Home // ใครไม่ป่วย (โรคกระเพาะกรดไหลย้อน) เล่ม 3 // ข้อควรปฎิบัติสำหรับผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน

ข้อควรปฎิบัติสำหรับผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน

 ผู้ที่ป่วยด้วยโรคกรดไหลย้อน เกิดจากการกินอยู่ที่ไม่ถูกต้องตามธรรมชาติ เรามาลองไล่เรียงชีวิตประจำวันที่เรามองข้ามกันไป

  • เวลานอน ไม่ควรนอนเกิน 23.00 น. ทุกคนมีเวลา 24 ชม. เท่ากัน ควรใช้เวลา 8 ช.ม. ในการทำงาน อีก 8 ชม. ทำงานอื่นๆ เช่นเดินทาง ทานข้าว อ่านหนังสือ งานอดิเรก 
    และอีก 8 ชม. พักผ่อน
     แต่เดี๋ยวนี้ 8 ชม. ที่เอาไว้พักผ่อน ถูกเบียดเบียนด้วยการออกกำลังกาย สังสรรค์ ทานข้าว เล่นอินเตอร์เน็ต คุยโทรศัพท์ ดูทีวี ผลที่ตามมาคือการตื่นสาย ตื่นมาแล้วไม่สดชื่นจนต้องพึ่งกาแฟหรือของหวาน
  • ตื่นให้เช้า ถ้าจะให้เรียกว่าตื่นเช้าก็ควรอยู่ระหว่าง ตี 5 ถึง 7 โมงเช้า กิจวัตรอย่างหนึ่งที่ควรจะต้องทำทุกเช้าคือ “ถ่ายอุจจาระ” เอาของเสียออกก่อน เมื่อวานทานอาหาร 3 มื้ออีกทั้งขนม น้ำต่างๆ เข้าไปตั้งมากมายเช้าวันใหม่ร่างกายควรจะขับกากอาหารออกก่อน เพื่อเตรียมตัวรับของใหม่ ผนังลำไส้ใหญ่ถูกกำหนดให้ดูดน้ำออกจากกากอาหาร
    เพื่อให้อาหารถูกบรรจุในลำไส้ใหญ่ได้มากๆ น้ำจากอาหารเก่าๆที่ถูกดูดกลับเข้าไปก็จะเข้าสู่เลือด หากใครไม่ถ่ายอุจจาระตั้งแต่ 2 วันเป็นต้นไปจะค่อยๆป่วย มีของเสียตกค้างในกระแสเลือดมาก และเมื่อของเสียสะสมนานๆในลำไส้ก็จะกลายเป็นเมือกมันอุดตันในลำไส้

วิธีการดื่มน้ำ

ดื่มให้พอกับน้ำหนักโดยใช้วิธีการคำนวณจากน้ำหนักตัวดังนี้

((น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม x 2.2) ÷ 2)  x 30  =  ……..….… cc.

โดย         1,000  cc.               =  1 ลิตร
น้ำ           1  ลิตร                    =  5 แก้ว

ตัวอย่าง  ถ้าท่านหนัก 50 กิโลกรัม
((50 x 2.2) ÷ 2)  x 30 = 1,650 cc. = 1.65 ลิตร
โดยเฉลี่ยแล้วน้ำ 1 แก้วจะมีน้ำ  200 cc. โดยประมาณ
1.65 ลิตร = น้ำ 8 แก้ว โดยประมาณ
ดังนั้นผู้ที่มีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ควรทานน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว

น้ำหนัก
(กิโลกรัม)
ปริมาณน้ำขั้นต่ำที่ควรดื่ม
(ลิตร)
จำนวนแก้ว
(โดยประมาณ)
45
1.48
7.5  แก้ว
50
1.65
8  แก้ว
55
1.81
9  แก้ว
60
1.98
10  แก้ว
70
2.31
11.5  แก้ว
80
2.64
13  แก้ว
90
2.97
15  แก้ว
  • ตื่นเช้าก่อนแปรงฟันให้ดื่มน้ำ 2-3 แก้ว (การดื่มน้ำตอนเช้าจะส่งผลดีต่อระบบขับถ่ายมาก หากใครไม่ค่อยจะถ่ายอุจจาระในตอนเช้าลองใช้วิธีนี้ดูก็ได้นะครับ)
  • หลีกเลี่ยงน้ำเย็น น้ำอัดลม นมและผลิตภัณฑ์จากนม ของทอด ของมัน ช็อคโกแลต กาแฟ (ถ้าจะทานควรทานหลังอาหาร 1 ชั่วโมง)
  • วิธีการดื่มน้ำให้ถูกต้องควรดื่มครั้งละน้อยๆ ไปเรื่อยๆ ทั้งวัน ไม่ควรรอให้หิวน้ำมากๆ แล้วกระดกเป็นแก้วใหญ่ ร่างกายดูดซึมไม่ทันหรอกครับ การดื่มน้ำครั้งหนึ่งควรจะดื่มประมาณ 3 อึกก็พอ
  • ดื่มน้ำก่อนทานอาหาร 15 นาที
  • ระหว่างทานอาหารและทานอาหารอิ่มใหม่ๆ ควรดื่มน้ำไม่เกินครึ่งแก้ว
  • หลังจากทานอาหาร 40 นาที จึงดื่มน้ำได้ตามปกติ เพื่อให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ก่อนเข้านอน 3 ชั่วโมง ไม่ควรทานอาหารหนัก หากทานตอนดึกบ่อยๆ จะมีสัญญาณเตือนจากเส้นลมปราณซานเจียว เช่น นอนหลับไม่สนิท ตื่นยาก ปวดเมื่อยแขนและตึงบ่า
  • ทานอาหารด้วยความเข้าใจ อาหารฤทธิ์ร้อน ฤทธิ์เย็น ถ้าทานให้เป็นและถูกเวลา อาหารที่เราทานก็จะเป็นยารักษาเราได้
    – หากมีการกินอยู่จนร่างกายเกิดความร้อนมากเกินไป ต้องลดอุณหภูมิลงเพื่อให้ร่างกายสมดุลก็ทานอาหารหรือสมุนไพรฤทธิ์เย็นเพื่อลดความร้อน
    – หากมีการกินอยู่จนร่างกายเย็น ก็ทานสมุนไพรฤทธิ์ร้อน เพื่อให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น
    เมื่อร่างกายสามารถสร้างพลังเพิ่มขึ้นได้แล้ว ไฟธาตุต่างๆ เริ่มสมดุล ร่างกายเราก็จะสามารถกลับสู่สภาวะปกติได้ อย่าเพิ่งมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อนค่อยปรับกันไปให้
    รักษาตัวเองก่อน เมื่อถึงที่สุดแล้วไม่ไหวจึงค่อยไปหาหมอกินยา

“ภาวะร้อนเกิน” ที่พบได้บ่อยๆ

  • หิวน้ำ หิวข้าวบ่อย อ่อนล้า อ่อนเพลีย
  • เป็นสิว กระ
  • ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระแข็ง ท้องผูก
  • เป็นงูสวัด เริม
  • มีแผลในช่องปากด้านล่าง ลิ้น
  • เครียดง่าย ควบคุมอารมณ์ไม่ได้
  • ผิวแห้งเป็นผื่นคัน หน้าแดง ตาแห้ง
  • ตาแดง มีน้ำตามาก
  • นอนไม่หลับ
  • เหงื่อออกง่าย ลมหายใจร้อน
  • ริมฝีปากแตกแห้ง แดง คอแห้ม
  • ปวดหัว ตัวร้อน เท้าร้อน
  • เลือดกำเดาไหล

การปรับสมดุลสำหรับผู้มีอาการร้อนเกิน

  • งดน้ำเย็น น้ำแข็ง น้ำหวาน เหล้า เบียร์ บุหรี่
  • ดื่มน้ำตามวิธีที่ได้แนะนำไป หรืออาจทานเพิ่มขึ้นก็ได้ให้ความร้อนในร่างกายได้ระบายออกทางเหงื่อหรือปัสสาวะ
  • ดื่มสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็น เช่น น้ำย่านาง น้ำใบเตย น้ำเก๊กฮวย น้ำมะพร้าวอ่อน ใบบัวบก แนะนำให้ดื่มหลังอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารย่อยไปก่อน

นอกจากนี้ก็ยังมีผลไม้ฤทธิ์เย็น พืชผักที่มีสีเขียว ขาวและพืชที่มีรสขม ผลไม้ที่มีน้ำมากๆ เช่น ส้มโอ ส้มเขียวหวาน ส้มเช้ง ฝรั่ง สาลี่ ชมพู่ มะละกอ แก้วมังกร แอปเปิ้ล มังคุด กล้วย แตงโม แคนตาลูปและแตงทุกชนิด มะระจีน มะระขี้นก สะเดา เกลือ ให้ทานก่อนหรือหลังอาหารสัก 40 นาทีเช่นกัน มีคนไข้มาหาผมที่คลินิกด้วยโรคท้องอืดเรื้อรังหลายปี สอบถามดูปรากฏว่าชอบทาน แตงโม, แคนตาลูป, แตงญี่ปุ่น, โดยทานแทนน้ำเย็นเป็นประจำ
ผมจึงแนะนำให้เปลี่ยนเวลาทานเป็นตอนบ่ายๆ ดีที่สุดเพราะอุณหภูมิร่างกายกำลังร้อน
เมื่อทานผลไม้ฤทธิ์เย็นอุณหภูมิในร่างกายจะปรับลดลงได้บ้าง

อาการของภาวะเย็นเกินมีดังนี้

  1. ท้องอืด จุก เสียด แน่นประจำ
  2. เป็นเหน็บชา
  3. สมองจะคิดช้า มีอาการเฉื่อยชา
  4. เป็นหวัดมีน้ำมูกใสๆ แต่ไม่เจ็บคอ
  5. หน้ามืดวิงเวียนบ่อย มึนศีรษะตื้อๆ
  6. หนาวสั่นได้ง่ายๆ
  7. นิ้วล็อก เป็นตะคริว
  8. ตาแฉะ ขี้ตาเยอะ หนังตาบวม
  9. หน้าซีด
  10. ถ่ายอุจจาระยาก
  11. ไตวาย ภูมิแพ้ หอบหืด
  12. รูมาตอยด์ข้อติด บวมตามข้อ

วิธีปรับสมดุลของผู้ที่มีภาวะเย็นเกิน

    1. ดื่มน้ำอุ่นตอนเช้า ตอนตื่นนอนและก่อนนอนเพื่อปลุกพลังชีวิต
    2. ทานสมุนไพรฤทธิ์ร้อนตามตำราแพทย์แผนไทยใช้ในการขับลม บำรุงธาตุ ขับโลหิต ทำให้ร่างกายอบอุ่น ช่วยย่อยอาหาร ทำให้ประสาทตื่นตัว ดังนั้นเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วย อาหารไม่ย่อย ขี้หนาว เรอไม่ออก โลหิตเสีย ระดูติดขัดขับไม่ออก ขี้เกียจ ง่วง ประสาทไม่ตื่นตัว ก็ให้ทานอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน ได้แก่ ขมิ้น ขิง ข่า ตะไคร้ พริก หอม กระเทียม อบเชย ใบกระเพรา ใบสะระแหน่หรือใช้ยาหอมช่วย
    3. ผู้ที่มีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย ให้ทานขมิ้น ขิงก่อนอาหารประมาณ 15 นาที หรือถ้าเป็นแคปซูลก็ทาน 2 เม็ด ทานน้ำขิงวันละ 1-2 แก้ว เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของลมในกระเพาะอาหารได้ หากกำลังแสบท้องหรือมีกรดในกระเพาะอาหารมากก็ชงน้ำเกลือ โดยใช้เกลือ ½ ช้อนชา กับน้ำอุ่น ½ แก้ว ค่อยจิบทานลงไป คุณสมบัติของเกลือจะค่อยๆ ลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหารได้ เสร็จแล้วดื่มน้ำอุ่นสัก 2-3 อึกตาม หรือจะใช้วิธีชงยาหอมทานเมื่อไหร่ก็ได้ที่ท้องของท่านอืด ทานกับน้ำอุ่นดีที่สุด หากไม่มีน้ำอุ่นก็ทานกับน้ำธรรมดาก็ได้

Nosickshowhand

บทความจากหนังสือ

ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น  เล่ม 3 

โรคกระเพาะ กระไหลย้อนหายได้

2 comments

  1. นิติพน เตชวัฒนกุล ณ ยโสธร

    อ่านแล้วรู้สึกได้อะไรๆเยอะมากเลยครับ
    ขอบคุณครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*