกัน )

    • อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ดื่มน้ำน้อย ทานอาหารฤทธิ์เย็นมากเกินไป มีปัญหากับระบบย่อยอาหาร ให้ลองสังเกตุพฤติกรรมการกินอยู่ประจำวันของคุณแม่ค่ะ

  5. นายวีรกานต์ แก้วนพ

    อยากทราบว่าผมอยากไปตรวจที่คลินิก ต้องทำอย่างไรบ้างครับ

    • โทรมาจองคิวล่วงหน้าได้ที่เบอร์ 02-358-0050 และ 086-111-5522

  6. ประธาน ทานธนะเจริญ

    มีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนครับ มีวิธีรักษาอย่างไร โปรดแนะนำด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*