Home // ใครไม่ป่วย (โรคกระเพาะกรดไหลย้อน) เล่ม 3 // เคสผู้ป่วยจะเริ่มต้นรักษาโรคอะไรดี?

เคสผู้ป่วยจะเริ่มต้นรักษาโรคอะไรดี?

เคสผู้ป่วย

จากภาพที่เป็นคือส่วนหนึ่งของใบบันทึกประวัติจริงๆ ของคนไข้ ซึ่งมารักษาโรคกระเพาะและกรดไหลย้อนที่ ดิ อโรคยา คลินิก จะต้องกรอกอาการเจ็บป่วยและอาการไม่สบายอื่นๆ สังเกตุได้ว่าไม่มีใครเขียนอาการเดียว มักจะเขียนเป็นกลุ่มอาการเจ็บป่วย ยกตัวอย่างเช่น

คนที่ 1

  • ช่วงเช้าตื่นขึ้นมาจะมีอะไรจุกที่คอ
  • ปัสสาวะบ่อย
  • มีเสมหะช่วงเช้า กลางคืนจะมีอาการไอตลอด
  • เจ็บส้นเท้า
  • มีลมในกระเพาะเยอะ อาหารไม่ย่อย

คนที่ 2

  • ปวดต้นคอ บ่าไหล่ ฐานกะโหลกศีรษะ คอแข็ง เป็นมา 3-4 ปี
  • ปวดเอว ปวดก้นกบ สะโพกขวา ชาลงขาขวาถึงปลายเท้า
  • นอนไม่หลับทุกคืน
  • แน่นท้อง ท้องอืด ลมจุกเสียด
  • ตื่นเช้าไม่สดชื่น มึนเบลอทั้งวัน ปวดศีรษะ

หมายเหตุ ทำ MRI รพ.แจ้งผลว่า หมอนรองกระดูกต้นคอ C4, C5, C6 ทับเส้นประเส้นประสาท

คนที่ 3

  • ปวดขาบริเวณหัวเข่าขวา
  • ปวดแขนขวา บ่าไหล่ บางทีชาไปที่หัว
  • เหงือกบวมบ่อยๆ
  • เป็นภูมิแพ้ ลมพิษ น้ำตาไหล หายใจไม่ค่อยออกเวลานอน
  • ท้องอืด แน่นท้องแข็งๆ ตั้งแต่เด็ก

นี่คือตัวอย่างของกลุ่มอาการเจ็บป่วยด้วยโรคกระเพาะและกรดไหลย้อน ซึ่งไม่ได้มีแค่แผลในกระเพาะอาหารหรือปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอกเท่านั้น แต่มีอาการเป็นกลุ่มคล้ายๆ กันต้นเหตุจากโรก็คล้ายๆ กัน มีพฤติกรรมที่เหมือนกัน ส่วนมากแล้วเกิดจากการกินน้ำ กินอาหารไม่ถูกเวลา การย่อยอาหารไม่ดี ทิ้งปัญหาไว้นานวันเข้าก็เลยมีโรคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ช่วงแรกก็แค่กินยาหาหมอรักษาไปตามอาการ แต่ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุ คือไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินอยู่

จากใบบันทึกประวัติของผู้ป่วยด้วยโรคกระเพาะ กรดไหลย้อนจนต่อเนื่องเป็นโรคระบบทางเดินอาหาร จะมีชุดอาการที่คล้ายๆ กัน คือ ปวดท้อง แสบท้อง จุกแน่นหน้าอก ท้องอืดบ่อย มีเสมหะมาก ไอบ่อยๆ ปากแห้งแตก ผิวหน้าแห้งแต่มีน้ำมัน เป็นสิวอักเสบช่วงหน้าผากและแก้มด้านล่าง ปวดตึงบ่า ไหล่ สะบักเป็นประจำ มีอาการมึนหลังจากตื่นนอน หิวบ่อย ง่วงตลอดวัน ติดกาแฟ ติดของหวาน มีกลิ่นปาก เป็นไมเกรน มีเสียงลมในหู ท้องผูกง่าย ท้องเสียง่าย ปัสสาวะบ่อย นอนหลับยาก ฝันบ่อย เป็นภูมิแพ้ง่าย เมื่อยขาทั้งวัน ตึงสันหน้าแข้งถึงข้อเท้าด้านหน้า เจ็บกลางฝ่าเท้า ทั้งนั้นนั้นคือกลุ่มอาการที่พบมากในคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร โรคกรดไหลย้อน เพราะโรคนี้เป็นต้นเหตุของอาการต่างๆ ทั้งหมด ควรเริ่มแก้กันที่ต้นเหตุเสียก่อนคือปรับปรุงระบบย่อยอาหารในกระเพาะอาหารให้ได้ก่อน ร่วมกับทำความเข้าใจให้ได้ว่าอาการเหล่านี้ เกิดขึ้นเพราะสาเหตุใด เมื่อเกิดความเข้าใจแล้วจะสามารถนำไปบำบัดรักษาได้ด้วยตัวเองตลอดชีวิต ไม่ต้องเสียเวลากับการตรวจวินิจฉัยนานเกินไป โดยหนังสือเล่มนี้จะอธิบายถึง อาการป่วย – สาเหตุของอาการป่วย – การแก้ไขอาการป่วย – วิธีการกำจัดโรค เพื่อให้เกิดความเข้าใจไปเป็นลำดับขั้นตอน แต่ถ้าใครที่มีอาการอยู่แล้วต้องการรีบรักษาโดยด่วน ก็ให้ข้ามไปอ่านบทสรุปวิธีการรักษาก่อนก็ได้ครับ แล้วจึงค่อยๆ กลับมาทำความเข้าใจกับโรคนี้ต่อไป

เคสผู้ป่วย
เสียเวลา เสียโอกาส

คุณนวัต ชายอายุ 23 ปี น้ำหนัก 65 กิโลกรัม บินไปประเทศสหรัฐอเมริกามาได้ 6 เดือน ป่วยด้วยอาการของ “โรคกรดไหลย้อน” มีอาการดังนี้

  1. ท้องอืด แน่น ลมในท้องมากเดินทางไปศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเกิดป่วยรักษาเท่าไรก็ไม่หาย จึงรีบกลับมาเมืองไทยก่อนรักษาอยู่โรงพยาบาลเอกชน หมอบอกเป็นโรคกรดไหลย้อนให้ทานยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะอาหาร
    รักษาอยู่ 2 เดือน ต้องทานยาตลอดแต่ก็ยังไม่ยอมหายสักที ตั้งใจว่าหากหายดีแล้ว จึงเดินทางกลับไปเรียนต่อ
  2. มีอาการเวียนศีรษะ มึนไม่สดชื่น ปวดบั้นเอวซ้ายมานานหลายปี
  3. มีอาการหายใจไม่เข้า เหมือนจะขาดใจ หมอที่อเมริกาบอกว่าอาการปกติจึงเดินทางกลับมารักษาที่เมืองไทย ตรวจพบว่าเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะเร็วเกินไป ก็ทานยาลดการเต้นของหัวใจด้วย

พฤติกรรม

  1. ตอนอยู่อเมริกานอนเที่ยงคืนตื่น 7 โมงเช้า ทานน้ำ ½ ลิตร แล้วทานขนมปัง พอถึง 4 โมงเย็น ต่อด้วยทานพิซซ่า ขนมปัง มื้อที่สามก็ทานตอนค่ำ 2 ทุ่ม เป็นข้าวและกับข้าว ทานแต่เนื้อสัตว์เท่านั้น ทั้งวันทานแต่น้ำเย็น
    ก่อนอาหารทานน้ำ 1 แก้ว หลังอาหารทานน้ำอีก 1 แก้ว โดยเฉพาะระหว่างทานอาหารต้องทานน้ำ 3-4 แก้ว เพราะกลืนอาหารไม่ลง อาหารกลุ่มแป้ง ขนมปัง ค่อนข้างฝืดคอจึงต้องมีน้ำไว้เคียงข้างกายเวลาทานอาหารเสมอ
  2. ก่อนไปเรียนต่อที่อเมริกาอยู่เมืองไทยก็สูบบุหรี่ ทานเหล้าจัดมากตลอด 2 ปี สูบบุหรี่ 20 มวน/วัน ไปอเมริกาก็ทานเหล้าสูบบุหรี่เหมือนเดิม เพิ่งเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ เมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมานี้ หลังจากกลับมาเมืองไทยแล้ว รู้สึกว่าร่างกายสู้ไม่ไหว หายใจไม่เข้าแล้วก็ป่วยมาก
  3. เคยถ่ายอุจจาระเป็นเลือด เป็นริดสีดวงทวาร
  4. กลับมาอยู่เมืองไทย 2 เดือนนี้ ตื่น 10 โมงเช้า ตื่นมาปุ๊บทานน้ำเย็น 1 แก้ว
    มื้อเช้าทานตอนเที่ยงเป็นข้าวหรือขนมปัง มื้อเที่ยงก็ทานตอน 4 โมงเย็น มื้อเย็นก็ทานตอน 2 ทุ่ม นาฬิกาชีวิตผิดเพี้ยนไปหมด

หนุ่มสาวสมัยนี้เอาเวลาไปเที่ยวกินเหล้า ท่องราตรี นอนดึกบางทีก็เกือบเช้า ตื่น 10 โมง ทานอาหารมื้อเย็น 2-3 ทุ่ม อาการท้องอืด หายใจไม่เข้า มึนศีรษะนี่เป็นอาการของนักท่องราตรี เพราะอยู่แต่ในที่มืดอับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าให้เงินมากเกินความจำเป็น เพราะเด็กจะไม่รู้ค่าของเงิน เอาไปซื้อขนมหวานๆ ที่ไม่มีคุณค่า ไม่มีประโยขน์ มีแต่แป้ง ไขมันแปรรูป สารปรุงแต่ง กินแล้วอาหารไม่ย่อย ท้องอืดท้องเฟ้อและเป็นโรคติดของหวาน อ้วนง่าย พอเข้าสู่วัยรุ่นก็ติดเกมส์ ติดการพนัน ติดเหล้า บุหรี่ สมองทำงานช้า พูดไม่รู้เรื่อง

เคสผู้ป่วย
สำหรับหนุ่มนักเรียนนอกคนนี้คงต้องปรับปรุงมากหน่อย เพื่อที่จะหายจากโรคกรดไหลย้อนและอาการทั้งหมด โดยเริ่มต้นได้ด้วยตัวเอง

  1. ฝึกนอนให้เร็วขึ้น 3-4 ทุ่ม ได้ก็ยิ่งดีจะได้ตื่น 6-7 โมงเช้า ทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้วทานน้ำสัก 2 แก้ว เพื่อจะได้ถ่ายอุจจาระไม่หมักหมมจนเป็นริดสีดวง แล้วจึงทานข้าวเช้า ไม่ใช่กาแฟหรือขนมปังก้อนเดียวแบบวิถีคนเร่งรีบ ทานอาหารให้เป็นเวลาทั้ง 3 มื้อ กลางคืนทานไม่เกิน 1 ทุ่ม ต้องค่อยๆ ปรับตารางชีวิตให้ตรงตามธรรมชาติ หากตื่นเช้าไม่ได้ นาฬิกาชีวิตก็รวนหมด โรคอะไรก็เป็นได้ทั้งนั้น ถ้าเริ่มต้นด้วยการตื่นเช้า พอตกกลางคืน 3 ทุ่ม ก็จะเริ่มง่วงแล้ว ออกไปเที่ยวก็ไม่สนุกหรอกครับ
  2. ลดการทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ เพิ่มการทานผักแทน ทานอาหารไทยบ้างอย่าทานแต่อาหารฝรั่ง จากหนังสือ “โฉมหน้าบริการทางการแพทย์ของคนไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร” เขียนโดย นพ. เฉก ธนะสิริ เขียนไว้ว่า “กระเพาะอาหารต้องใช้เวลาย่อยโปรตีน 3-4 ชั่วโมง ถ้าเป็นโปรตีน จากเนื้อวัวหรือเนื้อหมู ร่างกายเอาไปใช้งานได้เพียง 67% ที่เหลือ 33% จะถูกย่อยโดยแบคทีเรียทำให้เกิดการเน่าบูดในปลายลำไส้เล็ก และเน่าบูดไปตลอดทางลำไส้ใหญ่ กระบวนการนี้จึงทำให้เกิดสารยูริคตกค้างทำให้เกิดโรคต่างๆ”
  3. ถ่ายอุจจาระให้ได้ทุกวัน ถ้าถ่ายเองไม่ได้ก็ใช้ยาระบาย มะขาม มะขามแขก ใบขี้เหล็ก หรือยาธรณีสัณฑะฆาต เพื่อให้ร่างกายขับของเสียและขับลมออกทางอุจจาระเป็นรายวัน
  4. ปรับปรุงการกินอาหารและน้ำ กินข้าวกล้อง ผักผลไม้ เพื่อเพิ่มกากใยอาหารลมในกระเพาะในลำไส้ก็จะลดลงเอง ไม่ควรทานยาลดกรดนาน (ทานเฉพาะตอนมีกรดมากเกินไปเท่านั้น) เพราะยาลดกรดจะไปลดประสิทธิภาพในการย่อยอาหาร และลดการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายมีโอกาสเป็นโรคกระดูกผุได้
  5. ทานขมิ้นชัน ขิง หรือยากระเพาะอาหารซึ่งมีส่วนประกอบของขมิ้นชัน ขิง โกฐเขมา เพื่อรักษาโรคกระเพาะอาหาร ทานน้ำเอนไซม์เพื่อให้อาหารย่อยได้ดี
  6. หากกระเพาะอาหารย่อยได้ดี อาหารก็จะไม่หลงเหลือในลำไส้มากนัก ไม่เกิดการเน่าบูดเป็นเป็นแก๊สทำให้ลำไส้บวมเบียดดันกระเพาะอาหารและกระบังลมการหายใจของเราก็จะคล่องขึ้น สามารถหายใจเข้าได้เต็มปอด

เคสผู้ป่วย

 


ให้อ่านข้อปฏิบัติและนำไปปฏิบัติตาม อาการต่างๆ จะค่อยๆดีขึ้น จะได้กลับไปเรียนหนังสือ และกลับมาเป็นผู้นำที่ดีของธุรกิจด้วยสุขภาพที่พร้อมสมบูรณ์ อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ค่าเลยนะครับ

เคสผู้ป่วย
ชอบทำงานกลางคืน เงียบดี

คุณรักชาติ อายุ 42 ปี เป็นอาจารย์สอนหนังสือมหาวิทยาลัยทางภาคอีสาน เรียนจบปริญญาเอกด้านวิศวกรรมที่ประเทศแทบยุโรป เรียนจบ 5 ปีแล้ว ตอนอยู่ต่างประเทศเรียนและทำงานหนักมาก ต้องแบกเป้ซึ่งข้างในมีทั้งโน๊ตบุ๊ค อุปกรณ์และตำราเรียนด้วย ส่วนมากจะทำงานโต้รุ่งตลอดเพื่อเร่งเรียนให้จบ ปัจจุบันยืนสอนหนังสือ นั่งโต๊ะเขียนตำรา ให้คำปรึกษา บริหารงานของมหาวิทยาลัย ชอบทำงานกลางคืน เงียบดี ติดนิสัยตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาเอก ต้องอ่านหนังสือ หาข้อมูล พิมพ์งาน
ดูทีวี จะเริ่มนอนได้ก็ตี 2 บางวันกว่าจะได้นอนก็ตอนเช้า

อาการ

ปวดสะโพกลามลงขาข้ัางซ้ายและขวา ขาข้างซ้ายปวดตั้งแต่สลักเพชรถึงข้อเท้าซ้าย ส่วนขาขวาก็ชาที่ต้นขา ปวดแบบนี้มาหลายปีแล้วจนทำให้นอนไม่หลับ เป็นโรคกระเพาะ ท้องอืดมาก ทานยาแก้ท้องอืดขับลม ปวดต้นคอ ทำให้แขนซ้ายชา รักษาโดยการทำกายภาพดึงคอ ไอเรื้อรัง คันคอ

พฤติกรรม

  • ตื่น 7.30 – 8.30 น. ดื่มน้ำ 1 แก้ว ทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ทานอาหารเช้าเลย เริ่มจากทานข้าวกับน้ำข้าวธัญพืช (น้ำ RC) 1 แก้ว บางวันก็น้ำนมถั่วเหลืองแช่เย็น 1 กล่อง ทั้งวันทานอาหารครบ 3 มื้อ ตรงเวลา ชอบทานเนื้อสัตว์ แป้ง ไขมันมากกว่าทานผัก เช่น ขนมปัง เบเกอรี่ กลางคืนถ้าทำงานดึกๆ รู้สึกว่าหิวก็จะทานขนมปังกับชาเขียวญี่ปุ่นแช่เย็น
  • ทั้งวันดื่มน้ำ 5-6 แก้ว นมถั่วเหลืองแช่เย็น ชาเขียวญี่ปุ่นแช่เย็น
  • ไม่ออกกำลังกาย

การแก้ไขอาการเจ็บป่วย

  1. ควรนอนก่อนห้าทุ่ม งดทานกาแฟ อาการปวดเหมือนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ทำให้ปวดสะโพกทั้งด้านซ้ายและขวา ขาซ้ายบวมตั้งแต่จุดสลักเพชรถึงข้อเท้าซ้าย, ขาขวาชาตั้งแต่ต้นขา นั่นคือ เส้นลมปราณของถุงน้ำดีเป็นเส้นด้านนอกของขา เกิดปัญหาขึ้นก็เพราะนอนดึกนั่นเอง
  2. ทำให้น้ำย่อยมาตรงเวลา อาการไอเรื้อรัง คือ ลมที่ดันผ่านกระเพาะอาหารขึ้นมา ทำให้มีความรู้สึกอยากไอตลอดเวลา เมื่อไอมากๆก็จะทำให้คออักเสบเป็นแผล วิธีแก้ไขคือการทำให้น้ำย่อยออกมาตรงเวลาและปริมาณมากพอ การย่อยอาหารที่มีประสิทธิภาพจะไม่เกิดแก๊สดันขึ้น วิธีช่วยคือทานน้ำขิงเข้มข้น ขมิ้นชัน พริกไทยดำหรือขิงแคปซูล ก่อนอาหารประมาณ 15 นาทีจะเรียกน้ำย่อยได้ดี และที่สำคัญคือพยายามทานข้าวให้ตรงเวลาด้วย
  3. ลดน้ำเย็น ขับถ่ายให้ได้ทุกวัน ทานอาหารเนื้อสัตว์ ไขมัน แป้ง เครื่องดื่มแช่เย็น เช่น นมถั่วเหลือง ชาเขียว มีฤทธิ์เย็นล้วนแต่ทำให้กระเพาะอาหารย่อยได้ไม่ดี เกิดการบูดเน่า ในระบบย่อยอาหาร ลมก็ค้างอยู่ เลือดมีแต่สารพิษทำให้เส้นตึง ของเสียตกค้างในเลือดและร่างกายเพิ่มขึ้นทุกวันก็ทำให้มีอาการ ภูมิแพ้ คันผิวหนัง อย่ามัวแต่ทานยากดภูมิคุ้มกัน ยาแก้อักเสบอยู่เลยครับ เอาของเสียออกทางอุจจาระให้ได้ก็จะหายคัน
  4. ทานน้ำเอนไซม์ หรือ แอปเปิ้ลไซเดอร์ หลังอาหารทันที เพื่อช่วยย่อยอาหารในช่วงแรกของการรักษา เพราะน้ำย่อยที่มียังมาไม่มากพอ
  5. ไม่ทานยาลดกรดบ่อยๆ

เคสผู้ป่วย


จากหนังสือเวลาชีวิต เขียนโดย ล้อเกวียน 
ธรรมชาติได้กำหนดนาฬิกาชีวิตไว้แล้ว เวลาตื่น ขับถ่าย ทานอาหาร ทำงาน พักผ่อน นอน โดยมีเส้นลมปราณในร่างกายทำหน้าที่เป็นเส้นทางลำเลียงของเลือดและของเหลวในร่างกาย

ไหลเวียนทำหน้าที่เชื่อมโยงอวัยวะภายใน ได้แก่ หัวใจ ปอด ม้าม ตับ ไต กระเพาะอาหารถุงน้ำดี ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ ซานเจียวหรือพลังงานรวม แบ่งเป็นเส้นลมปราณปกติ 12 เส้น เส้นลมปราณพิเศษ 8 เส้น จะขอกล่าวเฉพาะลมปราณปกติ 12 เส้น จะใช้เวลาในการไหลเวียนของพลังเส้นละ 2 ช.ม. แต่ละเส้นจะมีช่วงเวลาเฉพาะพลังไหลเวียนครบวงจรใน 24 ช.ม. ถ้าดำเนินชีวิตผิดธรรมชาติเส้นลมปราณจะติดขัด จะขอยกเฉพาะเส้นลมปราณเวลา 19.00-03.00 น.
ซึ่งดอกเตอร์ได้ดำเนินชีวิตผิดธรรมชาติหลับนอนไม่เป็นเวลาแถมยังใช้แรงและสมองอย่างมาก ในช่วงเวลาที่ไม่ถูกต้องตามธรรมชาติจึงเกิดการเจ็บป่วยขึ้น

เวลา 19:00 -21:00 น. (กล้ามเนื้อหัวใจ)

เป็นเวลาที่กล้ามเนื้อหัวใจจะชะล้างตัวเองจึงต้องพักสนิทใจหัวใจทำงานน้อยลง
ถ้าไม่พักเลือดจะข้น กล้ามเนื้อหัวใจจะทำงานหนัก ทำให้หัวใจโต มีความเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตมากกว่าคนปกติ 5-6 เท่า ทุกวันนี้เราไม่เตรียมตัวพักเวลานี้กันเลยแต่กลับจะทำงานล่วงเวลามากขึ้น เที่ยวกลางคืน และกินอาหารหนักๆ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานหนักมากขึ้นไปอีกเท่าตัว จึงมีผลกระทบต่อหัวใจ ปกติแล้วเวลานี้ร่างกายควรจะพักเรื่องการทำงานลง เพื่อให้จิตใจและร่างกายสงบลงสำหรับการเตรียมตัวพักผ่อนนอนหลับ

เวลา 21:00 – 23:00 น. (พลังงานรวม)

ตามหลักของธรรมชาติแท้จริงเราควรนอน 3 ทุ่ม หากนอนหลัง 3 ทุ่ม อันเป็นช่วงพลังงานรวมที่จะมีพลังงานไปช่วยเหลือกระบวนการสะสมพลังงานในร่างกาย ไม่เต็มที่ ผลคือจะทำให้ร่างกายมีพลังงานสะสมไม่เพียงพอ ในการฟื้นฟูอวัยวะต่างๆ ให้สะอาดแข็งแรงสำหรับวันต่อไป
พลังงานรวม หมายถึง จำนวนเม็ดเลือด ถ้าไม่พักเวลานี้เซลล์เม็ดเลือดจะแตกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ปกติเซลล์เม็ดเลือดของคนเราจะแตกวันละ 2-2.5 ล้านเซลล์ แต่ถ้านอนดึกขึ้นอีกเซลล์เม็ดเลือด ก็จะแตกทวีขึ้นเรื่อยๆ เช่นคนที่บริจาคเลือดถ้านอนดึกเลือดจะลอยบริจาคเลือดไม่ได้ ถ้านอน 3 ทุ่ม ร่างกายจะสร้างเซลล์เม็ดเลือดขึ้นมาทดแทนส่วนที่แตกไปในแต่ละวันให้สมดุล พลังงานที่สร้างขึ้นในช่วง 2 ชั่วโมงนี้ ร่างกายจะนำไปล้างถุงน้ำดี
ทำให้ถุงน้ำดีแข็งแรง

เวลา 23:00 – 01:00 น. (ถุงน้ำดี)

เป็นเวลาที่พลังงานเคลื่อนมาที่ถุงน้ำดี เพื่อให้น้ำดีทำหน้าที่ย่อยไขมันที่จะไปเปลี่ยนรูปเป็นฮอร์โมน กล้ามเนื้อ กระดูก ไขข้อ เส้นเอ็น ไขสมอง ตา และน้ำหล่อเลี้ยงในร่างกายทั้งหมดถ้าไม่พักผ่อนช่วงเวลาดังกล่าว ไขมันพวกนี้ก็จะตกตะกอนอยู่ตามตัวเรา เช่น เป็นถุงไขมันใต้ตา มีพุง สมองเลอะเลือนง่าย ปวดไหล่ ปวดท้องง่าย บริเวณลำไส้ใหญ่ ท้องเสีย หรือ ท้องผูกง่าย ที่จะนำไปสู่โรคอ้วน มีนิ่ว หรือถุงซีสต์ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ทำให้ร่างกายขาดวิตามิน เอ, ดี, อี, เค ซึ่งวิตามินทั้ง 4 ตัวนี้ต้องละลายในไขมัน ตามันจะฝ้าฟาง แคลเซียมลดลง กระดูกจะผุ ผิวหนังหยาบกร้าน หลอดเลือดไม่ยืดหยุ่นเท่าที่ควร

เวลา 01:00 – 03:00 น. (ตับ)

เป็นเวลาที่พลังงานจะไปจัดการกับตับ หน้าที่ของตับคือสะสมอาหารสำรองให้แก่ร่างกาย
ตับจะเก็บเลือดได้ 50 กรัม เพื่อใช้ในการขับสารเคมีออกจากร่างกายตลอดจนผลิตน้ำดี และส่งไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดีเพื่อย่อยไขมัน ถ้าช่วงนี้เรายังไม่หลับไม่นอนยังทำงานอยู่ ร่างกายจะสูญเสียพลังงานส่วนที่สะสมไว้ไป ตับจะอ่อนแอลง การผลิตน้ำดีลดลง
(ท้องจะบวม) และส่งผลกระทบถึงกานทำงานของตับอ่อน
 ส่งผลให้การผลิตฮอร์โมนอินซูลิน ลดลงด้วย ผลคือโรคภัยไข้เจ็บ คนที่ไม่พักผ่อนในช่วงนี้ จะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตแปรปรวน โรคเก๊าต์ โรครูมาตอยด์ รูมาติซั่ม ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เบาหวาน หัวใจ กระดูกเสื่อม

 

แก้ไขพฤติกรรมการกิน เวลานอน ทานอาหารให้ถูกหลักธรรมชาติ ไม่เร่งรีบเกินไป ดำเนินชีวิตตามข้อปฏิบัติที่แนะนำ นวดเท้านวดตัวไล่ลมที่อยู่ในเส้น จะช่วยให้เลือดมีการหมุนเวียนได้ดี
ไม่เกิดอาการเครียด ความเครียดจะทำให้น้ำย่อยมาไม่ตรงเวลาและมาน้อยกว่าที่ควร โดยนวดสัปดาห์แรก 3 ครั้ง ต่อไปก็ลดเหลือสัปดาห์ละครั้ง ภายใน 2 เดือนอาการจะค่อยๆทุเลา
ยิ่งถ้ามีเวลาออกกำลังกายด้วย เช่น ทำโยคะหรือฤาษีดัดตนซักวันละครึ่งชั่วโมง เพื่อกระตุ้นเส้นลมปราณให้เคลื่อนไหวได้ดี ก็จะทำให้ได้ผลดียิ่งขึ้นสามารถลดอาการปวดตึงได้เร็ว

เคสผู้ป่วย

มีกลิ่นปาก

คุณนิติ อายุ 35 ปี น้ำหนัก 60 กิโลกรัม ทำงานสายการบินควบคุมดูแลการทำงานของแอร์โฮสเตสและสจ๊วต เข้ามารักษาโรคด้วยปัญหาหนักอกหนักใจอย่างมาก มีอาการข้างเคียงรบกวนมากมาย สีหน้าเคร่งเครียดมาแต่ไกล   

อาการ

  • เป็นกรดไหลย้อน แสบหน้าอก ท้องอืด ท้องเฟ้อ
  • ปวด ตึงบ่าและไหล่
  • มีกลิ่นปาก ลมหายใจก็ยังมีกลิ่น
  • นอนไม่หลับ กว่าจะนอนก็ตี 2- ตี 3
  • ผมร่วง

พฤติกรรม

ชอบทานเนื้อสัตว์มาก บางวันก็ไม่กินข้าวเย็น ทานแต่น้ำเต้าหู้บางวันก็ทานผลไม้

สาเหตุ

คุณนิติทานเนื้อสัตว์มานานการย่อยเนื้อสัตว์ในร่างกายต้องใช้พลังงานมาก ใช้เวลา 3-4 วัน กระบวนในการฆ่านั้นสัตว์จะเกิดความเครียด ทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน (เป็นสารแห่งความโกรธ ดุเดือด มีพลัง พร้อมสำหรับการต่อสู้ การป้องกันตัว) ออกมาสะสมในเนื้อสัตว์ “อะดรีนาลีน” ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ใจสั่น ความดันเลือดสูง หลอดเลือดแดงทั่วร่างกายหดตัว มือเท้าเย็น หน้าซีดเซียว คนที่ได้รับฮอร์โมนนี้เป็นประจำท้ายที่สุดก็จะเป็นโรคความดันเลือดสูง โรคเครียด วิตกกังวลง่าย ซึ่งความเครียดนั้นจะส่งผลกับการปลั่งน้ำย่อยออกมาไม่เป็นเวลา หิวก็ปวดท้อง อิ่มก็ปวดท้อง หรือที่เรียกกันว่า โรคกระเพาะอาหาร อาการกรดไหลย้อน มีกลิ่นปาก เป็นเครื่องชี้วัดว่าในทางเดินอาหารเริ่มตังแต่ฟัง หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ัใหญ่ มีอาหารเก่าๆ กำลังบูดเน่าส่งกลิ่นเหม็นอยู่ เราทานอาหารที่ถูกปรุงอย่างดี

อาการกรดไหลย้อน กลิ่นปากเหม็น เป็นเครื่องชี้วัดว่าในทางเดินอาหาร เริ่มตั้งแต่ฟัน หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ มีอาหารเก่าๆ กำลังบูดเน่าส่งกลิ่นเหม็นอยู่ เราทานอาหารที่ถูกปรุงอย่างดีไม่ได้เน่าเหม็น แต่ถ้าอยู่ภายในร่างกายเพียงแค่ 2 ชม. แต่ไม่ย่อยในเวลาที่ควรจะย่อยเท่านั้นก็เริ่มบูดเน่าแล้ว เปรียบได้เป็นที่เก็บซากศพของสัตว์นั่นเองถ้าไม่อยากให้กลิ่นเหม็นเกิดขึ้นมากก็ต้องพยายามทานเนื้อสัตว์ให้น้อยลง พยายามขับถ่ายอุจจาระออกให้ได้โดยเร็ว น้ำเต้าหู้ทำมาจากถั่วเหลืองที่แช่น้ำค้างคืน นำมาบีบคั้นผสมน้ำเพิ่มขึ้น กว่าจะถึงมือผู้บริโภค ก็ประมาณ 24 ช.ม. เกิดมีลมในกระบวนการผลิต จากหนังสือ “ทำไมคุณถึงป่วย” เขียนโดยนายแพทย์เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์ “ถั่วเหลืองมีสารต้านน้ำย่อยโปรตีน ซึ่งยับยั้งการย่อยสลายโปรตีน จะทำให้ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายโปรตีนได้

ถั่วเหลืองมีสารที่ทำให้โปรตีนจับตัวกันเป็นก้อนที่เรียกว่า Hemagglutinin ทำให้เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวจับกันเป็นก้อนส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดเสียไป (Fallon, S.W. and Marry G. Enig 1995)”
คุณนิติซื้อน้ำนมถั่วเหลืองมาแช่ตู้เย็นต่อกว่าจะได้ทานข้ามวันบางทีสองวัน ถั่วเหลืองมีฤทธิ์เย็นแถมทานแบบเย็นๆ อีก จึงทำให้กระเพาะอาหารไม่ทำงาน ไฟในการย่อยอาหาร (ปริณามัคคี) ดับมอด ไม่มีทั้งน้ำย่อยและอยู่ในสภาวะเย็น กว่ากระเพาะจะกลับมาย่อยอาหารได้อีกครั้งก็ใช้เวลานาน เกิดแก๊สเกิดลมอาหารเริ่มบูดเน่าตั้งแต่ในกระเพาะอาหาร คือกลิ่นที่ออกมาเวลาพูดหรือหายใจทางปากนั่นเอง ร่างกายมีแต่สารพิษลมก็เต็มท้อง ทำให้เส้นลมปราณลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ที่พาดผ่านบ่าและไหล่ติดขัด ย่อมอึดอัดอย่างแน่นอน นอกจากนั้นยังทำให้มีอาการนอนไม่หลับ กรดไหลย้อน แสบหน้าอก ท้องอืดท้องเฟ้อ ผมร่วงตามมา

กล้วยดิบ

“ผมคิดว่าจะลดการทานเนื้อสัตว์ มาทานนมถั่วเหลืองแทน ใครๆ ก็ว่ามีโปรตีนสูงสามารถใช้แทนเนื้อสัตว์ได้ เพิ่งรู้ว่าก็มีโทษ” คุณนิติกล่าวอย่างสงสัย คราวนี้ผมจึงต้องอธิบายเรื่องของนมถั่วเหลืองกันต่อเสียหน่อยว่า “แต่ก่อนไม่มีการพูดถึงโทษของนมถั่วเหลือง จนมีคนป่วยจากการทานนมถั่วเหลืองมาก เช่น โรคไทรอยด์ ซึ่งถ้าจะพิสูจน์แบบใกล้ๆตัวหน่อย ก็ต้องลองทานพร้อมอาหารเย็นดูซักแก้วเราจะรับรู้ได้ว่าท้องอืดท้องเฟ้อเป็นเช่นไร โดยเฉพาะคนสูงอายุจะทำให้นอนหลับยาก มีกลิ่นปากแม้จะแปรงฟันแล้ว ถ้าดูตามตำราก็จะบอกไว้ว่าคนเราควรทานอาหารแต่พอดีไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป ทานอาหารจากในท้องถิ่นประเทศของตัวเองอยู่ในวงจรของธรรมชาติ ประเทศไทยมีการทานถั่วเหลืองอย่างจริงจังไม่กี่สิบปี การปลูกถั่วเหลืองในประเทศก็ยังไม่มาก ต้องนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศ (เรื่องนี้ก็คล้ายกับเรื่องนมวัว วัวไทยไม่ใช่พันธุ์วัวนมแต่คนไทยก็กินนมตามฝรั่งเขาก็เลยได้โรคตามมามากมาย ซีสต์ ภูมิแพ้ สมาธิสั้น อาหารไม่ย่อย นมเป็นอาหารพื้นถิ่นของฝรั่งเขา ซึ่งเขามีเอนไซม์ในการย่อยนมอันตรายจากการดื่มนมของเขาก็น้อยลง) ดังนั้นถ้าเราจะทานนมถั่วเหลืองก็ให้ทานแบบอุ่นๆ ซื้อแล้วทานเลยไม่ต้องเก็บค้างไว้อยู่ในตู้เย็น ทานนานๆ ครั้งก็พอไหวครับผมก็ทานนะรสชาติอร่อยดี”

วิธีแก้ไขเรื่องกลิ่นปาก

ขั้นแรกคือการตรวจเช็คฟัน ขูดหินปูน อุดฟันเสียก่อนหลังจากนั้นก็คือ กระบวนกำจัดของเสียในระบบทางเดินอาหารเลือกปฏิบัติดูครับ

  1. ตื่นเช้าดื่มน้ำ 2-3 แก้ว เพื่อเอาของเสียในลำไส้ออก
  2. ถ้ายังไม่ถ่ายท้องตอนเช้าก็ให้ทานน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น 1-2 ช้อนโต๊ะ จะถ่ายท้องเอาอุจจาระที่ตกค้างออกง่ายขึ้น
  3. ทำ Oil Pulling อมน้ำมันมะพร้าวไว้ในปาก กลั้ว-กลิ้ง-ขยับลิ้น 15 -20 นาที จะช่วยจัดการเชื้อโรคในปากได้
  4. ควรทานอาหารเช้าในช่วงเวลา 7:00 – 9:00 น. เพราะเป็นเวลาของกระเพาะอาหารในการย่อยอาหาร ไม่ทานกาแฟก่อนอาหารเช้าเด็ดขาด
  5. ไม่ทานน้ำเยอะและน้ำเย็นระหว่างทานอาหารเพราะจะทำให้น้ำย่อยเจือจาง อาหารจะหลงเหลือย่อยได้ไม่หมดและเริ่มบูดเน่า
  6. ขับของเสียที่ติดค้างอยู่ในลำไส้ออก โดยการ Detox แบบสวน หรือ ใช้ยาธรณีสัณฑะฆาตขับเมือกมันซึ่งเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์ไม่ดีออกจากลำไส้
  7. ทานน้ำเอนไซม์ (น้ำชีวภาพ) 1 – 2 ช้อนโต๊ะหลังอาหารเพื่อให้อาหารย่อยง่ายขึ้น
  8. ทานผักบ่อยๆ หรือทานไฟเบอร์ที่ไม่ละลายน้ำกวาดอาหารเก่าๆ ในลำไส้ออกสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
  9. ลดการทานนม นมเปรี้ยว และผลิตภัณฑ์จากนม
  10. ลดการทานน้ำตาลแปรรูปลง เพราะของหวานเป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ไม่ดี จะทำให้เกิดกลิ่นปากง่าย (หลังจากอมลูกอมหวานๆ ไว้ในปากซัก 10 นาทีจะเริ่มมีกลิ่นปาก)

Nosickshowhand

บทความจากหนังสือ

ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น  เล่ม 3 

โรคกระเพาะ กระไหลย้อนหายได้

Print Friendly, PDF & Email

2 comments

  1. จุฑารัตน์

    สวัสดีคะคุณหมอ
    อยากสอบถามเรื่องการรักษอาการกรดไหลย้อนคะ ดิฉันอยู่ฟินแลนด์มา5ปีแล้วคะ อาการโรคกรดไหลย้อนเป็นมา2 ปีแล้ว มีอาการปวดหัวไหล่มากทรมานมานมาก กลางคือนไม่ได้นอน อยากกลับไปหาคุณหมอที่ไทย แต่คงอีกนาน ต้องทำยังไงดีคะถึงจะได้ยาคุณหมอมาทาน
    รอคำตอบนะคะ
    จุฑารัตน์

    • รบกวนแอดไลน์ @thearokaya (มี @ นำหน้าด้วยนะคะ)
      ขอบคุณมากค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*