ไอเรื้อรัง

ไอเรื้อรัง-outline

เกือบ 5 ทุ่มแล้วผมยังนอนไม่หลับ ไอ คันคอมาก วิตกกังวลว่าแล้วพรุ่งนี้จะต้องไปออกกองถ่ายทำรายการ แล้วจะพูดได้อย่างไร มิต้องพูดไปไอไปหรือ คงเสียภาพพจน์ของการเป็นหมอแน่ รู้ว่าที่ไอน่ะก็เพราะแก๊สในกระเพาะลำไส้มันตีขึ้น ทำให้ไอและคันคอ ช่วง 2-3 วันนี้ ทานอาหารผิดเวลาไปหน่อย อาหารเที่ยงบ่ายสองบ่ายสามถึงได้ทาน เสร็จแล้วก็ต้องเร่งทำงานต่อเลย อาหารก็เลยไม่ย่อยเกิดแก๊ส เกิดลมดันขึ้น ทำให้ไอและที่สำคัญตอนจะขึ้นไปนอนแวะเข้าไปในห้องครัว หากล้วยกินสักใบ แต่เหลือบไปเห็นมีหมูย่าง 2  ไม้ ก็เลยเอามากินซะไม้หนึ่งแทนกล้วย (แก๊สในท้องพาเอา น้ำมันและความเผ็ดร้อนของพริกน้ำจิ้มขึ้นมาที่คอ ทำให้ยิ่งไอหนักเข้าไปอีก)

กลางดึกรู้สึกคันคอเป็นอย่างมาก ลุกขึ้นมาดื่มน้ำแล้วกลับไปนอนต่อก็ยังไอ ต้องลุกขึ้นไปหายาแก้ไอมาอม แล้วภรรยาที่แสนดีก็ไปคว้าน้ำเอ็นไซม์หรือน้ำหมักชีวภาพ (ใครเป็นอะไรเธอก็ให้ดื่มน้ำเอ็นไซม์หมดแหละ) มาให้ดื่ม อมกลั้วคอผสมน้ำเกือบครึ่งแก้ว สักพักอาการไอจึงสงบลง ได้นอนเสียที (ก็นึกขอบใจภรรยาอยู่ในใจ เพราะเธอหลับแล้ว)

วันรุ่งขึ้นไปออกทีวีได้สบาย ไม่มีไอให้เสียเครดิตหมอธรรมชาติบำบัด จึงขอบอกท่านที่มีอาการไอ และคันคอแก้มาทุกทางแล้วไม่หายซักทีนั้น อาจเป็นเพราะแก๊สจากกระเพาะอาหารและลำไส้ดันขึ้นมา สังเกตได้จากปากแห้งคอแห้งบ่อยๆเพราะแก๊สที่เกิดจากการหมักของอาหารจะมีคุณลักษณะแห้งและร้อน ให้หาสมุนไพรช่วยย่อยมากิน เมื่อย่อยได้ก็จะไม่เกิดแก๊สดันขึ้นบนให้ระคายคอ และไอ    

เคสผู้ป่วย

คุณณัชชา อายุ 28 ปี มีอาการไอมาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และคิดว่าจะต้องไออย่างนี้ต่อไปอีก
อย่างน้อย 2 เดือน “ปกติแล้วจะเป็นอย่างนี้ทุกปี ในช่วงเดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์ ช่วงอากาศเย็นๆ
เป็นมาตั้งแต่ อายุ 20 ปี ไอตลอดทั้งวันทั้งคืน ต้องพ่นยาขยายหลอดลม กินยาแก้ไอตลอดทุกปี”
“ไปตรวจหรือเอ็กซเรย์ปอดดูบ้างหรือเปล่าล่ะ แล้วหมอว่าเป็นอะไรบ้าง”
“เอ็กซเรย์แล้วค่ะ ปอดไม่เป็นอะไร ไม่ได้เป็นวัณโรค ส่องกล้องเข้าไปดูก็ไม่พบอะไร
ก็ได้แต่ยาพ่น ยากินมากินทุกปี หมอว่าเป็นโรคไอร้อยวัน หรือไอเรื้อรัง และประกอบกับมีโรคภูมิแพ้ด้วย
มันรู้สึกมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่คอหอย คันคอ จนต้องไอเพื่อจะขับก้อนในคอให้ออกมา
ไอทีก็หายจุกคอไปพักหนึ่ง ประเดี๋ยวก็จุกใหม่ ก็ต้องไออีก”
นอกจากจะมีอาการไอแล้ว ยังมีอาการน้ำมูกไหล กลางคืนนอนไม่ค่อยหลับ หลับๆ ตื่นๆ
จะนอนหงายไม่ได้ ต้องนอนตะแคงหรือไม่ก็ต้องนอนคว่ำ ให้นอนหงายบนเตียงตรวจคนไข้
ยังต้องนอนบิดๆ บอกว่าปวดหลัง บางครั้งปวดท้องน้อยด้านซ้าย เคยผ่าช็อคโกแลตซีสต์ที่มดลูกมาแล้ว
หนึ่งครั้งเมื่อ 8 ปีก่อน
พฤติกรรมการดำเนินชีวิตของเธอก็คือ นอนเที่ยงคืน ตื่นเช้าขึ้นมาก็ดื่มนมแช่เย็น กล่อง
เป็นอาหารเช้า อาหารกลางวัน มื้อเย็นเป็นข้าว ก๋วยเตี๋ยว ดื่มน้ำเย็น 1-2 แก้ว
ทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง อาจจะมีชาเขียว หรือชามะนาวต่อ
ดื่มสลับกับน้ำผลไม้ทั้งวัน มีทั้งที่เป็นขวดแช่เย็นและชงร้อนๆ น้ำธรรมดาไม่ชอบดื่ม
ก่อนนอนช่วง 5 ทุ่มก็จะดื่มนมแช่เย็นอีก 1 กล่อง ชอบดื่มนมมากติดมาตั้งแต่เป็นเด็กๆ

 

คนไข้อีกท่านหนึ่งเป็นผู้ชาย บอกว่ามีอาการไอเรื้อรัง หาหมอรักษามาตลอด ปีกว่าแล้ว ไม่ยอมหายสักที กินยาก็ไอน้อยลง พอหยุดยาก็เหมือนเดิม หลังสุดนี้หมอบอกว่าเป็น “โรคกรดไหลย้อน” ให้ยามากินต่อ ก็เข้าอีหรอบเดิมไม่หายขาดเสียที ตรวจเช็คดูแล้วตัวร้อนมาก ปากแดง หน้าแดง ถ่ายไม่ดี ท้องแข็งเป็นดาน เส้นลมปราณกระเพาะกดเจ็บมาก กดจุดไหนก็เรอออกมาตลอด สักพักก็หยุดไอ นั่นบอกให้เรารู้ว่ากระเพาะอาหารและลำไส้มีลมเยอะ ลมซึ่งความจริงเป็นแก๊สที่เกิดจากการไม่ย่อยแล้วหมัก ลอยขึ้นมาตามหลอดอาหาร ผ่านคอทำให้คันคอจนต้องไอออกมา เพราะมันระคายที่คอตลอดเวลา

โดยสรุปคือ คนไข้ทั้งสองท่านนี้ลมตีขึ้นจนคันคอตลอด ก็เพราะดื่มน้ำมากช่วงทานข้าว บางมื้อมีน้ำผลไม้ น้ำเย็นจัดด้วยอาหารก็เลยไม่ย่อยกันไปใหญ่ ดื่มน้ำครั้งละ 1-2 แก้วรวดเดียว ทำให้ลำไส้ดูดซึมไม่ทัน ปัสสาวะออกหมด ร่างกายขาดน้ำ แถมนอนดึกมากก็ยิ่งทำให้ร่างกายร้อนใหญ่เลย และอีกประการหนึ่งการที่ดื่มน้ำเย็นตลอดเวลา เป็นการทำร้ายไตจนทำหน้าที่กักเก็บ (เหมือนเขื่อน) น้ำปัสสาวะไม่อยู่อีกด้วยเรียกว่าเสียสองเด้ง

ของเย็น

การที่จะแก้ไขก็ต้องทำให้ระบบย่อยทำงานได้และถ่ายให้ดี โดยต้องลดการดื่มน้ำเย็น ไม่ดื่มน้ำมากตอนทานอาหาร  เช้าๆ ไม่ควรดื่มกาแฟเป็นอาหารเช้าควรทานเป็นข้าวและกับข้าวโดยเฉพาะข้าวกล้องกับอาหารไทย ซึ่งมีพืชผักผลไม้ไทยเป็นแหล่งอาหารเป็นยาที่สมบูรณ์

สาเหตุที่ทำให้เป็นมากขึ้น

     

1. เกิดจากสิ่งเร้าภายนอกกระทบปอด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น “ลม” เช่น ลมหนาว ลมเย็น ลมร้อน ลมชื้น ลมแห้ง ลมจากเครื่องปรับอากาศทำให้พลังปราณของปอดติดขัด

2. โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง

การบำบัด

  1. ตรวจสอบตัวเองดูว่าการย่อยอาหารดีหรือไม่ ท้องอืดแน่น มีแก๊สมีลมมากไหม ถ้าเป็นดังว่า ให้แก้ไขระบบย่อยให้ดี อย่าให้ท้องอืด และต้องถ่ายได้ดีด้วย
  2. ใช้สมุนไพรช่วยย่อย เช่น ขิง ขมิ้น พริกไทยดำ ทานก่อนอาหารทุกมื้อ 15 นาที 2-3 แคปซูล
  3. ใช้น้ำมะนาว ผสมน้ำผึ้ง เกลือนิดหน่อย ผสมกันให้ดี เอามาจิบบ่อยๆ ช่วยลดอาการคันคอ
  4. ทานยาหอมเข้มๆ ช่วงที่มีอาการคันคอมากๆช่วยกระจายกองลมที่ดันขึ้นมาได้
  5. หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่เย็นๆ ทำให้ปอดอุ่นโดยการห่มผ้าหรือใส่เสื้อหนาๆ
  6. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็น น้ำผลไม้เย็นๆ และนม จนกว่าจะหายดี
  7. ช่วงที่เป็นภูมิแพ้หรือไอบ่อยๆ ให้ลดการดื่มนม และอาหารที่มีส่วนประกอบของนมลง เพราะนมมีโปรตีนและไขมันสูงเกินไปขับออกทางปัสสาวะ อุจจาระออกไม่หมดต้องขับออกที่ทวารอื่นๆ เช่น จมูก ปาก ตา คันไปทุกส่วน
จากหนังสือ นม มิตรแท้หรือศัตรูสุขภาพ เขียนโดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

ส่วนหนึ่งของความเสี่ยงสำหรับคนที่ดื่มนมมากเกินความจำเป็น

1. ทำให้อ้วน สารอาหารส่วนเกินที่ไม่ได้ใช้จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมัน

2. สารพิษจากการย่อยสลายโปรตีนส่วนเกินก่อความเสื่อม ทำให้เป็นโรคความดันเลือดสูง โรคหัวใจ กระทั่งโรคมะเร็ง

3. ไตต้องทำงานหนัก เพื่อขับสารเอมีนที่เกิดจากการสลายโปรตีนเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคไตวาย

4. โปรตีนชนิดที่มีฟอสฟอรัสสูงกว่าแคลเซียมมากๆ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว กลับทำให้เสียสมดุลของ แคลเซียมในร่างกาย เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคกระดูก

5. เกิดภาวะท้องผูก ตามด้วยโรคภูมิแพ้ เนื่องจากท้องผูกทำให้เสียสมดุลของการสร้างสาร อิมมูโนโกลบูลินเอ (IgA) ในเยื่อบุลำไส้ผลก็คือ โปรตีนแปลกปลอมจะพลัดหลงสู่กระแสเลือด ก่อโรคภูมิแพ้ต่างๆ

 

ใครไม่ป่วย ไทยแลนด์สไตล์

 บทความจากหนังสือ

ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น เล่ม 4

ตอน ไทยแลนด์สไตล์

 

Print Friendly, PDF & Email

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*