Home // อาหารเป็นยา // อยากย่อยง่าย ขับถ่ายดี ต้องเติมทั้งพรีและโพรไบโอติกให้ร่างกาย

อยากย่อยง่าย ขับถ่ายดี ต้องเติมทั้งพรีและโพรไบโอติกให้ร่างกาย

ดังที่ “หมอแดง” แห่ง ดิอโรคยา กล่าวอยู่เสมอๆ ว่า “การย่อยไม่ได้ถ่ายไม่ดี คือ ต้นเหตุแห่งสารพัดโรค” เราจึงต้องเสาะหาสารพัดวิธีมาทำให้ ย่อยได้ถ่ายดีกันอยู่เสมอ และสิ่งหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญเพื่อการย่อยได้ถ่ายดีก็คงหนีไม่พ้น “จุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้” หรือเรียกกันทั่วไปว่า “โพรไบโอติก” นั่นเอง

เมื่อพูดถึงโพรไบโอติก ภาพขวดนมเปรี้ยวแสนอร่อย คงลอยมายั่วน้ำลายกันหลายรสชาติ ที่จริงแล้ว การเติมโพรไบโอติกให้ร่างกายนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่การเลี้ยงโพรไบโอติกให้เจริญเติบโต จนเก่งกล้าสามารถพอจะต่อกรกับเชื้อโรคทั้งหลายอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ใช่จะยากเกินไป แค่ทำความเข้าใจอีกหน่อย

Probiotic & Prebiotic

Ÿโพรไบโอติกคืออะไร ?

บนผิวของร่างกายและในทางเดินอาหารของเรานั้น มีประชากรจุลินทรีย์อาศัยอยู่หลากหลายชนิดและหลากหลายสายพันธุ์ และประเภทของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารนั้น หากแบ่งตามพฤติกรรมของมัน จะสามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

  • 1. กลุ่มก่อโรค
  • 2. กลุ่มฉวยโอกาสก่อการอักเสบ
  • 3. กลุ่มที่อยู่ตรงกลาง
  • 4. กลุ่มที่ทำหน้าที่ปกป้องทางเดินอาหาร
ซึ่งปกติไม่ได้อยู่ในทางเดินอาหาร แต่ถ้าหลุดเข้ามาในทางเดินอาหารมากพอ จะก่อให้เกิดโรค เช่น วิบริโอ คอเลอเร (V. Cholerae) ชิเกลล่า (Shigella) ซาลโมเนลลา (Salmonella)
หากร่างกายเสียสมดุล เช่น การกินยาปฏิชีวนะ จะทำลายจุลินทรีย์ดีให้ลดลง จุลินทรีย์กลายเป็นเชื้อหมู่มากก็จะฉวยโอกาสก่อโรค เช่น ซุโดโมแนส (pseudomonas) สแตปฟิโลคอคคัส (staphylococci) โปรตีเอส (protease) เชื้อกลุ่มนี้ใช้โปรตีนเป็นอาหาร
อาจฉวยโอกาสก่อโรค หรือทำหน้าที่ป้องกันโรค เช่น อีโคไล (E. coli) สเตรปโทคอกโคสิส(Streptococcosis) เชื้อกลุ่มนี้ใช้ทั้งแป้งและโปรตีนเป็นอาหาร
ถือว่าเป็นจุลินทรีย์สุขภาพ (health germs)หรือที่นิยมเรียกกันว่า ”โพรไบโอติก” เช่น ไบฟิโดแบคทีเรีย (bifidobacteria) แลคโตบิซิลไล (lactobacilli)

 

ได้คำตอบชัดเจนแล้วว่า โพรไบโอติก จัดอยู่ในกลุ่มไหน ดังนั้นสิ่งที่เราควรรู้ต่อมาก็คือ

Ÿหน้าที่ของโพรไบโอติก

เมื่อโพรไบโอติกและจุลินทรีย์กลุ่มอื่นๆเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะไปเกาะติดกับเมือกและเนื้อเยื่อที่ผนังลำไส้ ซึ่งจุลินทรีย์ทุกกลุ่ม ต่างต้องปกป้องตัวเองให้อยู่รอดและเพิ่มจำนวนขึ้นในลำไส้ให้เพียงพอ จึงจะสามารถส่งผลต่อสุขภาพของสิ่งมีชีวิตที่มันอาศัยอยู่ได้

Probiotic & Prebiotic

จุลินทรีย์ โพรไบโอติก จึงต้องทำหน้าที่ยับยั้งการเจริญเติบโตและกีดกันจุลินทรีย์ก่อโรครวมทั้งจุลินทรีย์ฉวยโอกาสอื่นๆ ไม่ให้สามารถเกาะติดกับผนังลำไส้ได้และถูกขับออกมากับอุจจาระ ด้วยการรวมตัวกันที่ผิวเยื่อบุลำไส้และแย่งอาหารจุลินทรีย์ฉวยโอกาส ผลิตสารต้านจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ รวมทั้งทำลายจุลินทรีย์ก่อโรคโดยตรง 

นอกจากนี้โพรไบโอติกยังมีหน้าที่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน โดยทำงานประสานกับเนื้อเยื่อน้ำเหลืองในชั้นใต้เยื่อบุลำไส้ซึ่งทำให้เกิดผลดังนี้ 

– กระตุ้นการสร้างชั้นเยื่อเมือกให้หนาขึ้นและมีคุณภาพเฉพาะสำหรับล่อจับ ”เชื้อไวรัสโรต้า”

– กระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้เคลื่อนไหวมายังตำแหน่งที่มีเชื้อโรครุกล้ำเข้ามาในร่างกาย

– กระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้จับกินแบคทีเรีย

– ทำให้เนื้อเยื่อที่อักเสบบรรเทาลง

– ซ่อมแซมเซลล์ที่บาดเจ็บให้ฟื้นตัว

Ÿ โพรไบโอติกมาจากไหน ? 

โพรไบโอติกเป็นจุลินทรีย์กลุ่มที่มักจะพบอยู่ในอาหารประเภทหมักดองที่มีรสเปรี้ยว โดยในระหว่างการหมักอาหาร จุลินทรีย์ชนิดนี้จะทำหน้าที่ในการเปลี่ยนสารอาหารบางชนิดให้กลายเป็นกรดแลคติก ทำให้อาหารเกิดรสเปรี้ยวพร้อมกับสร้างสารที่ให้กลิ่นหอมชวนกิน แม้คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า โพรไบโอติก = นมเปรี้ยวและโยเกิร์ต แต่ที่จริงแล้ว ยังมีอาหารที่อุดมด้วยโพรไบโอติกที่ใกล้ตัวเรายิ่งกว่า นั่นคือ บรรดา “อาหารหมักดอง ของดีของไทย” เช่น ผักดอง แหนม ข้าวหมาก แม้กระทั่งปลาร้า และหนึ่งในบรรดาของดีของไทย ที่สำคัญ ไม่เอ่ยถึงไม่ได้อีกอย่าง ก็คือน้ำหมักชีวภาพ

น้ำหมักชีวภาพ กับ เอนไซม์ เคยสงสัยหรือไม่ว่า เพราะเหตุใดบางคนจึงเรียกน้ำที่ได้จากการหมักผลไม้ว่า “น้ำหมักชีวภาพ” ในขณะที่บางคนอาจเรียกว่า “น้ำเอนไซม์” น้ำทั้ง 2 ชนิดนี้เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เอนไซม์คืออะไร และมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไรเอนไซม์เป็นตัวตั้งต้นให้ทุกๆ เซลล์ของร่างกาย ซึ่งมีรวมกว่า 60 ล้านเซลล์ทำงานได้อย่างถูกต้อง ถ้าไม่มีเอนไซม์ร่างกายก็จะไม่มีการหายใจ ปราศจากการย่อยอาหาร ไม่มีการเจริญเติบโตของร่างกาย การคิดและแม้แต่การนอนก็ต้องใช้เอนไซม์ ดังนั้นถ้ามนุษย์ขาดเอนไซม์ก็จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ในร่างกายของเราประกอบด้วยเอนไซม์หลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดทำหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น เพปซิน เป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยโปรตีน ไลเพส คือเอนไซม์ที่ช่วยย่อยไขมัน เป็นต้น

เอนไซม์แบ่งออกเป็น 4 ชนิดคือ

1. เอนไซม์จากอาหาร (Food Enzyme) จะพบได้ในอาหารดิบทุกชนิด แต่การปรุงอาหารโดยใช้ความเกินกว่า 47 องศาเซลเซียส จะทำให้เอนไซม์ถูกทำลายจนหมด

2. เอนไซม์ย่อยอาหาร (Digestive Enzyme) ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตออกมาจากตับอ่อนเพื่อใช้ย่อยและดูดซึมอาหารที่เรากิน ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณค่า

3. เอนไซม์จากจุลินทรีย์ (Microorganism Enzyme) ซึ่งจุลินทรีย์สามารถผลิตเอนไซม์ปริมาณมากๆ ได้ในระยะเวลาอันสั้น เพราะจุลินทรีย์เพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วและมีขนาดเล็ก ในการนี้ควรจะต้องมีการคัดสายพันธุ์เพื่อให้เหมาะสมกับเอนไซม์ที่ได้ด้วย

4. เอนไซม์ในการเผาผลาญพลังงาน (Metabolic Enzyme) เป็นเอนไซม์ที่ผลิตในเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆในร่างกาย ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีเพื่อการเผาผลาญสารอาหารและสร้างพลังงาน สร้างภูมิต้านทาน สร้างความเจริญเติบโต ตลอดจนซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะต่างๆ

และจากการผลงานการศึกษาเรื่อง “กระบวนการหมักถั่ว” ของ ศิริพร ตันจอ ที่เขียนลงในวารสารโภชนาการ ฉบับที่ 2 เดือน พ.ค.- ส.ค. 2555 ของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ม.เกษตรศาสตร์ แสดงให้เห็นว่า ในกระบวนการการหมักถั่วเหลืองจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เรียกว่า “ถั่วเน่า” พบโปรตีนถูกย่อยเป็นกรดอะมิโน ร่างกายนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น และ การหมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์นี้สามารถผลิตสารสำคัญ ได้แก่ เอนไซม์ไฟเตส ที่ช่วยย่อยสลายสารลดการดูดซึมแร่ธาตุในร่างกายให้ลดลงกว่า 90 % และยังช่วยสร้างกรดอินทรีย์ต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในละลายและการดูดซึมแร่ธาตุเหล็กและสังกะสี

*** จากการศึกษานี้เองที่เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า ขั้นตอนในการหมักพืช-ผลไม้อย่างถูกวิธีนั้น ก่อให้เกิดจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในปริมาณมาก และจุลินทรีย์นั้นมีความสามารถพิเศษในการผลิตเอนไซม์ปริมาณมากๆ ได้ในระยะเวลาอันสั้น เราจึงสามารถกล่าวได้ว่า แท้จริงแล้ว น้ำหมักชีวภาพกับน้ำเอนไซม์นั้น คือ น้ำชนิดเดียวกัน ***

 

รู้จัก “โพรไบโอติก” แล้วก็ต้องรู้วิธีบำรุงดูแล ให้จุลินทรีย์ตัวน้อยนี้เติบโตแข็งแรงและทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกันและตัวเอกในการนี้ก็คือ “พรีไบโอติก”

Ÿ พรีไบโอติกคืออะไร ?

พรีไบโอติก คือ สารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ที่ไม่ถูกย่อยและดูดซึมในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แต่จะผ่านเข้าไปในลำไส้ใหญ่ แล้วไปช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ “โพรไบโอติก” หรืออาจพูดให้เข้าใจง่ายๆ ได้ว่า “พรีไบโอติก” ก็คืออาหารของ “โพรไบโอติก” นั่นเอง

นอกจากจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้โพรไบโอติกแล้ว พรีไบโอติกบางชนิดยังสามารถจับจุลินทรีย์ที่ก่อโรคบางตัว เช่น เชื้อซัลโมเนลลา , อี. โคไล และกำจัดออกจากระบบทางเดินอาหารทางอุจจาระได้โดยตรงอีกด้วย จะเห็นได้ว่า “ระบบการทำงานทั้ง 2 ด้านของพรีไบโอติก คือการ ผลักเชื้อก่อโรค และ ดันเชื้อดีให้เติบโต นี้เอง ที่ทำให้ลำไส้เกิดความสมดุล

Ÿพรีไบโอติกมาจากไหน? 

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ก็ต้องบอกว่า พรีไบโอติก = ใยอาหาร และ ใยอาหารที่ได้จากพืชเกือบทุกชนิดจัดเป็น non-starch carbohydrates (คาร์โบไฮเดรตที่ไม่ใช่แป้ง) และใยอาหารเหล่านี้นี่เอง ที่กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กไม่สามารถย่อยได้ จนต้องปล่อยผ่านไปถึงลำไส้ใหญ่ให้จุลินทรีย์โพรไบโอติกได้นำไปใช้ประโยชน์

นักวิทยาศาสตร์ แบ่งใยอาหารตามคุณสมบัติออกได้ 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ละลายน้ำ (soluble Fiber) และ กลุ่มที่ไม่ละลายน้ำ (insoluble Fiber) แต่กลุ่มที่มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกชัดเจนกว่าได้แก่ ใยอาหารกลุ่มที่ละลายน้ำ เช่น

อินูลิน (inulin) คือคาร์โบไฮเดรตประเภทพอลิแซ็กคาไรด์ (polysaccharide) ที่พืชเก็บสะสมไว้เป็นอาหาร มักพบในส่วนของหัวที่งอกจากดินหรือรากสะสมอาหารของพืชเช่น กระบก เผือก กระเทียม หัวหอม  และพบมากในหัวแก่นตะวัน

–  โอลิโกแซคคาร์ไรด์ (oligosaccharides) หรือคาร์โบไฮเดรตสายสั้น มีคุณสมบัติเฉพาะตัวคือรสชาติที่หวานเล็กน้อย ซึ่งสามารถพบได้ในแหล่งอาหารธรรมชาติเช่น ข้าวสาลี กล้วย เห็ด ถั่วเหลือง หน่อไม้ฝรั่ง น้ำผึ้ง เป็นต้น

พรีไบโอติกอีกชนิดหนึ่ง ที่ชื่ออาจจะคุ้นหูของใครหลายคน ก็คือ เบต้า-กูลแคน (Beta-Glucans) เบต้า-กลูแคน นั้นก็เป็นสารประเภทพอลิแซ็กคาไรด์เช่นกัน แต่จะมีทั้งส่วนที่ละลายน้ำและส่วนที่ไม่ละลายน้ำ พบมากใน ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ผนังเซลล์ของยีสต์ สาหร่าย และเห็ด

จากทั้งหมดที่กล่าวมา เราในฐานะผู้บริโภค (ที่ต้องการมีสุขภาพดี) ก็มีวิธีง่ายๆ แค่จำ 2 ขั้นตอนสำคัญนี้ให้ได้

ขั้นตอนที่ 1. เติมโพรไบโอติกให้ร่างกายเสมอๆ อย่าลืมว่า อาหารไทยๆ หาง่ายๆ อย่างแหนมเห็ด ผักดอง หรือข้าวหมาก ก็นับเป็นอาหารอุดมด้วยโพรไบโอติกเช่นเดียวกับนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต

ขั้นตอนที่ 2. อย่าลืมเติมพรีไบโอติกด้วยการกินผัก ผลไม้เสมอๆ เช่นกัน เพื่อความเจริญเติบโตและแข็งแรงของโพรไบโอติก

และเมื่อเราเติมทั้งพรีและโพรไบโอติกให้ร่างกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว ประโยชน์ที่จะได้รับ (ที่ผ่านการรับรองจากผลการพิสูจน์ทางคลินิก) ก็คือภูมิต้านทานที่แข็งแกร่ง พร้อมช่วยปกป้องเราจากเชื้อโรคต่างๆ เช่น

1. ป้องกันโรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้า การได้รับยาปฎิชีวนะ

2. รักษาและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรคลำไส้ใหญ่อักเสบ

3. ป้องกันอาการแพ้อาหารและผื่นแพ้ผิวหนัง

4. ป้องกันการติดเชื้อในทางเดินหายใจ

5. ป้องกันช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรียและเชื้อราในสตรี

***นอกจากโรคที่เกิดจากเชื้อโรคแล้ว คู่หูคู่นี้ ก็ยังช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากความเสื่อม เช่น โรคกระดูกพรุน โรคหลอดเลือด มะเร็งแถมยังช่วยป้องกันฟันฝุได้อีกด้วย  และความจริงแล้วยังมีประโยชน์อีกนานับประการของพรีและโพรไบโอติก ซึ่งเราจะค่อยๆ คัดสรรและนำมาเสนอให้ได้ทุกท่านได้อ่านกันอีก ในบทความต่อๆ ไป ***

บทความโดย นิสา 

Team

 

เอกสารอ้างอิง 

  1. พรีไบโอติคและโพรไบโอติค: อาหารสุขภาพ.www.pharm.chula.ac.th/Clinic 101_5/article/Radio89.pdf  (Retrieved 21/10/09)
  2. อาหารกับสุขภาพ. www.tistr-foodprocess.net/food_helth/food_health6. 
  3. www.foodnetworksolution.com/Inulin / อินูลินเรียบเรียงโดย:ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นิธิยา รัตนาปนนท์
  4. คู่มืออาหารเสริม/ดร.เริงฤทธิ์ สัปปพันธ์
  5. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.)
  6. ข้อมูลจากภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดย : ผศ.ดร.ชื่นจิต ประกิตชัยวัฒนา
  7. วารสารคลินิก เล่มที่ 278/กุมภาพันธ์ 2008 โดยนักเขียนหมอชาวบ้าน:ศ.พญ.วันดี วราวิทย์
  8. ข้อมูลจากภาควิชาอาหารเคมี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย อ.ภญ.ดร.สุญาณี พงษ์ธนานิกร
  9. ข้อมูลจากสำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพาภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา โดย ชัชวิน เพชรเลิศ
  10. ข้อมูลจากหนังสือเอนไซม์ โดย ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ มูลนิธิภูมิปัญญาสากล
  11. บทความ มหัศจรรย์ “เอนไซม์” มนุษย์อาจอายุยืนได้ถึง 120 ปี / ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์
  12. นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 173 คอลัมน์ รู้ก่อนกิน 
Print Friendly, PDF & Email

2 comments

  1. รบกวนถามคุณหมอค่ะเป็นแผลร้อนในบ่อยมากจะทำอย่างไรดีคะ

    • พยายามไม่นอนดึก ดื่มน้ำให้เป็น หาทางขยับขยะในร่างกายออกด้วยการดีท็อกซ์หรือทานยาระบาย (ธรณีสันฑฆาต) และโพรไบโอติก

      วิธีการดื่มน้ำ http://thearokaya.co.th/web/?p=172
      ร้อนใน http://thearokaya.co.th/web/?p=220

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*