Home // ใครไม่ป่วย (โรคกระเพาะกรดไหลย้อน) เล่ม 3 // ปัญหาของน้ำย่อย (ปัญหาของการย่อย)

ปัญหาของน้ำย่อย (ปัญหาของการย่อย)

คนไข้ที่มารักษาที่ ดิ อโรคยา คลินิก กว่า 80% เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารโรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน สาเหตุอาจเกิดจากเป็นแผลในกระเพาะอาหารหรือสาเหตุอื่นๆ แต่ทั้งหมดก็เกิดจากการกินอยู่ไม่เป็นไปตามกลไกธรรมชาติร่างกาย จนเกิดการเจ็บป่วยขึ้นพอจะแบ่งได้ ดังนี้

ทานอาหารตามกระแสวัฒนธรรมตะวันตก เรียกง่ายๆ ว่าอาหารฝรั่ง เป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ไขมัน แป้งมากกว่าผักผลไม้ ซึ่งอาหารเหล่านี้ไม่มีกากใยอาหาร จึงทำให้เป็นโรคท้องผูก ถ้าทานอาหารที่มีครบทั้งเนื้อสัตว์ ไขมัน แป้ง กากใยอาหารจากผักผลไม้

ระยะเวลาที่อาหารอยู่ในกระเพาะอาหารเพื่อย่อย

30 นาที – 3 ชม.

ในลำไส้เล็กเผื่อดูดซึม

3.5 – 4.5 ชม.

ในลำไส้ใหญ่เพื่อเตรียมกำจัดออก

12 – 15 ชม.

รวมเวลาที่อาหารอยู่ในร่างกายประมาณ 

18 – 24 ชม.

 

แต่ผู้ที่ไม่ทานผักผลไม้ ข้าวกล้อง กากใยอาหาร อาหารจะอยู่ในร่างกาย 72 ชม. บางคนตกค้างถึง 1 เดือนจึงมีการขับถ่ายออกมา ระหว่างที่อาหารเดินทางอยู่ในกระเพาะอาหารถึงลำไส้ใหญ่อาหารที่ไม่ได้ถูกย่อยอย่างมีประสิทธิภาพจะตกค้างเข้าสู่กระบวนการบูดเน่ากลายเป็นแก๊สลมและสารพิษถ้าไม่รีบขับออกทางอุจจาระก็จะถูกลำไส้ใหญ่ดูดซึมของเสียกลับเข้าสู่ร่างกายปัญหาการเจ็บป่วยย่อมตามมา กระเพาะอาหาร ผลิต กรดไฮโดรคลอริกและน้ำย่อยอาหารประเภทโปรตีน เมื่อไม่ได้ทานอาหารจะมีขนาดเล็กมาก และสามารถขยายได้หลายสิบเท่าตามแต่ปริมาณอาหารที่ทาน ซึ่งกรดในกระเพาะอาหารเป็นสิ่งจำเป็นมากในการย่อยอาหาร การบีบตัวของกระเพาะอาหารเพียงเพื่อคลุกเคล้าอาหารกับกรดเท่านั้นถ้าไม่มีกรด (น้ำย่อย) อาหารก็ไม่ถูกย่อยเป็นชิ้นเล็กๆ เอนไซม์ที่ถูกหลั่งออกมาก็ไร้ความหมาย เพราะเอนไซม์ในกระเพาะอาหารจะทำงานได้ดีต่อเมื่อ ในกระเพาะอาหารมีสภาพเป็นกรดตามธรรมชาติ

ดังนั้นการทานลดกรดเป็นประจำ เพื่อรักษาโรคกรดไหลย้อนยิ่งทำให้กระเพาะอาารย่อยอาหารได้มีดีพอ อาหารที่ทานเข้าไปก็ยิ่งตกค้างและเน่าเสียทำให้เกิดเก๊สต่อไปในลำส้ พักพาเอาน้ำย่อยขึ้นมาระคายเคืองต่ออีก การลดกรดจะหายก็แค่อาการแสบร้อนที่ท้องและหน้าอกเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ฤทธิ์ของลมพักขึ้นจกแน่นหน้าอก กลืนข้าวไม่ลง หายใจไม่สะดวก นอนไม่หลับ นอนกรน ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น ใช้ยาลดกรดเมื่อมีภาวะน้ำกรดมาเกินไปเท่านั้น โรคกรดไหลย้อนที่เป็นอยู่ กรดไม่ได้มากเกินแต่เพราะลมในลำไส้ดันน้ำกรดในกระเพาะขึ้นมา

หน้าที่ของกระเพาะอาหาร

  • เก็บสะสมอาหารจึงขยายตัวได้มากๆ
  • น้ำหรือของเหลวที่เราดื่มเข้าไปจะผ่านเลยไป มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เหลือไว้คลุกอาหารให้อ่อนตัวลง
  • กระเพาะอาหารไม่ดูดซึมอาหารชนิดใดเลยนอกจากแอลกอฮอลล์ ดังนั้นเมื่อเราดื่มแอลกอฮอลล์ก็จะถูกดูกซึมเข้าสู่กระแสเลือดทันที

หน้าที่ลำไส้เล็ก ยาว 7.5 เมตร ผลิตน้ำย่อยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมันและดูดซึมสารอาหารเข้าสู่เซลล์ มีน้ำดีจากตับทำหน้าที่ย่อยไขมันให้มีขนาดเล็กลงแล้วนำไปผลิตเป็นพลังงาน นอกจากนี้ลำไส้เล็ก
ยังทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารเกือบทุกชนิด

หน้าที่ของลำไส้ใหญ่ ยาว 1.5 เมตร

  1. ดูดซึมน้ำวิตามิน เกลือแร่ พวกโซเดียม และโพแทสเซียมจากกากอาหารเข้าสู่ร่างกาย
  2. กักเก็บอุจจาระให้รวมตัวเป็นก้อน และควบคุมการเกิดความรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระ
  3. หมักย่อยกากอาหารชนิดที่ร่างกายไม่สามรถย่อยได้ เช่นกากอาหารจากข้าวกล้อง ใยอาหารจากผักและผลไม้ โดยกากอาหารเหล่านี้จะถูกหมักย่อยโดยจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้และดูดซึมสารอาหารที่เกิดจากกระบวนการหมักย่อยดังกล่าวเข้าสู่ร่างกาย

ผู้ที่ทานอาหารที่มีข้าวกล้อง ผักและผลไม้ร่วมด้วย เมื่อถูกย่อยแล้วลำไส้เล็กจะดูดซึมสารอาหารพื้นฐาน ได้แก่ กลูโคส กรดอะมิโน กรดไขมันวิตามิน และเกลือแร่ ส่วนเส้นใยในผักผลไม้ย่อยไม่ได้ ก็จะไปอยู่ที่ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายที่อุ้มน้ำไว้เพื่อให้อุจจาระอ่อนตัว จะได้บีบออกได้ง่ายทุกวัน หากไม่ได้ถ่ายอุจจาระทุกวัน อุจจาระจะยิ่งแห้งแข็ง เพราะลำไส้ใหญ่จะดูดน้ำกลับเข้าสู่ร่างกายตลอดเวลา อาหารเก่าๆที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ 12 – 15 ชม. จะมีสารพิษ (Toxin) ที่ถูกผลิตจากจุลินทรีย์ตัวไม่ดีเกิดขึ้นมากเมื่อถูกดูดซึมกลับสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ

ปัญหาของน้ำย่อย

 

ร่ายกงายของเรามีภูมิคุ้มกันในเลือด เมื่อสารพิษจากอุจจาระที่ตกค้าง ถูกดูดเข้าสู่กระแสเลือดแทนที่จะออกไปทางอุจจาระ ของเสียเหล่านี้จะถูกขับออกมาทางผิวหนังและปัสสาวะ ของเสียที่ถูกขับออกทางผิวหนังมีผลทำให้เกิดผด ผื่น สิวและที่สำคัญก็คือ โรคภูมิแพ้ หายใจลำบาก นั่นคือสัญญาณเตือนของเส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ตามหลักการในแพทย์แผนจีนนั่นเอง

กระเพาะ

 

ในลำไส้จะมีเอนไซม์และจุลินทรีย์เพื่อย่อยอาหาร หากเราทานอาหารพวกเนื้อสัตว์มากก็ไม่สามารถย่อยในกระเพาะอาหารได้หมด พอมาถึงลำไส้เล็ก โปรตีนในเนื้อสัตว์เล่านี้จะถูกเอนไซม์ในลำไส้ย่อยอีกครั้ง เพื่อกำจัดทิ้งและย่อยสลายโปรตีนในลำไส้นี้จะทำให้เกิดสารพิษมากมาย รวมถึงยังมีอาการที่ย่อยสลายไม่หมด ทำให้เกิดคราบตกค้างเกาะติดตรมผนังลำไส้หมักหมมอยู่ทุกวัน จะส่งผลทำให้อุจจาระมีกลิ่นเหม็น มีกลิ่นปาก มีกลิ่นตัวเหม็น เป็นลมที่คั่งค้างในลำไส้ (โกฏฐาสยาวาตา) และกลายเป็นปัญหาสุขภาพบานปลายให้ตามแก้ไขอยู่ร่ำไป กรณีที่ผมเห็นบ่อยๆ ใกล้ตัวคือ ชาวต่างชาติหลายท่านมานวดที่ ดิ อโรคยา ธรรมดาแล้วเวลาฝรั่งเขาไปที่ไหนคนไทยจะต้อนรับดี แต่ถ้ามาที่ ดิ อโรคยา หมอนวดจะแอบเกี่ยงงอนให้ผู้อื่นนวดแทน (หลายคนคงคิดไปแล้วว่าปัญหาเรื่องการสื่อสารแน่นอน) แต่เพราะการกินอยู่ต่างหากทำให้มีของเสียตกค้างเยอะ เส้นแข็ง ตึง และมีกลิ่นปาก กลิ่นตัว เนื้อตัวจะมันๆ นวดยากต้องใช้กำลังภายใน วิทยายุทธ และอาวุธออกมาใช้มาก ทั้งศอก เข่า เท้า บางครั้งต้องขออนุญาตยืนเหยียบ กว่าจะนวดเสร็จก็หมดกำลังไปมาก ต้องให้เวลาหยุดพักเหนื่อย ปรากฏว่าทั้งฝรั่ง และคนไทยที่เลียนแบบการกินอยู่อย่างฝรั่งเส้นตึงพอกัน เกิดติดใจฝีเท้าของหมอนวด บอกว่าเหยียบโดนเส้นที่ตึงมากกว่าใช้มือนวดเป็นอย่างงั้นไป!!

น้ำ

“ดื่มน้ำไม่ถูกต้องตามหลักธรรมชาติ ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหาร”

น้ำเย็น ปัจจุบันการทานน้ำของเราไม่เหมือนเดิม มีแต่น้ำปรุงแต่งให้เย็นและหวาน ทานน้ำมากไปน้อยไป ทานผิดวิธี ก็เลยทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจางย่อยอาหารไม่ได้ เอนไซม์ไม่สามารถทำปฏิกิริยาต่อได้หมดในเวลาที่ควร จะเป็นอาหารจะอยู่ในกระเพาะประมาณ 3 ชม. เท่านั้น (ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร) น้ำเย็น น้ำแข็ง น้ำผลไม้ น้ำหวาน  กาแฟเย็น ชาเย็น เหล้า เบียร์เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อยจนเป็นโรคกระเพาะอาหารและกรดไหลย้อน ปกติอุณหภูมิร่างกายอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส ระบบภายในร่างกายจะทำงานเป็นปกติแต่หากอุณหภูมิต่ำลงกว่านี้ กล้ามเนื้อที่ถูกความเย็นจะหดเกร็ง ทำให้เลือดไหลเวียนสะดุด ลองนึกถึงตอนหน้าหนาว มือและเท้าชาจะหยิบจับอะไรก็ไม่ค่อยสะดวก เพราะเลือดเดินไม่สะดวกหดเกร็ง เวลาที่ดื่มชาเย็น เครื่องดื่มเย็นๆ กระเพาะอาหารต้องรับศึกหนัก กล้ามเนื้อหดเกร็ง ตีบ ทำให้กระเพาะขับน้ำย่อย เอนไซม์ออกมาไม่สะดวก ปริมาณของน้ำเย็น เครื่องดื่มเย็นที่เติมลงไปในกระเพาะก็ยิ่งทำให้น้ำย่อยเจือจาง เอนไซม์ที่รอทำปฏิกิริยาต่อจากการย่อยก็ไร้ความหมาย เวลาทานอาหารควบคู่กับน้ำเย็น เครื่องดื่มเย็นๆ ปริมาณน้ำมากไปทั้งก่อนและระหว่างอาหาร น้ำย่อยไม่เข้มข้นเพียงพอ ยิ่งไปทานงานเลี้ยงโต๊ะจีน บุฟเฟ่ต์ มักไม่มีผักผลไม้ที่เป็นกากใย เนื้อเยื่อกระเพาะอาหารจะยึดเป็นถุงใหญ่ๆรับได้หมด แต่เป็นถุงขยะขนาดพิเศษ ทั้งหมดจึงเน่าอยู่ในถุง เพราะกระบวนการย่อยทำได้ไม่ดีแล้ว กระเพาะย่อยได้เพียงเป็นกากอาหารหยาบๆ อาหารก็ถูกบีบส่งผ่านต่อไปยังลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กดูดซึมสารอาหารไม่ได้เพราะอาหารชิ้นโตเกินไป ยังไม่ผ่านการย่อยที่ดีจากกระเพาะ จึงต้องบีบผ่านไปตามกระบวนการส่งกากอาหารถึงลำไส้ใหญ่ ลำไส้ใหญ่ทำหน้าที่ดูดน้ำจากกากอาหารไปใช้เหลือแต่กากอาหารชิ้นใหญ่และหยาบๆ ทำให้ขับถ่ายออกยาก กลายเป็นท้องผูกต้องกินยาระบายตลอด

เหล้า เบียร์ 

มีแอลกอฮอลล์เป็นส่วนประกอบสำคัญจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระเพาะอาหารทันทีเมื่อเข้าสู่ร่างกาย แอลกอฮอลล์จะมีฤทธิ์ดึงน้ำออกจากเนื้อเยื่อของร่างกาย ทำให้ร่างกายขาดน้ำ แอลกอฮอลล์เป็นสารพิษทำให้ร่างกายต้องเสียแคลเซียมและแมกนีเซียม เพื่อขับแอลกอฮอลล์ออกทางปัสสาวะ เป็นสาเหตุทำให้กระดูกผุ และทำลายระบบย่อยอาหาร ก่อให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ชาปลายนิ้วมือนิ้วเท้า ความจำไม่ค่อยดีและเสียการทรงตัว ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอลล์จะทำให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายเสื่อมสภาพและทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือดสูง อ้วน หัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาตและเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

กาแฟ

กาแฟจัดว่าเป็นเครื่องดื่มที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนทำงานไปซะแล้ว กาแฟมีผลดีหลายอย่าง และทุกคนคงรู้จักสารตัวหนึ่ง คือ “คาเฟอีน” ที่อยู่ในกาแฟไม่ไหม

กลไลการเสพติดของคาเฟอีน เกิดจากฤทธิ์กระตุ้นสมองกลไกเดียวกับยาบ้า (Amphetamines) โคเคน (Cocaine) และเฮโรอีน (Heroin) หากนำมาเปรียบเทียบกันพบว่าคาเฟอีนมีฤทธิ์เสพติดน้อยกว่ายาบ้า โคเคน และเฮโรอีนมาก ผู้ที่ติดคาเฟอีนจะมีอาการของการเสพติด รู้สึกไม่ค่อยสบาย ไม่มีเรี่ยวแรง หากไม่ได้รับหรือบริโภคเข้าไป และมีความต้องการที่จะเสพอีกอย่างมาก ความคิดฉับไว ไม่ง่วงนอน กระปรี้กกระเปร่า รู้สึกีพลังทำงานได้ทนทานและนานยิ่งขึ้น

คาเฟอีนกระตุ้นการหลังอะดรีนาลีนและโดปามีน ฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งอะดรีนาลีน (Adrenaline) ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ใจสั่น ความดันโลหิตสูง ตับเร่งผลิตน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด กล้ามเนื้อตึง ทำให้เหมือนเป็นยาชูกำลัง การบริโภคคาเฟอีนมีผลทำให้หัวใจเต้นช้าลงเล็กน้อยในชั่วโมงแรก และกลับไปเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อยในชั่วโมงที่ 2 -3 แล้วอาการดังกล่าวจะหายไป

ส่วนฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งโดปามีน (Dopamine) ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เป็นสาเหตุทำให้เกิดการเสพติดคาเฟอีน ทั้งฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งสารอะดรีนาลีนและโดปามีนมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

คาเฟอีนยังเป็นสารที่กระตุ้นให้มีการหลั่งกรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นได้ ผู้ที่เป็นโรคแผลในกระเพาะหรือลำไส้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่วีส่วนผสมของคาเฟอีน แม้ว่าคาเฟอีนไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้โดยตรง แต่ถ้าบริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเข้าไป
ในขณะที่มีแผลในกระเพาะอาหารอยู่ อาการโรคกระเพาะจะรุนแรงมากขึ้น

ข้อมูลจาก : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ

การกระตุ้นให้น้ำย่อยหลั่งด้วย ‘คาเฟอีน’ นั้นไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติ โดยเฉพาะท่านใดทานกาแฟตอนเช้าไม่ทานข้าว (มักมีเหตุผลสนับสนุนเสมอๆ) เมื่อถึงเวลาทานอาหารเช้าน้ำย่อยของเราหายก็ไปเสียแล้วด้วยคาเฟอีนทำให้รู้สึกไม่หิว แถมพลังงานสำรองของเราก็ถูกคาเฟอีนกระตุ้นไปใช้ทุกวันอีก แล้วร่างกายจะไม่อ่อนเพลียได้อย่างไรครับ ก็ต้องทานกาแฟแบบแก้วต่อแก้ว อ่อนเพลีย มึน ง่วงตลอดเวลา

กระเพาะ

ร่างกายขาดสารอาหารมากว่าสิบชั่วโมง (ประมาณ 20.00 น. – 7.00 น.) ในช่วงเวลานอนและก่อนนอน ต้องการสารอาหารจากอาหารเช้าเป็นอย่างมากเพื่อเป็นพลังงานในวันใหม่ แต่เราทดแทนอาหารเช้ามื้อนั้นด้วย “สารเสพติด” ผู้ที่ทานกาแฟจะมีปัญหากับการปัสสาวะบ่อย และการนอนหลับ ซึ่งอวัยวะที่บ่งบอกได้ว่าเราจะนอนหลับได้ดีหรือไม่ก็คือ “ถุงน้ำดี” ใครที่มีปัญหาตามเส้นทางของเส้นลมปราณถุงน้ำดีนี้ จะมีอาการเจ็บจุดสลักเพชร (บริเวณแก้มก้นด้านข้าง) ร้าวลงมาทางขาด้านข้างถึงเหนือตาตุ่มคล้ายกับอาการของกระดูกทับเส้น เดินไม่ค่อยสะดวกเพราะเจ็บแก้มก้น ลองงดกาแฟ นอนก่อน 23.00 น. (เวลาของเส้นลมปราณถุงน้ำดี) ได้ก็จะมีอาการดีขึ้น

เส้นลมปราณ

นมวัว

นมวัวเป็นอาหารที่ก่อให้เกิดมูกเมือกมากที่สุด เกิดจากกระบวนการย่อยโปรตีนในนม คือ เคซีน ซึ่งเป็นสารที่มีความหนาและเหนียวมาก เมื่อนมลงสู่กระเพาะอาหาร เคซีนจะเปลี่ยนสภาพตัวเองจากของเหลวเป็นของแข็ง ชิ้นคล้ายๆ นมข้น ซึ่งย่อยยากมากในกระเพาะของคน ทำให้เกิดแบคทีเรียในเคซีนที่เน่าเปื่อยจับกันเป็นเมือก จะไปอุดตัน ไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ทางเดินหายใจ เมือกที่เหนียวหนึบเหมือนกาวนี้แหละ จะเป็นตัวกีดกั้นการทำงานของระบบขับถ่าย และการทำงานของระบบทางเดินของเหลวภายในร่างกาย เมือกที่ไปเกาะตามลำไส้ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้ยากลำบาก

คนนะไม่ใช่อูฐ!

ผู้ป่วย
อาการ
พฤติกรรม
คุณอัญชลี
อายุ 55 ปี
ผิวหน้าซีด ข้างๆ ลำตัวถึงปลายเท้า เจ็บเหมือนเข็มทิ่ม เคยผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลัง
กดทับเส้นประสาท
นอนดึกเกือบเที่ยงคืน ตื่นตี 5 ถ่ายอุจจาระวันเว้นวัน ตื่นเช้าดื่มน้ำ 5-6 แก้ว แต่ทั้งวันทานน้ำเปล่าแค่ 2 แก้ว เท่านั้น นอกนั้นเป็นน้ำชาตะไคร้ ใบเตย ดอกคำฝอย น้ำมะนาว ชอบทานเนื้อสัตว์ ไม่ค่อยทานผัก อาหารเช้า ข้าวต้ม โจ๊ก น้ำเต้าหู้หรือขนมปัง อาหารเย็นบางวันไม่ทาน ดื่มแต่น้ำผัก ผลไม้ เช่น น้ำว่านหางจรเข้ น้ำสำรอง เต้าฮวย

 

ตามหลักการแพทย์แผนไทยบอกไว้ว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ ต้องมีความสมดุล หากไม่สมดุลย่อมเกิดปัญหา

ดิน มากเกินไป ก็จะทำให้แข็ง
น้ำ มากเกินไป ก็จะท่วม ดินพร่อง

ลม มากเกินไป ก็จะไปอัดแน่นในเส้นเลือด เส้นเอ็น เส้นลมปราณ และเคลื่อนที่ได้ไปตามเส้นต่างๆ ของร่างกายไม่อยู่นิ่ง
ไฟ มากเกินไป ก็ร้อนเผาไหม้ตัวเองจนแห้ง

อวัยวะตลอดจนเส้นเลือด มีน้ำมากเกินไป ลมเคลื่อนที่ไม่ได้ก็เลยอัดแน่น จุก อยู่ที่ไหนมากก็ก่อปัญหาทำให้ปวดเมื่อย เหมือนเข็มทิ่ม

อาการเมื่อย คือ เลือดลมไหลเวียนไม่ค่อยดี เอื่อยเฉื่อยเต็มที
อาการปวด  คือ เลือดลมถูกปิดกั้น บล็อคไว้เลยไปไหนไม่ได้
อาการปวดเสียดสลักเพชร เจ็บสะโพก สีข้าง ลำตัวถึงปลายเท้า ก็เกิดจากลมในเส้นถุงน้ำดีซึ่งอยู่ข้างลำตัว เริ่มจากระหว่างนิ้วก้อยเท้ากับนิ้วนางไล่ขึ้นจากหลังเท้าไปข้อเท้า ขึ้นไปข้างๆ ขา บริเวณเดียวกับรอยตะเข็บกางเกง ขึ้นถึงสีข้าง ลำตัวมีลมค้างอยู่พอได้ไปนวดลมเคลื่อนไปจุดอื่น ก็จะหายปวด พอกลับบ้านมีพฤติกรรมการกินอาหารเหมือนเดิมก็ปวดอีก ลมก็เคลื่อนมาอุดกั้นอยู่ที่เดิม ถ้าเป็นกระดูกทับเส้นประสาทจะปวดตลอดไม่ย้ายไปไหน

มีประวัติเคยถูกผ่าตัดกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทก็เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าเป็นโรค “ลมอุดตัน” คิดว่าการผ่าตัดแล้วจะหาย ปรากฏว่าไม่หายเพราะพฤติกรรมเหมือนเดิม แถมลมมีเพิ่มขึ้นทุกวัน เพราะมีมากจนไปอุดกั้นอยู่ในจุดสลักเพชรทำให้เวลาเดินรู้สึกเหมือนมีอะไรทิ่มอยู่ ผู้ที่มีอาการปวด และมีลมมากอย่างกรณีนี้ เวลาไปนวดที่ไหนพอถึงจุดสลักเพชร ต้องระวังอย่างมากอย่าให้หมอนวดกดจุดสลักเพชรที่สะโพกตรงๆ ให้กดนวดรัศมีรอบๆ จุดสลักเพชรเท่านั้น หมอนวดมืออาชีพจะรู้ดีไล่ลมให้ลมจนมุม พร้อมเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอยู่ตามที่แนะนำ ในข้อปฏิบัติจึงค่อยๆดีขึ้น ยังไม่ต้องไปผ่าตัดหรอกครับแต่อาจต้องใช้เวลาหน่อย สมุนไพรที่ช่วยไล่ลมได้ก็พวกสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน อย่างเช่น ขิง ตะไคร้ ใบกระเพรา หอมแดง กระเทียม เป็นต้น

ส่วนยาสมุนไพร ให้ทานยาธรณีสัณฑะฆาต 2 เม็ด ก่อนนอนทุกคืนเพื่อขับลมออกจากร่างกาย ประมาณ 1 เดือนติดต่อกัน นอกจากนี้ก็ให้ทานน้ำเอนไซม์ 2 ช้อนโต๊ะ หลังอาหารทุกมื้อเพื่อให้ย่อยอาหารได้ดีขึ้นจะได้ไม่มีลมอั้นในเส้นต่างๆ
เธอได้ไปนวดไล่เส้นกับผู้ช่วยผม หลังจากนั้นผมจึงได้กดจุดไล่เส้นต่อให้ ปรากฏว่าเส้นกระเพาะอาหารตรงหน้าแข้ง เส้นถุงน้ำดีตรงข้างตัวแข็งอัดแน่น กดแล้วเจ็บมาก และได้ไล่ลมตรงกลางหลัง บ่าไหล่ โดยใช้ค้อนยางทุบ ก็เจ็บจนน้ำตาไหล แต่พอไล่ลมให้เคลื่อนไหวออกจากจุดที่อัดแน่นไว้ก็สบาย ถ้าลดปริมาณการทานน้ำลงได้ร่วมกับการนวดตัวอีก 3-5 ครั้งก็จะหายสนิท 

Nosickshowhand

บทความจากหนังสือ

ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น  เล่ม 3 

โรคกระเพาะ กระไหลย้อนหายได้

Print Friendly, PDF & Email

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*