Home // ใครไม่ป่วย (โรคกระเพาะกรดไหลย้อน) เล่ม 3 // ลมหรือไฟ (น้ำย่อย) ที่เป็นปัญหา

ลมหรือไฟ (น้ำย่อย) ที่เป็นปัญหา

สังเกตจากอาการของผู้ที่ป่วยด้วยโรคกระเพาะอาหารและโรคกรดไหลย้อนนั้น อาการต่างๆ ที่เป็นปัญหาสุขภาพไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ แสบร้อนกระเพาะอาหารและหน้าอกด้านในจากน้ำกรดในกระเพาะเพียงเท่านั้น  แต่ยังมีอาการร่วมด้วยอีกหลายประการที่ดูแล้วไม่เกี่ยวข้องกับ น้ำย่อยในกระเพาะอาหารที่มากเกินไป สักเท่าไหร่ เช่น อาการปวดตึงบ่า ไหล่ สะบัก ยกแขนไม่ขึ้น มีกลิ่นปาก ท้องอืด ท้องเฟ้อ หงุดหงิดง่าย ง่วงหลังทานอาหาร มีเสียงในหู มึนงงในช่วงเช้า ลองมาฟังเสียงจากอีกหนึ่งทฤษฎีกันหน่อยนะครับว่า “ธาตุลม” หนึ่งในสี่ธาตุหลักจากธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ จะทำอะไรเราได้บ้าง และเกี่ยวเนื่องกับอาการเจ็บป่วยแสนทรมานนี้ได้อย่างไร 

จากคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย (หนึ่งในอีกหลายคัมภีร์ของการแพทย์แผนไทย) ซึ่งเป็นปรัชญาองค์ความรู้ในการวินิจฉัยโรคตามทฤษฎีแพทย์แผนไทย

ธาตุลม – มีดินเป็นที่อาศัยมีน้ำพยุงไว้และมีไฟรักษาให้คงสภาพการทำงาน โดยแบ่งออกเป็นลักษณะการเคลื่อนไหว 6 ประการ คือ

1. อุทธังคมาวาตา
ลมพัดขึ้นบน ทำให้เรอ อาเจียนและไอ หากพิการทำให้หาวเรอบ่อยๆ

อึดอัดทุรนทุราย

2. อโธคมาวาตา
ลมพัดลงเบื้องต่ำ ทำให้ถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ

หากพิการทำให้ยกมือเท้าไม่ได้ เมื่อยขบทุกข้อ

3. กุจฉิสยาวาตา
ลมพัดในท้องนอกลำไส้ ลมภายนอกกระเพาะ ทางเดินอาหาร

หากพิการจะมีอาการเจ็บท้อง ท้องขึ้นท้องพอง

4. โกฏฐาสยาวาตา
ลมพัดในลำไส้ ลมในกระเพาะอาหาร หากพิการมีอาการจุกเสียด

แน่นหน้าอก อาเจียน

5. อังคมังคานุสารีวาตา
ลมพัดทั่วร่างกาย หากพิการจะมีอาการหูอื้อ ตาลาย
ทานอาหารไม่รู้รส เห็นแสงไฟระยิบระยับ
6. อัสสาสะปัสสาสะวาตา
ลมหายใจเข้าออก ทำให้มีชีวิตคงอยู่ได้

 

ที่ต้องลำดับความเป็นมาเป็นไปของลม ก็เพราะปัจจุบันการวินิจฉัยโรคหรือการทำความเข้าใจในตัวโรคนั้นมองข้าม “ธาตุลม” ไปเสียสนิท หันไปพิจารณาสิ่งที่มองภายนอกได้เด่นชัด หรือสิ่งที่ใช้เครื่องมือวัดได้ เช่น การสังเกตด้วยตา การวัดความดันโลหิต การเอ็กซเรย์ MRI, CT SCAN, การส่องกล้อง การวัดปริมาณกรดซึ่งโดยมากไม่อาจมองเห็นลมที่สร้างปัญหาได้ แต่ถ้าผู้ใดที่เคยมีปัญหาของโรคกระเพาะอาหาร โรคกรดไหลย้อนหรือโรคในระบบลำไส้

ลม

ลม คือ “สิ่งที่มีการเคลื่อนไหว ไม่สามารถมองเห็น แต่เรารับรู้ถึงการมีอยู่ได้” มีอาการจุกแน่นหน้าอก เครียด ทานอาหารไม่ลง กินยาไม่ได้ (ติดคอ) อยากจะอาเจียน ท้องบวมยามค่ำ นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย หน้าตาทรุดโทรม อาการเหล่านี้ถ้าเป็นในเวลาเดียวกัน จะทานยาอะไรดี หรืออีกกี่ขนานกันถึงจะตรงกับโรคเสียที

ลม

ถ้าจะวิเคราะห์โรคโดยแบ่งออกตามการเคลื่อนไหวของลมทั้ง 6 ประการ คุณผู้อ่านหลายท่านคงจะต้องปวดขมับ วิงเวียนศีรษะได้ จึงขอเอานำอีกลักษณะของ “ลม” มาวิเคราะห์อาการต่างๆ ที่เกิด เพื่อความกระจ่างแจ้งและเข้าใจง่ายขึ้น
“ลม” ในทางการแพทย์ทางเลือก (ไทยและจีน) เมื่อนำมาวิเคราะห์โรคในระบบทางเดินอาหาร แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

ลม

1. ลมกองหยาบ

 เป็นลมที่เกิดขึ้นในช่องท้องเกี่ยวข้องกับทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย แน่นในท้อง ทำให้ลำไส้และท้องบวมขึ้น ซึ่งเกิดจากระบบย่อยอาหารโดยเฉพาะที่กระเพาะอาหารทำงานได้ไม่สมบูรณ์ จนเกิดการหมักหมมของอาหารในลำไส้เกิดเป็นแก๊ส ลม ลักษณะเป็นลมก้อนใหญ่ๆ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นจะมีอาการแน่นท้องช่วงกลาง และช่วงล่าง (บริเวณลำไส้) อึดอัด บางคนมีอาการปวดท้องร่วมด้วยเมื่อวานปวดฝั่งซ้าย วันนี้ปวดฝั่งขวาบางครั้งเอกซเรย์ เห็นเป็นก้อนลมในลำไส้เลยก็มี

ลมในลำไส้นี้เองที่พัดพาเอาน้ำย่อย (มีฤทธิ์เป็นกรด)ในกระเพาะอาหารขึ้นมาที่บริเวณขั้วกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร ฤทธิ์ของกรดที่ถูกพัดขึ้นมาทำให้เกิดการแสบ ระคายเคืองในช่องอก ไอบ่อยๆ เพราะลมดันขึ้น มีแผลในลำคอ ช่องปาก ร้อนในง่าย บางท่านมีกลิ่นปากเพราะเป็นแผล เราจึงเรียกโรคนี้กันว่า “กรดไหลย้อน” ซึ่งโดยลักษณะแล้วน่าจะเรียกอาการนี้ว่า “ลมดันกรดขึ้นมา” จะเข้าเรื่องและทำความเข้าใจได้ถูกทางมากกว่านะครับ จึงอยากให้ท่านที่เป็นหรือเคยเป็นลองพิจารณาดูเถิดว่า ถ้าเรายืนตัวตั้งตรงอยู่แบบนี้ น้ำกรดในกระเพาะจะไหลย้อนขึ้นมาสวนทางกับแรงโน้มถ่วงของโลก จนทำให้เราแสบร้อนในช่องอกได้อย่างไร ต้องมีเหตุที่นำพากรดขึ้นมา และการรักษาด้วยการลดประสิทธิภาพน้ำกรดในกระเพาะนั้นเป็นวิธีที่จะรักษาเราได้หายจริงๆ หรือ?

เมื่อเกิดลมในลำไส้มากเข้าๆ จะส่งผลให้เจ้าของร่างกาย มีอาการแข็งตึงบริเวณไหล่ สะบัก บ่า ซึ่งเป็นบริเวณที่เส้นลมปราณลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ พาดผ่าน อาการแบบนี้ปัจจุบันมักเรียกกันจนคุ้นหูว่า ออฟฟิศซินโดรม  คอมพิวเตอร์ซินโดรม แม้กระทั่ง เมาส์ซินโดรม!!! จนต้องไปเสียเงินค่านวด หรือทานยาคลายเส้นกันบ่อยๆ แท้จริงแล้วที่ช่วงไหล่ สะบัก และบ่า ตึงแข็ง เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้เจ้าของร่างกายรับรู้ว่ากำลังเกิดปัญหาขึ้นใน ลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็ก

 

ลม

เมื่อปล่อยให้มีลมสะสมในลำไส้เรื้อรัง (ลมกองหยาบ) ไว้เป็นเวลานานจะทำให้ลำไส้บวม ร้อนและแห้งขับถ่ายอุจจาระได้ไม่สะดวก (นั่งนาน) ถ่ายอุจจาระไม่สุด ท้องเสียง่าย ลำไส้ที่แห้งจะมีของเสียติดค้างหลงเหลืออยู่ในลำไส้อยู่มาก มีลักษณะเป็นเมือกมันในลำไส้ ทำให้ยากต่อการดูดซึมน้ำผ่านผนังลำไส้เข้าสู่เลือด..ส่งผลให้เลือดซึ่งมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 9 ส่วน จาก 10 ส่วน มีสภาพข้นหนืดขึ้นแลก่อให้เกิดปัญหาต่อเนื่องกับ ไตและกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งมีหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดตามมา อาการที่เกิดคือ ปัสสาวะบ่อย ปวดเอวด้านหลัง โดยเฉพาะบริเวณจุดสลักเพชรที่เส้นลมปราณกระเพาะปัสสาวะพาดผ่าน ทำให้เกิดการเจ็บปวด ลักษณะคล้ายกับอาการกระดูกทับเส้นคือ
เจ็บบริเวณจุดสลักเพชรและปวดร้าวลงขาด้านหลังบริเวณน่องไปจนถึงส้นเท้า ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนมักจะมีอาการปวดเอวร่วมด้วย

ลม

ปวดหัวข้างเดียวบริเวณขมับ (ไมเกรน) เมื่อมีลมดันขึ้นแล้วแน่นช่องอกซึ่งจะเป็นมากขึ้น เมื่อร่างกายมีความร้อนกว่าปกติ เช่น นอนน้อย เครียด มีอารมณ์โกรธ ช่วงมีประจำเดือน ช่วงเวลาย่อยอาหาร สังเกตจากเส้นทางการปวดจะอั้นอยู่ตาม “เส้นลมปราณซานเจียว” คือ สามารถปวดตึงได้ตั้งแต่นิ้วนางขึ้นมาถึงแขนด้านข้าง บ่า คอ มีเสียงในช่องหู บริเวณขมับ หลายคนจะมีอาการปวดหัวข้างเดียว (ไมเกรน) ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งที่ขมับสองข้างขมับ

 

ส่วนตัวยาฤทธิ์ร้อนที่เรามักใช้ในการรักษาคนไข้ที่มีอาการจากลมกองหยาบในกระเพาะอาหารยาที่ใช้รักษาลมประเภทนี้ แพทย์แผนโบราณแบ่งรสยาไว้เป็น 3 รสกว้างๆ คือ รสเย็น รสร้อน และ รสสุขุม เพื่อนำมาแบ่งแยกสรรพคุณของสมุนไพรต่างๆ ที่เราหามาได้ ซึ่งลมประเภทนี้ถ้ามีมากเกินไปจะต้องใช้ตัวยา “รสร้อน” ในการขับออก เพราะธรรมชาติของลมเมื่อเจอกับฤทธิ์ของไฟ แล้วไฟจะขับลมให้เคลื่อนตัวเร็วขึ้น ในเมื่อเกิดลมในลำไส้ของเรามากเกิน เราจึงต้องใช้สมุนไพรหรืออาหารที่มีฤทธิ์ร้อน (ธาตุไฟ) ร่วมกับการใช้ตัวยาร้อนทาภายนอก ในการขับลมออกจากท้อง เช่น การทานน้ำต้มยำ ผัดพริก ผัดกระเพรา ลูกกระวาน หัวแห้วหมู ขิงแก่ พริกไทย ดีปลี ข่า ตะไคร้ กระเทียม หอมแดงหรือใช้มหาหิงค์ ยาหม่องไพลทาประคบร้อนบริเวณท้อง ถ้าเป็นสรรพคุณของตัวยาแผนโบราณจะระบุไว้ว่าแก้ในกองวาโยธาตุ (ธาตุลม) เช่น ยาไฟประลัยกัลป์ ยาธรณีสัณฑะฆาต ยาประสะกระเพรา ฟังชื่อก็รู้สึกถึงความร้อนเลยใช่ไหมครับ และลำไส้อยู่เป็นประจำมีอยู่ 2 ขนาน คือ

1. น้ำขิงแก่เข้มข้น น้ำขิงเป็นน้ำสมุนไพรที่รสชาติคุ้นลิ้นกับคนไทย เด็กเล็ก ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า ต้องเคยได้ลิ้มชิมรสกันบ้าง ทานเพื่อความเอร็ดอร่อยเป็นเต้าฮวยก็เรื่องหนึ่ง แต่การนำมาขับลมในท้องจำเป็นจะต้องใช้ความเข้มข้นเพิ่มขึ้นจะได้ไล่ลมให้ได้อยู่หมัด วิธีการคือ

  • นำขิงแก่ประมาณ 6 ขีด ล้างให้สะอาด หั่นหรือทุบ พอประมาณ ต้มกับน้ำ 3-4 แก้ว ให้เหลือ 1 แก้ว (น้ำขิงที่ได้ สีจะเข้ม และมีรสเผ็ดร้อนมากกว่า น้ำเต้าฮวย ประมาณ 1 เท่าตัว)
  • ทานก่อนอาหาร 10 นาที ประมาณ 1 ใน 3 ของแก้ว ขณะทานจะรู้สึกร้อนซู่ในท้องทันที ลมในกระเพาะอาหารจะถูกขับออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำย่อยของเราหลั่งออกมาทำงานได้อย่างเต็มที่
  • ลมที่จุกแน่นอยู่ในลำคอก็จะทุเลาลงด้วย ทำให้การทานอาหารมื้อนั้นง่ายขึ้น ไม่ต้องทานน้ำบ่อยๆ เพราะกลืนอาหารลำบาก

 

 

2. ยาธรณีสัณฑะฆาต ถ้ามีอาการร้อนในหรือแสบแผลในกระเพาะก็ให้หยุดทานก่อนสัก 5 วัน รักษาแผลให้ดีขึ้นเสียก่อน วันไหนอากาศร้อนก็งดทานน้ำขิงเข้มข้นมื้อกลางวันเพราะจะร้อนเกินไป สำหรับตัวผมมักจะทานก่อนอาหารมื้อเย็นในวันที่ต้องพูดเยอะๆ บางวันต้องพูดเกือบทั้งวันลมเข้าท้องไปเยอะ ทานอาหารก็ไม่ค่อยจะตรงมื้อ “น้ำขิง” ช่วยชีวิตผมได้มากเลยครับ เพราะถ้ามีลมอยู่เยอะจะรู้สึกไม่อยากอาหาร ทานอาหารไม่อร่อย ลมไปจองที่อยู่เต็มกระเพาะเสียแล้ว ต้องทำการปัดรังควาน เอ้ย!! ต้องทำการไล่ที่ก่อนเพื่อให้มีช่องว่างให้บรรจุอาหารได้

เป็นยาฤทธิ์ร้อนมากในยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ คนสูงอายุหลายๆ ท่านคงเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง ส่วนประกอบคือ ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู เทียนดำ เทียนขาว หัวดองดึง หัวบุก หัวกลอย หัวกระดาดขาว หัวกระดาดแดง ลูกเร่ว ขิง ชะเอมเทศ รากเจตมูลเพลิง โกฐกระดูก โกฐเขมา โกฐน้ำเต้า หนักสิ่งละ 1 ส่วน ผักแพวแดง เนื้อลูกมะขามป้อม หนักสิ่งละ 2 ส่วน เนื้อลูกสมอไทย มหาหิงค์ การบูร หนักสิ่งละ 5 ส่วน รงทอง (ประสะแล้ว) หนัก 4 ส่วน ยาดำ หนัก 20 ส่วน
และพริกไทย 96 ส่วน

สมุนไพรเกือบทั้งหมดเป็นสมุนไพรฤทธิ์ร้อน เช่น พริกไทยที่มีอยู่ถึง 96 ส่วน มีสรรพคุณ ช่วยขับลมที่เกิดขึ้นจากอาหารที่หมักหมมอยู่ในลำไส้เล็กยาว 7.5 เมตร ลำไส้ใหญ่ยาว 1.5 เมตร ลองคิดดูสิครับว่าอาหารเก่าๆ (ถ้าอยู่ในลำไส้ใหญ่ก็เรียกอุจจาระเก่า) ที่ติดค้างหาทางออกไปไหนไม่ได้อยู่ในลำไส้ระยะทางยาวขนาดนี้จะเกิดการบูดเน่ากลายเป็น แก๊สหรือลม ปริมาณมากเท่าไหร่ ดังนั้นนอกจากการขับลมออกจากลำไส้แล้ว “ธรณีสัณฑะฆาต” ยังมีสรรพคุณในการชำระเมือกมัน
และขับถ่ายเอาของเสียที่ติดค้างตามผนังลำไส้ให้ออกด้วย เป็นยาโบราณขนานเอกสำหรับโรคฮิตในยุคปัจจุบันอย่าง “กรดไหลย้อน” ได้ตรงจุดเกิดเหตุเลยทีเดียว เมื่อทานยาธรณีสัณฑะฆาตได้ประมาณ 1 อาทิตย์ ลมเก่าๆ ที่คั่งค้างอยู่ในลำไส้ จะถูกกำจัดออกไป หากได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารให้ถูกต้องก็จะไม่มีลม มารบกวนให้เราจุกแน่นในอกก่อนหรือหลังทานข้าวอีก ลำไส้หายบวมส่งผลให้อาการปวดบ่า ตึงบ่า ไหล่ติดทุเลาลง อาการเรอบ่อยๆ ผายลมเหม็นก็ลดลงด้วย เมื่อลมพัดขึ้นพัดลงในร่างกาย ลดลงมาสมดุลกับธาตุทั้ง 4 ธาตุไฟก็จะไม่ลุกเผาไหม้มากเกินไป สังเกตได้จากอวัยวะภายนอกร่างกายเช่น ริมฝีปากไม่แห้งเป็นขุย ผิวหนังจะหายหมองคล้ำผ่องใสขึ้น น้ำหนักคงที่ไม่หิวบ่อยๆ

วิธีรับประทาน : ก่อนนอนทานยาธรณีสัณฑะฆาต 2 เม็ดแคปซูล ประมาณ 1 เดือน อาการของโรคกรดไหลย้อน (ลมดันกรด) จะดีขึ้น หลังจากนั้นก็ทานในวันที่มีลมมากๆ ในท้อง เมื่อตื่นนอนก็จะถ่ายลมเก่าและอุจจาระที่ติดค้างออกมา

ยาธรณีสัณฑะฆาต เป็น “ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ หมายถึง ยาแผนโบราณที่ควรมีไว้ประจำบ้าน เช่น ยาหอม ยาเขียว” เหมาะสำหรับโรคลมที่พัดขึ้นมาจากลำไส้อย่าง “โรคกรดไหลย้อน” แต่ยังติดขัดอยู่กับความเข้าใจผิดที่ว่าโรคกรดไหลย้อนนั้นมีปัญหาอยู่ที่น้ำกรดในกระเพาะ การแพทย์ของเราจึงยังไม่ได้นำออกมาใช้ 8 ปีที่ผ่านมา ดิ อโรคยา คลินิก ได้นำยาธรณีสัณฑะฆาต มาใช้รักษาโรคกรดไหลย้อนได้ผลดี ยาแผนโบราณนี้มีสูตรยาอยู่ในตำราแพทย์แผนไทยไม่ถูกปิดกั้น อยากให้นักวิจัยและผู้ผลิตยาของไทยลองหันมาทำความเข้าใจกันดู ช่วยกันผลิต พัฒนา และให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนจะทำให้คนไทยหายป่วยแบบยั่งยืนได้ครับ

2. ลมกองละเอียด

คือ ลมกองหยาบที่แปรไปเป็นลมกองละเอียดดันขึ้นช่วงบนและไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย จนทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น เมื่อลมดันขึ้นมาที่หน้าอก (ลิ้นปี่) จะทำให้มีอาการจุกแน่นหน้าอก ดันสูงขึ้นทำให้ลมจุกในลำคอ กลืนอาหารลำบากจนต้องทานน้ำมากๆ เวลาทานอาหาร ทานยาก็ลำบาก ถ้าโชคดีเรอออกมาได้ก็จะสบายขึ้น มีเสลดเหนียวข้นในลำคอช่วงเช้า หายใจเช้าได้ไม่เต็มหอด ทำให้มีอาการง่วงนอน หาวบ่อยๆ ร่างกายไม่สดชื่นจนต้องหากาแฟทานหรือคุณผู้หญิงหลายๆ ท่านก็จะชอบทานน้ำปั่น น้ำเย็นหวานๆ เช่น น้ำผลไม้ โกโก้เย็น ชาเย็นแก้วใหญ่ๆ จะได้รู้สึกประปรี้กระเปร่าขึ้น ซึ่งกาแฟหรือของหวานข่วยได้เพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น อีกซักพักก็อยากทานอีก ที่ทำงานหรือบ้านใครมีผู้อุปการะคุณมากก็จะมีให้ทานกันเป็นประจำ ยิ่งทำให้เสียสุขภาพกันทั้งผู้ให้และผู้รับเร็วขึ้น

นอนไม่หลับ นอนหลับไม่สนิท – แน่นหน้าอกจากลมที่ดันขึ้นมาถึงลำคอ ทำให้นอนหลับได้ไม่สนิทเพราะหายใจได้เพียงสั้นๆ และต้องหายใจแรงกว่าปกติ เมื่อต้องนอนราบลงกับที่นอน มีผลให้การนอนหลับทำได้ไม่ลึกพอ (นอนหลับมี 4 ระยะ) นอนหลับได้เพียงระยะ 1-2 เท่านั้น สังเกตจากการฝันบ่อยๆ (ฝันแบบฟุ้งซ่าน) และเมื่อตื่นเช้าขึ้นมาจะรู้สึกว่ามึนงงศีรษะไม่ว่าจะนอนไปนานแค่ไหนก็ตาม2. ลมกองละเอียด คือ ลมกองหยาบที่แปรไปเป็นลมกองละเอียดดันขึ้นช่วงบนและไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย จนทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น เมื่อลมดันขึ้นมาที่หน้าอก (ลิ้นปี่) จะทำให้มีอาการจุกแน่นหน้าอก ดันสูงขึ้นทำให้ลมจุกในลำคอ กลืนอาหารลำบากจนต้องทานน้ำมากๆ เวลาทานอาหารทานยาก็ลำบาก ถ้าโชคดีเรอออกมาได้ก็จะสบายขึ้น มีเสลดเหนียวข้นในลำคอช่วงเช้า หายใจเข้าได้ไม่เต็มปอดทำให้มีอาการง่วงนอน หาวบ่อยๆ ร่างกายไม่สดชื่นจนต้องหากาแฟทาน หรือคุณผู้หญิงหลายๆท่านก็จะชอบทานน้ำปั่น น้ำเย็นหวานๆเช่น น้ำผลไม้ โกโก้เย็น ชาเย็น แก้วใหญ่ๆ จะได้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น ซึ่งกาแฟหรือของหวานช่วยได้เพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้นอีกซักพักก็อยากทานอีก ที่ทำงานหรือบ้านใครมีผู้อุปการะคุณมากก็จะมีให้ทานกันเป็นประจำยิ่งทำให้เสียสุขภาพกันทั้งผู้ให้และผู้รับเร็วขึ้นยังมีความรู้สึกเหมือนนอนไม่พอ หลังจากตื่นนอนประมาณ 1 ชั่วโมง จึงจะหายมึนงงศีรษะ

ปวดมึนศีรษะ – ลมกองละเอียดที่มากเกินไปในร่างกายสามารถวิ่งขึ้นศีรษะ เมื่อเปลี่ยนอิริยาบถเร็วๆ มีความเครียด เหนื่อย เรียกว่าลมกองละเอียดวิ่งขึ้นเบื้องสูง มีผลทำให้เกิดอาการวิงเวียน มึนศีรษะคล้ายจะเป็นลม หูอื้อ ตาพล่า ต้องล้มนอน ผู้สูงอายุหลายๆ ท่านคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับอาการแบบนี้

ยาที่ใช้สำหรับแก้ลมชนิดนี้

 

ยาหอมไทยมีหลากหลายตำรับหลายยี่ห้อ สามารถนำมารักษาโรคและอาการหลักๆ ที่พบบ่อย เช่นยาหอม “ผู้ใดเกิดในประเทศน้ำตม (ดินเละๆ ที่อยู่ในน้ำ) และน้ำฝนต่อกัน เมื่อบังเกิดโรคนั้นมีลมเป็นต้นเหตุ” คือ การนำเอาลักษณะของประเทศที่เราอยู่เป็นที่ตั้งของโรค ในคัมภีร์แพทย์แผนโบราณ ดังนั้นสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของไทยจึงมีปัญหากับโรคที่เกิดจาก “ลม” มาตั้งแต่โบราณเป็นจุดกำเนิดของตำรับ “ยาแก้ลม” หรือเรียกกันอย่างคุ้นเคยว่า “ยาหอม” เพราะมีกลิ่นหอมขึ้นจมูกเวลารับประทาน รสชาติของยาหอมจะว่าร้อนก็ไม่ร้อน จะว่าเย็นก็ไม่เย็นมาก เราเรียกรสชาติแบบนี้ว่า รสสุขุมมีสรรพคุณในการกระจายลมกองละเอียด สมุนไพรและวัตถุดิบที่มีรสสุขุม ได้แก่ ไม้เนื้อหอม ดอกไม้หอม เช่น กฤษณา อบเชย ดอกพิกุล บุนนาค สารภี บัวหลวง กระดังงา การะเวก หญ้าฝรั่น ชะมดเช็ด ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้หายากขึ้นทุกวันเพราะผู้คนไม่เห็นคุณค่า แถมแทบทุกครั้งที่ผมแนะนำให้คนไข้ใช้ มักจะได้เห็นสีหน้างุนงง สงสัยว่า ยาหอมสำหรับคนแก่ มาเกี่ยวข้องกับกรดไหลย้อนอย่างไร ยังบอกอีกว่าใครทานยาหอมบ่งบอกถึงอายุที่แก่ชราแล้ว ทั้งๆที่ยาหอมเป็นยาแก้ลม ไม่เกี่ยวข้องกับอายุเสียหน่อย ฉลากก็ไม่ได้บอกว่า “สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เด็กและวัยรุ่น ควรหลีกเลี่ยง อ่านคำเตือนบนฉลากก่อนใช้ยา” วิงเวียน มึนศีรษะ หน้ามืด ตาลาย เป็นลม อยากอาเจียน กระหายน้ำ อ่อนเพลีย แน่นหน้าอก จุกแน่นในลำคอ ทานอาหารไม่ลง บำรุงหัวใจ ในยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณจึงมียาหอมหลายตำรับบรรจุอยู่ด้วย ซึ่งผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนมักจะมีอาการที่กล่าวมาเช่นกัน

วิธีทานยาหอม
1. ทานก่อนอาหาร 15-30 นาที จะช่วยให้ทานอาหารได้ง่ายขึ้นอาหารจะไม่ติดในลำคอ ใครที่มีลมเยอะก็จะมีสิ่งกระตุ้นให้เรอออกมา
2. ทานหลังอาหาร 1-2 ชั่วโมงจะช่วยให้ไม่อึดอัด บรรเทาอาการแน่นบริเวณกลางหลัง
3. ทานก่อนนอนจะช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น
4. ทานเมื่อมีอาการเสียดหัวใจ เนื่องจากผู้ป่วยหลายคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อนจะมีอาการ เสียดที่หัวใจอยู่ด้วย

หมายเหตุ เมื่อชงยาหอมกับน้ำอุ่นเรียบร้อยแล้ว ก่อนทานให้ดมก่อนประมาณครึ่งนาที กลิ่นหอมสุขุมจะช่วยให้ลมในศีรษะเคลื่อนตัวได้

ในมุมมองทางวิทยาศาสตร์ก็มีโครงการบูรณาการนำร่องงานวิจัยด้านการพัฒนาสมุนไพร ซึ่งได้รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยเมื่อ ปี 2546 –2547 ที่ รศ.พร้อมจิต ศรลัมพ์ แห่งภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า “ข้อมูลศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์นี้ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการดึงศักยภาพของตำรับยาแผนโบราณให้ กลับเข้ามาอยู่ในกระแสสังคมอีกครั้ง และเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนได้” โดยมี  รศ.ดร.นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ เป็นหัวหน้าโครงการและได้เลือกทำการศึกษาเปรียบเทียบตำรับยาหอมไทย ได้แก่ ยาหอมนวโกฐ ยาหอมอินทจักร ซึ่งเป็นยาในชื่อบัญชียาสามัญประจำบ้าน
แผนโบราณ จากการทดสอบได้ผลวิจัยว่า

• ยาหอมมีฤทธิ์ต่อหัวใจ คือ สามารถเพิ่มความแรงการบีบตัวของหัวใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งสารสกัดยาหอมอินทจักร์
• มีฤทธิ์เพิ่มความดันโลหิต โดยเฉพาะในขนาด 4 กรัมผงยาหอม/กิโลกรัม มีฤทธิ์เพิ่มความดันเลือด systolic, diastolic และความดันเลือดเฉลี่ย โดยมีผลต่อความดันเลือด systolic มากกว่า ความดันเลือด diastolic และ ความดันเลือดเฉลี่ย
• มีฤทธิ์ต่ออัตราการไหลเวียนในหลอดเลือดสมอง พบว่า หลอดเลือดเล็กที่ไปเลี้ยงสมองขยายตัวและปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเพิ่มขึ้น
• มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง หรือส่งผลต่อการนอนหลับ
• ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร สารสกัดยาหอมนวโกฐจะมีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งกรดของกระเพาะอาหาร
• ฤทธิ์แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน สารสกัดยาหอมอินทจักร์สามารถต้านการอาเจียนได้

ดังนั้นเมื่อไหร่ที่มีอาการของโรคกรดไหลย้อน ก็ทานยาหอมเอาไว้เถอะนะครับอย่ารอให้เป็นมาก ราคาก็ไม่แพง หาซื้อง่าย ซื้อไว้ติดบ้านก็ปลอดภัยหยิบใช้ง่ายใช้ได้ผลชะงัดนัก ผมชงทานเองบ่อยๆ ยังไม่ต้องแก่ ก็ใช้ยาหอมได้ครับ 

Nosickshowhand

บทความจากหนังสือ

ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น  เล่ม 3 

โรคกระเพาะ กระไหลย้อนหายได้

Print Friendly, PDF & Email

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*